25/05/2018

ภูมิรัฐศาสตร์และการปกครอง

Written by  โครงการไฟฟ้าวังน้อยชุดที่ 4 จังหวัดปทุมธานี
Rate this item
(0 votes)

ภูมิรัฐศาสตร์และการปกครอง

จังหวัดประทุมธานี

ประวัติความเป็นมา

เดิมจังหวัดปทุมธานีเป็นถิ่นฐานบ้านเมืองแล้วไม่น้อยกว่า 300 ปี นับตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่ง กรุงศรีอยุธยา คือ เมื่อพุทธศักราช 2202 มังนันทมิตรได้กวาดต้อนครอบครัวมอญ เมืองเมาะตะมะ อพยพหนีภัยจากศึกพม่า เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา ซึ่งสมเด็จพระนายรายณ์มหาราช ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ครอบครัวมอญเหล่านั้น ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านสามโคก จากนั้นมาชุมชนสามโคกได้พัฒนามากขึ้นเป็นลำดับ

ต่อมาในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรี ชาวมอญได้อพยพหนีพม่าเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอีก เป็นครั้งที่ 2 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรง พระกรุณา โปรดเกล้าฯ อนุญาตให้ตั้งบ้านเรือนที่บ้านสามโคก และครั้งสุดท้าย ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้มีการอพยพชาวมอญครั้งใหญ่จากเมืองเมาะตะมะ เข้าสู่ประเทศไทยเรียกว่า "มอญใหญ่" พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ชาวมอญบางส่วนตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านสามโคก อีกเช่นเดียวกัน ฉะนั้นจาก ชุมชนขนาดเล็ก "บ้านสามโคก" จึงกลายเป็น "เมืองสามโคก" ในกาลต่อมา

     พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเอาพระทัยใส่ดูแล ทำนุบำรุงชาวมอญเมืองสามโคกมิได้ขาด ครั้งเมื่อเดือน 11 พุทธศักราช 2358 ได้เสด็จประพาสออกเยี่ยมพสกนิกรที่เมืองสามโคก และประทับที่พลับพลาริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งซ้าย เยื้องเมืองสามโคก ยังความปลาบปลื้มใจให้แก่ชาวมอญเป็นล้นพ้น จึงได้พากันหลั่งไหลนำดอกบัวขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเป็น ราชสักการะอยู่เป็นเมืองนิจ ยังความซาบซึ้งในพระราชหฤทัยเป็นที่ยิ่ง จึงบันดาลพระราชหฤทัยให้พระราชทานนามเมืองสามโคก เสียใหม่ว่า "เมืองประทุมธานี" ซึ่งวันนั้นตรงกับวันที่ 23 สิงหาคม พุทธศักราช 2358 ด้วยพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าวชื่อเมือง ปทุมธานี จึงได้กำเนิดนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ในปีพุทธศักราช 2461 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ใช้คำว่า "จังหวัด" แทน "เมือง" และให้ เปลี่ยนการเขียนชื่อจังหวัดใหม่จาก "ประทุมธานี" เป็น "ปทุมธานี" ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยุบจังหวัดธัญบุรีมาขึ้นกับจังหวัดปทุมธานี เมื่อ พ.ศ.2475 จังหวัดปทุมธานีจึงได้แบ่งการปกครองเป็น 7 อำเภอ ดังที่เป็นเช่นปัจจุบันนี้

      นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้พระราชทานนามเมืองประทุมธานีเป็นต้นมา จังหวัดปทุมธานีก็เจริญ รุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ เป็นจังหวัดที่อุดมสมบูรณ์ มีศิลปวัฒนธรรมและเอกลักษณ์อื่นๆ เป็นของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวปทุมธานี ภาคภูมิเป็นอย่างยิ่งและเป็นจังหวัดในเขตปริมณฑลที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต

ลักษณะภูมิประเทศ 

พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดเป็นที่ราบลุ่มริมสองฝั่งแม่น้ำโดยมีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านใจกลางจังหวัดในเขตอำเภอเมืองปทุมธานีและอำเภอสามโคก ทำให้พื้นที่ของจังหวัดปทุมธานี ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ฝั่งตะวันตกของจังหวัดหรือบนฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่ พื้นที่ในเขตอำเภอลาดหลุมแก้วกับพื้นที่บางส่วนของอำเภอเมืองและอำเภอสามโคกกับฝั่งตะวันออกของจังหวัด หรือบนฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่ พื้นที่อำเภอเมืองบางส่วน อำเภอธัญบุรี อำเภอคลองหลวง อำเภอหนองเสือ อำเภอลำลูกกา และบางส่วนของ อำเภอสามโคก โดยปกติระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาในฤดูฝนจะเพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ยประมาณ 50 เซนติเมตร ซึ่งทำให้เกิดภาวะน้ำท่วม ในบริเวณพื้นที่ราบริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นบริเวณกว้างและก่อให้เกิดปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ฝั่งขวาของ แม่น้ำเจ้าพระยาสำหรับพื้นที่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยานั้นเนื่องจากประกอบด้วยคลองซอยเป็นคลองชลประทาน จำนวนมากสามารถควบคุมจำนวนปริมาณ น้ำได้ทำให้ปัญหาเกี่ยวกับอุทกภัยมีน้อยกว่า

ลักษณะดิน

พื้นที่จังหวัดส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม ดินมีลักษณะเป็นดินเหนียวจัด สภาพดินเป็นกรดปานกลางถึงเป็นกรดจัดมี pH ประมาณ 6 - 4 ซึ่งลักษณะของดินภายในจังหวัดสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มดินนาดี มีพื้นที่ประมาณ ร้อยละ 30 กลุ่มดินนาที่มีสภาพเป็นกรดจัด มีพื้นที่ประมาณร้อยละ 70 เนื่องจากลักษณะดินเป็นดินเหนียวทำให้การระบายน้ำไม่ดี และการไหลบ่าของน้ำบนผิวดินช้า ซึ่งสภาพพื้นที่ดังกล่าวทำให้ไม่เหมาะสมกับการปลูกพืชไร่ และการปลูกข้าวได้ผลผลิตต่ำซึ่งต้องมีการปรับปรุง โดยการใช้ปูนขาวหรือปูนมาร์ลควบคู่กับการใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อให้การเพาะปลูกได้ผลผลิตดีขึ้น

 

ตราสัญลักษณ์จังหวัดปทุมธานี 

 


     รูปวงกลมมีสัญลักษณ์ดอกบัวหลวงสีชมพูอยู่ตรงกลาง และรวงข้าวสีทองอยู่ 2 ข้าง ดอกบัวและต้นข้าว หมายถึง ความสมบูรณ์ด้วย พืชพันธุ์ธัญญาหาร
     จังหวัดปทุมธานี ใช้อักษรย่อว่า "ปท"

 

คำขวัญของจังหวัดปทุมธานี

     ถิ่นบัวหลวง เมืองรวงข้าว เชื้อชาวมอญ นครธรรมะ พระตำหนักรวมใจ สดใสเจ้าพระยา ก้าวหน้าอุตสาหกรรม

ความหมายของธงประจำจังหวั

 

สีน้ำเงิน หมายถึง พระมหากษัตริย์

สีขาว หมายถึง ศาสนา
     ดอกบัวหลวงกับต้นข้าว หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธ์ธัญญาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งดอกบัวและข้าว
     ความหมายรวมของธงประจำจังหวัดปทุมธานี จึงหมายถึงว่าชาวจังหวัดปทุมธานี เป็นหมู่คณะที่มีความรักและความสามัคคีเป็นปึกแผ่นอันเป็นส่วนหนึ่ง ของชาติไทย ที่มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

 

ความสำคัญของธงประจำจังหวัดปทุมธานี

     เป็นการเชิดชูเกียรติของจังหวัด
     บ่งบอกถึงสัญลักษณ์ของจังหวัด
     เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจชาวจังหวัดปทุมธานี ให้มีความรักท้องถิ่นและมีความร่วมมือร่วมใจกันสร้างสรรค์ ความเจริญ และมีความเอื้ออารีต่อกัน

ดอกไม้ประจำจังหวัด

ดอกบัวหลวง เป็นพรรณไม้น้ำประเภทพืชล้มลุก มีลำต้นและหัวอยู่ในดินใต้น้ำการเจริญชูก้านใบและดอกขึ้นมาบนผิวน้ำ ใบมีลักษณะกลมกว้างใหญ่ ผิวใบเรียบสีเขียวขอบน้ำตาล ดอกเป็นกลีบซ้อนกันหลายชั้นมีสีขาว ชมพู เหลือง ลักษณะ สีสันขนาดของใบและดอกขึ้นอยู่กับชนิดของพันธุ์

ต้นไม้ประจำจังหวัด

 


ปาริชาติ

 - ต้น ไม้ต้นยืนผลัดใบ สูง 5 – 10 เมตร ตามกิ่งต้นอ่อนหนาม เรือน ยอดเป็นพุ่มกลม โปร่ง 
- ใบ ประกอบแบบขนนก เรียงเวียนสลับ มีใบย่อย 3 ใบ ใบจะโตกว่า 2 ใบด้านข้าง 
- ดอก รูปดอกถั่วสีแดงเข้ม ออกรวมกันเป็นช่อยาวประมาณ 30 - 40 เซนติเมตร ออกดอก ระหว่างเดือน มกราคม - กุมภาพันธ์ 
- ผล เป็นฝัก ยาว 15 - 30 เซนติเมตร

 

 

 

ผู้บริหารจังหวัดปทุมธานี

 

นายสุรชัย ขันอาสา
ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี

 



นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์
รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี

 

 




นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร
รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี

 

 

 

รายนามผู้ว่าราชการจังหวัด 

รายพระนามและรายนามผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี

พระนาม/ชื่อ

เข้ารับตำแหน่ง

สิ้นสุดการดำรงตำแหน่ง

1. พระอารักษ์ประชาราษฎร์ (จำปี)

พ.ศ. 2440

พ.ศ. 2448

2. หม่อมเจ้าขจรศุภสวัสดิ์

31 ธันวาคม 2448

7 พฤษภาคม 2454

3. พระยาพิทักษ์ทวยหาร (ทองคำ กฤษณามระ)

7 พฤษภาคม 2454

18 พฤศจิกายน 2457

4. พระยาปทุมธานี (ฟื้น กฤษณบัตร์)

18 พฤศจิกายน 2457

25 ตุลาคม 2467

5. พระยาสมุทรศักดารักษ์ (เจิม วิเศษรัตน์)

25 ตุลาคม 2467

8 กันยายน 2469

6. พระบริรักหารเทพธานี (เฉลิม กาญจนาคม)

20 ธันวาคม 2469

พ.ศ. 2471

7. พระบริรักษ์นครเขตต์ (ท้องย้อย กฤษณจินดา)

พ.ศ. 2471

พ.ศ. 2473

8. พระประแดงบุรี (สิงห์โต สาริกานนท์)

พ.ศ. 2473

พ.ศ. 2474

9. พระยาสุรินทร์ฤๅชัย (จันทร์ ตุงคสวัสดิ์)

พ.ศ. 2474

ตุลาคม 2476

10. พระศรีนคตรคาม (ทอง สุทธพินทุ)

25 ตุลาคม 2476

7 มีนาคม 2478

11. หลวงนรกิจกำจร (ชื้น วรคามิน)

7 มีนาคม 2478

27 ตุลาคม 2480

12. หลวงทรงสรการ (เล็ก กนิษฐสุด)

7 ธันวาคม 2480

1 พฤษภาคม 2484

13. หลวงอุตรดิตถาภิบาล (เนื่อง ปานิกบุตร)

1 พฤษภาคม 2484

7 กันยายน 2487

14. นายถนอม วิบูลย์มงคล

4 กันยายน 2487

24 เมษายน 2488

15. นายพรหม สูตรสุคนธ์

ไม่มีข้อมูล

ไม่มีข้อมูล

16. หลวงศรีนราศัย (ผิว จันทิมาคม)

31 กรกฎาคม 2488

20 สิงหาคม 2490

17. หลวงบรรณศาสน์สาธร (สง่า คุปตรักษ์)

20 สิงหาคม 2490

12 ธันวาคม 2490

18. นายจำลอง อัศวเวหา

23 ธันวาคม 2490

1 กันยายน 2493

19. ขุนนครรัฐเขตต์

13 มีนาคม 2493

30 เมษายน 2494

20. ขุนบริบาลบรรพตเขตต์

1 พฤษภาคม 2494

19 กรกฎาคม 2495

21. นายปลั่ง ทัศนประดิษฐ์

19 กรกฎาคม 2495

22 พฤษภาคม 2496

22. นายเชวง ไชยสุด

22 พฤษภาคม 2496

7 มีนาคม 2497

23. นายบุญยฤิทธิ์ นาคีนพคุณ

8 มีนาคม 2497

22 พฤษภาคม 2500

24. นายขจรัส ธารีสาร

22 พฤษภาคม 2500

1 กรกฎาคม 2506

25. นายพูนสวัสดิ์ กำลังงาม

22 กรกฎาคม 2506

14 เมษายน 2507

26. นายเกษม สุขุม

15 พฤษภาคม 2507

19 กุมภาพันธ์ 2508

27. นายพล จุฑางกูร

1 มีนาคม 2508

16 พฤศจิกายน 2510

28. นายประสิทธิ์ อุไรรัตน์

16 พฤศจิกายน 2510

8 ตุลาคม 2511

29. นายเยือน สมานนท์

15 ตุลาคม 2511

1 ตุลาคม 2514

30. นายกำเกิง สุรการ

1 ตุลาคม 2514

30 กันยายน 2515

31. นายสุวิทย์ ยิ่งวรพันธ์

1 ตุลาคม 2515

30 กันยายน 2516

32. นายเอนก พยัคฆันตร

1 ตุลาคม 2516

4 ตุลาคม 2517

33. พลตรีวิทย์ นิ่มนวล

1 ตุลาคม 2517

30 กันยายน 2519

34. นายสุธี โอบอ้อม

1 ตุลาคม 2519

30 กันยายน 2521

35. ม.ล.ภัคศุก กำภู

8 ตุลาคม 2521

27 มิถุนายน 2524

36. นายสำรวย พึ่งประสิทธิ์

27 มิถุนายน 2524

30 กันยายน 2528

37. นายชูวงศ์ ฉายะบุตร

1 ตุลาคม 2528

30 กันยายน 2531

38. นายนิวัฒน์ พิบูลย์

1 ตุลาคม 2531

30 กันยายน 2532

39. นายยุวรัตน์ กมลเวชช

1 ตุลาคม 2532

30 กันยายน 2534

40. นายประสงค์ รณะนันท์

1 ตุลาคม 2534

21 กรกฎาคม 2535

41. ร.อ.ศรีรัตน์ หริรักษ

22 กรกฎาคม 2535

30 กันยายน 2537

42. นายไพฑูรย์ บุญวัฒน

1 ตุลาคม 2537

31 กันยายน 2540

43. นางนิพัทธา อมรรัตนเมธา

1 ตุลาคม 2540

31 พฤษภาคม 2541

44. คุณหญิงจรัสศรี ทีปิรัช

1 มิถุนายน 2541

30 กันยายน 2543

45. นายภุชงค์ รุ่งโรจน์

1 ตุลาคม 2543

30 กันยายน 2546

46. นายวิจิตร วิชัยสาร

1 ตุลาคม 2546

1 ตุลาคม 2547

47. นายนิวัฒน์ สวัสดิ์แก้ว

1 ตุลาคม 2547

1 ตุลาคม 2548

48. นายนเรศ จิตสุจริตวงศ์

1 ตุลาคม 2548

1 ตุลาคม 2549

49. นายเมฆินทร์ เมธาวิกูล

13 พฤศจิกายน 2549

30 ตุลาคม 2551

50. นายปรีชา บุตรศรี

30 ตุลาคม 2551

30 กันยายน 2553

51. นายธานี สามารถกิจ

1 ตุลาคม 2553

9 มกราคม 2554

52. นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า

10 มกราคม 2554

25 ตุลาคม 2554

53. นายขจรศักดิ์ สิงโตกุล

26 ตุลาคม 2554

30 กันยายน 2555

54. นายศิริพงษ์ ห่านตระกูล

8 ตุลาคม 2555

30 กันยายน 2556

55. นายพงศธร สัจจชลพันธ์

1 ตุลาคม 2556

30 กันยายน 2558

56. นายสุรชัย ขันอาสา

1 ตุลาคม 2558

ปัจจุบัน

 

ที่ตั้งและอาณาเขต

เขตการปกครอง 

มีขนาดพื้นที่ 1,520.068 ตร.กม. แบ่งออกได้ดังนี้

  1. อำเภอเมืองปทุมธานี มีพื้นที่142.859 ตร.ก.ม. มี 14 ตำบล 81 หมู่บ้าน 31 ชุมชน 5 เทศบาล
  2. อำเภอคลองหลวง มีพื้นที่303.519 ตร.ก.ม. มี 7 ตำบล 71 หมู่บ้าน 32 ชุมชน 2 เทศบาล
  3. อำเภอธัญบุรี มีพื้นที่114.862 ตร.ก.ม. มี 6 ตำบล 12 หมู่บ้าน 61 ชุมชน 4 เทศบาล
  4. อำเภอหนองเสือ มีพื้นที่339.990 ตร.ก.ม. มี 7 ตำบล 69 หมู่บ้าน 0 ชุมชน 1 เทศบาล
  5. อำเภอลาดหลุมแก้ว มีพื้นที่195.704 ตร.ก.ม. มี 7 ตำบล 61 หมู่บ้าน 0 ชุมชน 1 เทศบาล
  6. อำเภอลำลูกกา มีพื้นที่304.199 ตร.ก.ม. มี 8 ตำบล 114 หมู่บ้าน 22 ชุมชน 3 เทศบาล
  7. อำเภอสามโคก มีพื้นที่118.935 ตร.ก.ม. มี 11 ตำบล 58 หมู่บ้าน 0 ชุมชน 1 เทศบาล

 

 

  • อำเภอเมืองปทุมธานี  

เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี มีประชากรจำนวนกว่า 1.7 แสนคน ประกอบด้วยตำบล 14 ตำบล และเป็นที่ตั้งของศูนย์ราชการของจังหวัดปทุมธานีอีกด้วย อำเภอเมืองปทุมธานีเป็นอำเภอมีความหนาแน่นเฉลี่ยของประชากรสูงถึง 1,421 คนต่อตารางกิโลเมตร และมีความเจริญกระจายตัวอย่างทั่วถึงทั้งอำเภอ ตรงกลางอำเภอมีแม่น้ำเจ้าพระยาผ่ากลางอำเภอ

ที่ตั้งและอาณาเขต

มีอาณาเขตติดต่อดังนี้

 

การปกครองส่วนภูมิภาค

พื้นที่อำเภอเมืองปทุมธานีแบ่งเขตการปกครองย่อยเป็น 14 ตำบล แต่ละตำบลแบ่งออกเป็น หมู่บ้าน รวม 81 หมู่บ้าน ได้แก่

1.

บางปรอก

 

(Bang Parok)

 

-

         

8.

บางหลวง

 

(Bang Luang)

 

7 หมู่บ้าน

2.

บ้านใหม่

 

(Ban Mai)

 

6 หมู่บ้าน

         

9.

บางเดื่อ

 

(Bang Duea)

 

7 หมู่บ้าน

3.

บ้านกลาง

 

(Ban Klang)

 

5 หมู่บ้าน

         

10.

บางพูด

 

(Bang Phut)

 

6 หมู่บ้าน

4.

บ้านฉาง

 

(Ban Chang)

 

4 หมู่บ้าน

         

11.

บางพูน

 

(Bang Phun)

 

6 หมู่บ้าน

5.

บ้านกระแชง

 

(Ban Krachaeng)

 

4 หมู่บ้าน

         

12.

บางกะดี

 

(Bang Kadi)

 

5 หมู่บ้าน

6.

บางขะแยง

 

(Bang Khayaeng)

 

4 หมู่บ้าน

         

13.

สวนพริกไทย

 

(Suan Phrikthai)

 

8 หมู่บ้าน

7.

บางคูวัด

 

(Bang Khu Wat)

 

12 หมู่บ้าน

         

14.

หลักหก

 

(Lak Hok)

 

7 หมู่บ้าน


การปกครองส่วนท้องถิ่น

อำเภอเมืองปทุมธานีประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 15 แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลเมืองปทุมธานีครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางปรอกทั้งตำบล
  • เทศบาลเมืองบางคูวัดครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางคูวัดทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลบางหลวงครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลบ้านฉาง ตำบลบางหลวง และตำบลบางเดื่อ
  • เทศบาลตำบลบางกะดีครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางกะดีทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลหลักหกครอบคลุมพื้นที่ตำบลหลักหกทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลบ้านกลางครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านกลางทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลบางเดื่อครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางเดื่อ (นอกเขตเทศบาลตำบลบางหลวง)
  • เทศบาลตำบลบางพูนครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางพูนทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลบางขะแยงครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางขะแยงทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลบ้านใหม่ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านใหม่ทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านฉางครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านฉาง (นอกเขตเทศบาลตำบลบางหลวง)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกระแชงครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านกระแชงทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบางหลวงครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางหลวง (นอกเขตเทศบาลตำบลบางหลวง)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบางพูดครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางพูดทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลสวนพริกไทยครอบคลุมพื้นที่ตำบลสวนพริกไทยทั้งตำบล
  • อำเภอคลองหลวง

เป็นอำเภอที่สำคัญอำเภอหนึ่งของจังหวัดปทุมธานี เพราะเป็นที่ตั้งขององค์กรสำคัญหลายแห่ง

 

ที่ตั้งและอาณาเขต

 

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอคลองหลวงแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 7 ตำบล แต่ละตำบลแบ่งเป็น หมู่บ้าน รวม 106 หมู่บ้าน ได้แก่

1.

คลองหนึ่ง

 

(Khlong Nueng)

     

เดิมชื่อตำบลท่าโขลง

   

มี 20 หมู่บ้าน

2.

คลองสอง

 

(Khlong Song)

     

เดิมชื่อตำบลบางหวาย

   

มี 15 หมู่บ้าน

3.

คลองสาม

 

(Khlong Sam)

     

เดิมชื่อตำบลบึงอ้ายเสียบ

   

มี 16 หมู่บ้าน

4.

คลองสี่

 

(Khlong Si)

     

เดิมชื่อตำบลบึงเขาย้อน

   

มี 16 หมู่บ้าน

5.

คลองห้า

 

(Khlong Ha)

     

เดิมชื่อตำบลบึงจระเข้

   

มี 16 หมู่บ้าน

6.

คลองหก

 

(Khlong Hok)

     

เดิมชื่อตำบลบึงตะเคียน

   

มี 14 หมู่บ้าน

7.

คลองเจ็ด

 

(Khlong Chet)

     

แยกจากตำบลคลองหก

   

มี 9 หมู่บ้าน

 

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอคลองหลวงมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7 แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลเมืองท่าโขลงครอบคลุมพื้นที่ตำบลคลองหนึ่งและตำบลคลองสอง เฉพาะฟากเหนือของถนนคลองหลวง (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3214)
  • เทศบาลเมืองคลองหลวงครอบคลุมพื้นที่ตำบลคลองหนึ่งและตำบลคลองสอง เฉพาะฟากใต้ของถนนคลองหลวง (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3214)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลคลองสามครอบคลุมพื้นที่ตำบลคลองสามทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลคลองสี่ครอบคลุมพื้นที่ตำบลคลองสี่ทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลคลองห้าครอบคลุมพื้นที่ตำบลคลองห้าทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลคลองหกครอบคลุมพื้นที่ตำบลคลองหกทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลคลองเจ็ดครอบคลุมพื้นที่ตำบลคลองเจ็ดทั้งตำบล
  • อำเภอธัญบุรี  

เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดปทุมธานี มีลักษณะเป็นแนวยาวขนานไปกับคลองรังสิตประยูรศักดิ์ไปจนสุดเขตจังหวัด เป็นเขตพื้นที่ที่มีความเจริญมาก มากกว่าอำเภอเมืองปทุมธานี เนื่องจากเป็นทางผ่านของการคนนาคมไปภาคเหนือ ภาคอีสาน โดยมีเขตเทศบาลนคร 1 แห่ง เขตเทศบาลเมือง 2 แห่ง และเขตเทศบาลตำบลอีก 1 แห่ง คือ  เทศบาลนครรังสิต เทศบาลเมือง สนั่นรักษ์  เทศบาลเมืองบึงยี่โถ และเทศบาลตำบลธัญบุรี

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอธัญบุรีตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังนี้

การปกครองส่วนภูมิภาค

พื้นที่อำเภอธัญบุรีแบ่งเขตการปกครองย่อย เป็น 6 ตำบล แต่ละตำบลแบ่งออกเป็น หมู่บ้าน รวม 12 หมู่บ้าน ได้แก่

ลำดับที่

ตำบล

จำนวนหมู่บ้าน

ประชากรทั้งหมด
(พ.ศ. 2554) 

ประชากรในเขตเทศบาล
(พ.ศ. 2554)

1.

ประชาธิปัตย์
(Prachathipat)

78,384

78,384

(ทน. รังสิต)

2.

บึงยี่โถ
(Bueng Yitho)

4

30,322

30,322

(ทม. บึงยี่โถ)

3.

รังสิต
(Rangsit)

4

22,138

22,138

(ทต. ธัญบุรี)

4.

ลำผักกูด
(Lam Phak Kut)

4

34,600

34,600

(ทต. ธัญบุรี)

5.

บึงสนั่น
(Bueng Sanan)

7,858

7,858

(ทม. สนั่นรักษ์)

6.

บึงน้ำรักษ์
(Bueng Nam Rak)

16,861

16,861

(ทม. สนั่นรักษ์)

รวม

12

190,163

190,163

 

การปกครองส่วนท้องถิ่น

อำเภอธัญบุรีประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4 แห่ง ได้แก่

สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นท้องทุ่ง มีลำคลองไหลผ่านหลายสายเดิมพื้นที่เป็นป่าดง มีเสือช้างที่ดุร้ายลงมาจากภูเขาทางจังหวัดสระบุรีบ้าง จังหวัดนครนายกบ้าง มาอาศัยกินในหนองน้ำเป็นที่หวาดกลัวของคนทั่วไป หนองน้ำแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า “หนองเสือ” ตามชื่อสัตว์ดุร้าย ครั้นตั้งเป็นอำเภอจึงได้นามว่า “อำเภอหนองเสือ”

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอหนองเสือตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดปทุมธานี มีอาณาเขตติดต่อดังนี้

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอหนองเสือแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 7 ตำบล 69 หมู่บ้าน ดังนี้

1.

บึงบา

 

(Bueng Ba)

 

8 หมู่บ้าน

       

5.

หนองสามวัง

 

(Nong Sam Wang)

 

13 หมู่บ้าน

2.

บึงบอน

 

(Bueng Bon)

 

9 หมู่บ้าน

       

6.

ศาลาครุ

 

(Sala Khru)

 

10 หมู่บ้าน

3.

บึงกาสาม

 

(Bueng Ka Sam)

 

9 หมู่บ้าน

       

7.

นพรัตน์

 

(Noppharat)

 

8 หมู่บ้าน

4.

บึงชำอ้อ

 

(Bueng Cham O)

 

12 หมู่บ้าน

                   


การปกครองส่วนท้องถิ่น

อำเภอหนองเสือประกอบด้วยองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น 8 แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลตำบลหนองเสือครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลบึงบา
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบึงบาครอบคลุมพื้นที่ตำบลบึงบา (นอกเขตเทศบาลตำบลหนองเสือ)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบึงบอนครอบคลุมพื้นที่ตำบลบึงบอนทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบึงกาสามครอบคลุมพื้นที่ตำบลบึงกาสามทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบึงชำอ้อครอบคลุมพื้นที่ตำบลบึงชำอ้อทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองสามวังครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองสามวังทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลศาลาครุครอบคลุมพื้นที่ตำบลศาลาครุทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลนพรัตน์ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนพรัตน์ทั้งตำบล
  • อำเภอลาดหลุมแก้ว

เดิมชื่อ อำเภอเชียงราก ต่อมาในปี พ.ศ 2460 ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นชื่ออำเภอดังเช่นปัจจุบัน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัด

 

ที่ตั้งและอาณาเขต

ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อเรียงตามเข็มนาฬิกา ดังนี้

การปกครองส่วนภูมิภาค

พื้นที่อำเภอลาดหลุมแก้วแบ่งเขตการปกครองย่อย เป็น 7 ตำบล (tambon) แต่ละตำบลแบ่งออกเป็น หมู่บ้าน รวม 67 หมู่บ้าน ได้แก่

1.

ระแหง

 

(Rahaeng)

 

12 หมู่บ้าน

     

5.

คลองพระอุดม

 

(Khlong Phra Udom)

 

7 หมู่บ้าน

2.

ลาดหลุมแก้ว

 

(Lat Lum Kaeo)

 

7 หมู่บ้าน

     

6.

บ่อเงิน

 

(Bo Ngoen)

 

7 หมู่บ้าน

3.

คูบางหลวง

 

(Khu Bang Luang)

 

12 หมู่บ้าน

     

7.

หน้าไม้

 

(Na Mai)

 

11 หมู่บ้าน

4.

คูขวาง

 

(Khu Khwang)

 

5 หมู่บ้าน

                 

 

การปกครองส่วนท้องถิ่น

อำเภอลาดหลุมแก้วประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 8 แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลตำบลระแหงครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลระแหง
  • เทศบาลตำบลคลองพระอุดมครอบคลุมพื้นที่ตำบลคลองพระอุดมทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลคูขวางครอบคลุมพื้นที่ตำบลคูขวางทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลระแหงครอบคลุมพื้นที่ตำบลระแหง (นอกเขตเทศบาลตำบลระแหง)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลลาดหลุมแก้วครอบคลุมพื้นที่ตำบลลาดหลุมแก้วทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลคูบางหลวงครอบคลุมพื้นที่ตำบลคูบางหลวงทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อเงินครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ่อเงินทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลหน้าไม้ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหน้าไม้ทั้งตำบล
  • อำเภอลำลูกกา

อำเภอลำลูกกาสมัยก่อนเป็นที่ราบลุ่มเต็มไปด้วยป่าพงป่าอ้อ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าทั่วไป สภาพของพื้นที่เป็นที่รกร้างกว้างใหญ่ มีชื่อเรียกว่า “ทุ่งหลวง” ต่อมาในรัชสมัยของ(รัชกาลที่ 5) ประมาณปี พ.ศ. 2433 พระองค์ทรงเห็นว่าทุ่งหลวงกว้างใหญ่ไพศาลมาก ควรให้ประชาชนเข้ามาอยู่เป็นที่พักอาศัยทำมาหากิน ประกอบกับมีพระราชดำริว่า” กรุงสยาม คลองเป็นสำคัญ สมควรต้องขุดทุกปี” จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม ดำเนินการขุดคลองหกวา เริ่มจากคลองซอยที่ 2 ไปจนถึงอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นระยะทาง 900 เส้นเศษ และขุดคลองซอยที่เป็นระยะห่างกัน 60 เส้น จำนวน 16 คลอง ผลจากการขุดคลองนี้ทำให้ประชาชนที่อยู่ในถิ่นกันดารต่างอพยพหลั่งไหลเข้ามาอาศัยอยู่และทำการปลูกมากยิ่งขึ้น สำหรับชื่ออำเภอลำลูกกานี้ตามประวัติบอกว่า แต่เดิมนั้นในท้องที่อำเภอนี้มีลำธารไหลผ่านมาบรรจบเป็นรูปตีนกา และปรากฏว่ามีนกมาอาศัยทำรังอยู่เป็นจำนวนมาก เพราะที่รวมของลำธารนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยกุ้ง ปลา อาหารของสัตว์นานาชนิด ประชาชนจึงเรียนบึงนี้ว่า “บึงลำลูกกา” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เมื่อทางราชการได้ตั้งอำเภอขึ้นใกล้กับบึงนี้เมื่อประมาณ พ.ศ. 2447 จึงขนานนามว่า อำเภอลำลูกกา สันนิษฐานว่าเป็นเพราะนิยมใช้คำสั้น ๆ

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอลำลูกกาตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อดังนี้

 

การปกครองส่วนภูมิภาค

พื้นที่อำเภอลำลูกกาแบ่งเขตการปกครองย่อย เป็น 8 ตำบล (tambon)

ลำดับที่

ตำบล

จำนวนหมู่บ้าน

ประชากรทั้งหมด
(พ.ศ. 2554) 

ประชากรในเขตเทศบาล
(พ.ศ. 2554) 

1.

คูคต
(Khu Khot)

n/a

104,253

45,840
58,413

(ทม. คูคต)
(ทม. ลำสามแก้ว)

2.

ลาดสวาย
(Lat Sawai)

n/a

51,165

51,165

(ทม. ลาดสวาย)

3.

บึงคำพร้อย
(Bueng Kham Phroi)

n/a

29,824

9,121
20,703

(ทต. ลำลูกกา)
(อบต. บึงคำพร้อย)

4.

ลำลูกกา
(Lam Luk Ka)

n/a

25,104

5,776
19,328

(ทต. ลำลูกกา)
(อบต. ลำลูกกา)

5.

บึงทองหลาง
(Bueng Thonglang)

n/a

10,308

10,308

(อบต. บึงทองหลาง)

6.

ลำไทร
(Lam Sai)

n/a

8,588

2,950
5,638

(ทต. ลำไทร)
(อบต. ลำไทร)

7.

บึงคอไห
(Bueng Kho Hai)

n/a

7,028

7,028

(อบต. บึงคอไห)

8.

พืชอุดม
(Phuet Udom)

n/a

3,908

3,908

(อบต. พืชอุดม)

รวม

n/a

240,178

240,178

การปกครองส่วนท้องถิ่น

อำเภอลำลูกกาประกอบด้วยองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น 11 แห่ง ได้แก่

 

 

 

 

 

 

  • อำเภอสามโคก

เป็นอำเภอที่มีขนาดเล็กที่สุดของจังหวัด มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่ากลางอำเภอ

อำเภอสามโคกเดิมเป็น “เมืองสามโคก” เพราะมีโคกโบราณอยู่ในเมือง 3 แห่ง เมืองสามโคกเป็นเมืองเก่าแก่มาช้านาน ปรากฏหลักฐานเมื่อหลังแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ที่ตั้งดั้งเดิมของเมืองสามโคกอยู่ที่บริเวณวัดพญาเมือง (ปัจจุบันเป็นวัดร้างอยู่ใกล้ ๆ กับวัดป่างิ้ว) เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าครั้งที่ 1 ในปี พ.ศ. 2112 เมืองนี้ได้ร้างไปจนถึง พ.ศ. 2203ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมิงเปอกับพรรคพวกมอญด้วยกัน 11 คน ได้พาครอบครัวมอญประมาณหมื่นคนอพยพหนีการกดขี่ของพม่าเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ “บ้านสามโคก” ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก (บริเวณระหว่างวัดตำหนักกับวัดสะแก) ชุมชนมอญได้ขยายตัวเจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ จึงได้ตั้งเป็นเมืองขึ้นในบริเวณใกล้กับวัดสิงห์และใช้ชื่อว่า เมืองสามโคก

 ที่ตั้งและอาณาเขต

มีอาณาเขตติดต่อดังนี้

 

การปกครองส่วนภูมิภาค

พื้นที่อำเภอสามโคกแบ่งเขตการปกครองย่อย เป็น 11 ตำบล แต่ละตำบลแบ่งออกเป็น หมู่บ้าน รวม 58 หมู่บ้าน ได้แก่

1.

บางเตย

 

(Bang Toei)

 

10 หมู่บ้าน

           

7.

บ้านปทุม

 

(Ban Pathum)

 

6 หมู่บ้าน

2.

คลองควาย

 

(Khlong Khwai)

 

8 หมู่บ้าน

           

8.

บ้านงิ้ว

 

(Ban Ngio)

 

5 หมู่บ้าน

3.

สามโคก

 

(Sam Khok)

 

4 หมู่บ้าน

           

9.

เชียงรากน้อย

 

(Chiang Rak Noi)

 

5 หมู่บ้าน

4.

กระแชง

 

(Krachaeng)

 

3 หมู่บ้าน

           

10.

บางกระบือ

 

(Bang Krabue)

 

3 หมู่บ้าน

5.

บางโพธิ์เหนือ

 

(Bang Pho Nuea)

 

3 หมู่บ้าน

           

11.

ท้ายเกาะ

 

(Thai Ko)

 

4 หมู่บ้าน

6.

เชียงรากใหญ่

 

(Chiang Rak Yai)

 

7 หมู่บ้าน

                       

การปกครองส่วนท้องถิ่น

อำเภอสามโคกประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 11 แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลตำบลบางเตยครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลบางเตย
  • เทศบาลตำบลสามโคกครอบคลุมพื้นที่ตำบลสามโคกทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลคลองควายครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางเตย (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลบางเตย) และตำบลคลองควายทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลกระแชงครอบคลุมพื้นที่ตำบลกระแชงทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบางโพธิ์เหนือครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางโพธิ์เหนือทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลเชียงรากใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเชียงรากใหญ่ทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านปทุมครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านปทุมทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านงิ้วครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านงิ้วทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลเชียงรากน้อยครอบคลุมพื้นที่ตำบลเชียงรากน้อยทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบางกระบือครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางกระบือทั้งตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบลท้ายเกาะ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลท้ายเกาะทั้งตำบล

Read 332 times Last modified on 08/06/2018

Leave a comment

Make sure you enter all the required information, indicated by an asterisk (*). HTML code is not allowed.