20/02/2018

ภูมิรัฐศาสตร์และการปกครอง

Written by  โรงไฟฟ้าพระนครใต้ระยะที่ 1(เครื่องที่ 1 - 2) (จ.สมุทรปราการ)
Rate this item
(1 Vote)

ภูมิรัฐศาสตร์และการปกครอง

 จังหวัดสมุทรปราการ

สมุทรปราการ เป็นเมืองที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยของพระเจ้าทรงธรรม มีชื่อปรากฏอยู่ใน พระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้น เมื่อ พ.ศ.๒๑๗๘ พระเจ้าทรงธรรมได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองสมุทรปราการขึ้นที่บริเวณ คลองปลากด   มีฝรั่งชาวฮอลันดาเข้ามาค้าขายกับไทยในสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถ เป็นพ่อค้าที่วางตัวและติดต่อกับไทยเป็นอย่างดี    อีกทั้งกระทำความดีความชอบกับทางราชการแผ่นดินหลายอย่าง สมเด็จพระเอกาทศรถจึงได้ทรง พระราชทานที่ดินบริเวณเหนือคลองปลากด ใช้เป็นที่ตั้งคลังสินค้า และเป็นที่อาศัยของเจ้าหน้าที่อย่างพร้อมเพียง เป็นสถานที่งดงาม และบริบูรณ์ด้วยเครื่องใช้ที่จำเป็นและทันสมัย จนถึงกับมีการยกย่องในหมู่ชาวฮอลันดาว่าเป็นเมือง "นิวอัมสเตอร์ดัม" (New Amsterdam) ปัจจุบันถูกน้ำเซาะพังไปแล้ว สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย ทรงเห็นว่าปากน้ำเจ้าพระยานั้นหากมีข้าศึกมารุกรานพระนครก็จะทำได้ง่าย จึงโปรดเกล้าฯให้กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) กับพระยาพระคลัง (ดัส) เป็นแม่กองไปควบคุม การก่อสร้างเมืองสมุทรปราการขึ้นใหม่ในปี พ.ศ.๒๓๖๒ ตรงบริเวณบางเจ้าพระยา คือ ตำบลปากน้ำในปัจจุบัน ใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ ๓ ปี

 

ประวัติ

จังหวัดสมุทรปราการ หรือที่เรียกกันเป็นสามัญทั่วไปว่า "เมืองปากน้ำ" เพราะตั้งอยู่ปากน้ำเจ้าพระยาเป็นเมือง สำคัญทางประวัติศาสตร์ มาตั้งแต่โบราณเป็นเมืองหน้าด่านทางทะเลที่มีความสำคัญตลอดมาทุกยุคทุกสมัย "สมุทร" แปลว่า   "ทะเล" และ "ปราการ" แปลว่า "กำแพง" สมุทรปราการ แปลว่า กำแพงชายทะเล หรือ กำแพงริมทะเล ซึ่งหมายถึงเมืองหน้าด่านชายทะเล หรือริมทะเลที่มีกำแพงมั่นคงแข็งแรงสำหรับป้องกันข้าศึกนั่นเอง นับว่าเป็นการให้ชื่อเมืองที่ถูกต้องและเหมาะสมตามความมุ่งหมายในการตั้งเมืองเป็นอย่างยิ่ง

ประวัติ ความเป็นมาของเมืองสมุทรปราการ สลับซับซ้อนสัมพันธ์กับเมืองพระประแดงมาก (ปัจจุบันเป็น อำเภอ พระประแดงในจังหวัดสมุทรปราการ) เพราะเมืองสมุทรปราการได้ตั้งขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี แต่เมืองพระประแดงเดิมนั้น ขอมได้ตั้งขึ้นในสมัยขอมมีอำนาจครอบครองบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งสมัยนั้น ทะเลยังลึกเข้ามามากจนจรดเขตทางใต้ของกรุงเทพมหานคร ขอมเรียกว่า "ปากน้ำพระประแดง" เมื่อตั้งที่เมือง ปากน้ำก็เรียกว่า "เมืองพระประแดง" (ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์เชื่อว่าเมืองพระประแดง ที่ขอมตั้งนี้อยู่ที่ คลองเตย เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันคือที่ทำการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย) ครั้นนานมา มีแผ่นดินงอกออกไป เมืองพระประแดงห่างจากปากน้ำเข้าทุกทีจึงมีการโยกย้ายตั้งเมืองปากน้ำ ขึ้นใหม่เพื่อความเหมาะสม จึงมีทั้งเมืองสมุทรปราการ และเมืองพระประแดง ในสมัยกรุง       ศรีอยุธยา ครั้นถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ความจำเป็นทางการเมืองและความปลอดภัยของประเทศชาติมีมากขึ้นจึงได้ตั้งเมือง นครเขื่อนขันธ์ขึ้น (ปัจจุบัน เป็นอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ) จึงกล่าวได้ว่า จังหวัดสมุทรปราการหรือเมืองปากน้ำในปัจจุบันนี้ มีประวัติ และอาณาเขต ของเมือง ๓ เมืองรวมกัน คือ เมืองพระประแดง เมืองนครเขื่อนขันธ์ และเมืองสมุทรปราการ

สมุทรปราการ ในอดีตนับเป็นพัน ๆ ปีมาแล้วนั้น นักปราชญ์ทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดีสันนิษฐานว่า   บริเวณพื้นที่ของจังหวัดนี้ทั้งหมด ตั้งแต่ปากอ่าวไทย จนจรดพื้นที่ทางใต้ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นทะเลทั้งหมด มีเรือสำเภาจีน แล่นขึ้นไปถึงกรุงศรีอยุธยาได้โดยสะดวก ต่อมานาน ๆ เข้า บริเวณแหล่งนี้ตื้นเขินกลายเป็นที่ราบลุ่มอุดมสมบูรณ์ ทั้งมีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านไปออกทะเล การคมนาคมสะดวก ผู้คนจึงอพยพเข้าไปตั้งหลักแหล่ง ทำมาหากินมากขึ้นโดยลำดับ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งหมดมาจนจรดปากอ่าวไทย เป็นเขตอาณาจักรทวาราวดี และชนชาวทวาราวดีในบริเวณนี้ส่วนมากมีเชื้อชาติไทย จากหลักฐานการขุดค้นพบซากโบราณสถาน กับพบโบราณวัตถุ มีตะเกียงสัมฤทธิ์ของชาวโรมันที่  ตำบลพงตึก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ทำให้สันนิษฐานได้ว่าบริเวณตำบล ดังกล่าวและอาณาเขตใกล้เคียงคงจะเป็นเมืองท่าริมทะเลที่สำคัญของอาณาจักร ทวาราวดี คู่กับเมืองนครปฐม ซึ่งเป็นเมืองสำคัญริมทะเลอีกเมืองหนึ่งของอาณาจักรทวาราวดีเช่นกัน

จึงพอสรุปได้ว่า อาณาจักรทวาราวดี คงเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองและมีอาณาบริเวณอยู่ในที่ราบลุ่มในแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งหมดตลอดมาจนจรดอ่าวไทย ประชาชนพลเมืองคงมีเชื้อสายไทย มีความเจริญสูง ซึ่งอยู่ในราว พ.ศ.๑๐๐๐ ถึง พ.ศ.๑๓๐๐ ดังนั้น พื้นที่ของเมืองสมุทรปราการเดิม จึงอยู่ในอาณาจักรทวาราวดีมาแล้วตั้งแต่ในสมัยโบราณ ถ้าจะกล่าวย้อนหลังขึ้นไปในอดีต สมุทรปราการมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่นำกล่าวได้ละเอียด รวม ๕ สมัยด้วยกัน คือ สมัยลพบุรี สมัยสุโขทัย สมัยศรีอยุธยา สมัยธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์

 

สมัยลพบุรี

ในสมัยขอมเรืองอำนาจ ได้ครอบครองอาณาจักรทวาราวดี หลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่าเมืองสมุทรปราการเคยเป็นเมืองหน้าด่านของขอม คือในราว พ.ศ.๑๔๐๐ อาณาจักรทวาราวดีเสื่อมอำนาจลง ระยะนั้นขอมตั้งราชธานีอยู่ที่ "นครธม" ปัจจุบันอยู่ในกัมพูชา ได้ขยายอำนาจมาปกครองดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาไว้ทั้งหมด แล้วตั้งเมือง "ละโว้" (จังหวัดลพบุรีปัจจุบัน) เป็นราชธานีในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งได้ตั้งเมืองอโยธยา (จังหวัดพระนครศรีอยุธยาปัจจุบัน) และเมือง "พระประแดง" (เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร) เป็นเมืองหน้าด่าน การที่ขอมขนานนามเมืองหน้าด่านนี้ว่า "พระประแดง" นั้นมีเหตุผลชัดเจนอยู่มาก เพราะคำว่า "ประแดง" หรือ "บาแดง" แปลว่า "คนเดินหมาย คนนำข่าวสาร" ซึ่งหมายถึงว่า เมืองพระประแดง เป็นเมืองหน้าด่าน ถ้ามีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้น เป็นหน้าที่ของเมืองนี้จะต้องรีบแจ้งข่าวสารไปให้เมืองหลวง (ละโว้) ทราบโดยเร็ว จึงทำให้เชื่อได้ว่า เมืองปากน้ำสมุทรปราการก็คงเป็นท้องที่ส่วนหนึ่งของพระประแดงด้วย

 

 

สมัยสุโขทัย

ขอมครองอำนาจเหนืออาณาจักรทวาราวดีเหนือลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า " สุวรรณภูมิ" อยู่ชั่วระยะหนึ่งก็เสื่อมอำนาจลง คือในราว พ.ศ.๑๘๐๐ ไทยน้อยซึ่งอพยพทยอยมาจากตอนใต้ของจีน ได้มาตั้งหลักแหล่งกระจัดกระจายอยู่ตรงแถบตอนเหนือของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และเคยอยู่ใต้อำนาจของขอมในสมัยขอมเรืองอำนาจนั้น ได้มีความเข้มแข็งสามารถรวบรวมกำลังขับไล่ขอมออกไปจากดินแดนบริเวณนั้นได้สำเร็จแล้วประกาศตัวเป็นอิสระตั้ง "กรุงสุโขทัย"(จังหวัดสุโขทัยปัจจุบัน) เป็นราชธานี กษัตริย์องค์แรกที่ครองกรุงสุโขทัยคือ "พ่อขุนศรีอินทราทิตย์" ทำให้ไทยเริ่มมีอำนาจในดินแดนแหลมทอง (สุวรรณภูมิ) และเจริญรุ่งเรืองเป็นอันดับ จนถึงรัชสมัย "พ่อขุนรามคำแหงมหาราช" กษัตริย์ผู้ทรงอานุภาพมาก สามารถต่ออาณาเขตสุโขทัยออกไปได้กว้างขวางที่สุด คือ ทิศเหนือ จดแคว้นลานนาไทย ทิศตะวันออกจรดเขมร (ซึ่งยังครองลุ่มแม่น้ำมูล) ทิศใต้ครอบครองตลอดแหลมมะลายู ทิศตะวันตกครอบครองเมืองหงสาวดีของพม่าไปจด อ่าวเบงคอล ในสมัยสุโขทัยนี้ เมืองพระประแดงก็ขึ้นอยู่กับกรุงสุโขทัยตลอดมา จนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

 

สมัยอยุธยา

ต่อมาในต้น พ.ศ.๑๘๙๓ พระเจ้าอู่ทอง ได้ทรงอพยพผู้คนจากสุพรรณบุรีมาสร้างพระนครขึ้นใหม่ที่ริมหนองโสน ขนานนามว่า "กรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา" และทรงทำการราชาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า "สมเด็จพระรามาธิบดี  ที่ ๑" ประกาศอิสระไม่ขึ้นต่อกรุงสุโขทัยทั้งได้แสดงอานุภาพยกไปตีเขมรได้เมืองนครธม อันเป็นนครหลวงของเขมรและดินแดนทางตะวันตกของเขมรทั้งหมดส่วนหัวเมืองฝ่ายใต้อันเป็นอาณาเขตของกรุงสุโขทัยเดิม ก็ได้ขึ้นมาอยู่กับกรุงศรีอยุธยาทั้งหมด ตั้งแต่เมืองราชบุรี เพชรบุรีลงไปตลอดแหลมมะลายู (ประเทศมาเลเซีย ปัจจุบัน) ส่วนทางทิศเหนือได้เมืองลพบุรี     ซึ่งติดต่อกับอาณาเขตสุโขทัย พระเจ้าอู่ทองได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเมืองหน้าด่านทั้ง ๔ ทิศ คือ ทิศเหนือ เมืองลพบุรี ทิศตะวันออก เมืองนครนายก ทิศตะวันตก เมืองสุพรรณบุรี ทิศใต้ เมืองพระประแดง

เมืองหน้าด่านเหล่านี้ โปรดฯให้สร้างป้อมปราการที่มั่นคงแข็งแรงทุกเมือง แต่เมื่อถึงรัชสมัยของสมเด็จ พระมหาจักรพรรดิ พ.ศ.๒๐๙๑ เกิดสงครามช้างเผือกระหว่างไทยกับพม่า พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ยกทัพใหญ่มาตีกรุงศรีอยุธยา ทางกรุงยกทัพไปตั้งรับทัพข้าศึกที่เมืองสุพรรณบุรีแต่ทานกำลังไม่อยู่ ทัพพม่าสามารถยกเข้ามาถึงชานพระนครได้ หลังจากพม่ายกทัพกลับไปแล้วสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงเห็นว่าเมืองสุพรรณบุรีแม้จะมีค่ายคูประตูหอรบพร้อม ก็ยังรับศึกใหญ่ไม่อยู่ ไม่มีประโยชน์ต่อการป้องกันศัตรูได้อีกแล้ว มิหนำซ้ำยังเป็นที่สำหรับข้าศึกพักอาศัยและรวบรวมไพร่พลเสบียงอาหารได้อีก จึงโปรดฯ ให้รื้อป้อม ค่ายและกำแพงลงเสีย พร้อมทั้งป้อมกำแพงที่เมืองลพบุรีและเมืองนครนายกด้วย ให้คงเหลือไว้แต่ที่เมืองพระประแดง สำหรับเป็นหน้าด่านทางทะเลเพียงแห่งเดียว

เมืองพระประแดง ตามที่ได้กล่าวมาแล้วแต่ต้น เป็นเมืองเก่าแก่นับพัน ๆ ปี ตามหลักฐานไม่ทราบแต่ชัดว่า เริ่มสร้างในสมัยกษัตริย์ขอมองค์ใด พอจะมีหลักฐานแน่ชัดก็ในสมัยกรุงศรีอยุธยานี่เอง ดังปรากฏในหนังสือ พระราชพงสาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า "เมื่อปีมะเมีย จุลศักราช ๘๖๐ (พ.ศ. ๒๐๕๑) ขุดชำระคลองสำโรง ได้เทวรูปทองสัมฤทธิ์ ๒ องค์ ตรงที่คลองสำโรงต่อคลองทับนาง และเทวรูปนั้นมีอักขระจารึกชือว่า "พระยาแสนตา" องค์หนึ่ง และ"บาทสังขกร" อีกองค์หนึ่ง สมเด็จพระมหารามาธิบดี ๒ โปรดฯ ให้สร้างศาลประดิษฐานไว้ที่เมือง พระประแดง (ยังเป็นเมืองอยู่ในสมัยนั้น) และต่อมา เมื่อสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชครองราชสมบัติ พระยาละแวก เจ้าเมืองกัมพูชาได้ยกทัพเรือมาตีกรุงศรีอยุธยาในปีมะแม จุลศักราช ๙๒๑ ( พ.ศ. ๒๑๒๐) แต่ตีไม่ได้ดังปรารถนา เมื่อล่าทัพกลับ ได้ให้เอาเทวรูป 2 องค์ที่เมืองพระประแดงไปเมืองเขมรด้วย

จึงทำให้เชื่อมั่นว่า เมืองพระประแดง เป็นเมืองหน้าด่านทางทะเลที่สำคัญมาทุกยุคทุกสมัย เพราะเป็นเมืองที่อยู่ปากน้ำจดอ่าวไทย

เมื่อกล่าวมาถึงตอนนี้ จึงเห็นได้ว่า "เมืองปากน้ำ" ซึ่งเรียกกันเป็นสามัญติดปากคนทั่วไปนั้นเดิมมิได้ตั้งอยู่ "ปากน้ำบางเจ้าพระยา" หรือตำบล "ปากน้ำ" ดังในปัจจุบันนี้ เพราะตามที่กล่าวมาแล้วในสมัยนั้นปากน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา ลึกเข้าไปถึงบริเวณตอนใต้ของกรุงเทพมหานครคือเขตพระโขนงในปัจจุบัน ต่อมาเมื่อชายทะเลแปรสภาพเป็นพื้นดินทับถมตื้นเขินจนกลายเป็นที่ราบงอกออกมามากเข้า เมื่อพระประแดงเดิมซึ่งเคยเป็นเมืองปากน้ำก็ห่างไกลจากเมืองปากน้ำไกลไปทุกที เมืองพระประแดงจึงถูกโยกย้ายเปลี่ยนตำแหน่งที่ตั้งเพื่อความเหมาะสมกับฐานะเมืองหน้าด่านทางทะเล ตอนหลังปรากฏว่า เมืองพระประแดงมาตั้งอยู่ที่ตำบลราษฎร์บูรณะ (คนละที่กับเขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร) ตอนที่เคยเป็นสถานที่ตั้งสถานีบางนางเกรง สถานีรถไฟสายปากน้ำ (ทางรถไฟสายปากน้ำถูกรื้อเสีย ในสมัยรัฐบาล จอมพลสฤษฎ์ ธนะรัชต์) ตรงบริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งของโรงเรียนเกริกวิทยาลัย ดังในสาราณุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน กล่าวไว้ดังนี้ "ต่อมาเมื่อพ.ศ. ๒๑๖๓ จึงปรากฏว่า มีเมืองพระประแดงตั้งใหม่ที่ตำบลราษฎร์บูรณะ ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของลำน้ำเจ้าพระยา (ราวสถานีนางเกรง รถรางสายปากน้ำ) ต่อมาเมืองพระประแดงน่าจะย้ายมาอยู่ฝั่งตะวันตกของลำน้ำเจ้าพระยาตามเดิม" ครั้นถึงสมัย กรุงธนบุรีสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงให้รื้อกำแพงเมืองเก่าเพื่อเอาอิฐไปสร้างราชธานี ที่กรุงธนบุรี เมืองพระประแดง ที่ราษฏร์บูรณะ จึงหาซากไม่พบจนทุกวันนี้

ส่วนที่ตั้งอำเภอพระประแดงในปัจจุบันนี้นั้นมิใช่เมืองพระประแดงเดิม หากเป็นเมือง "นครเขื่อนขันธ์" ซึ่งเริ่มสร้างในรัชกาลสมัยพระบาลสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ต่อมาสำเร็จเรียบร้อยในรัชกาลพระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองพระประแดงหรือจังหวัดพระประแดงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว

สำหรับเมืองสมุทรปราการที่มีขึ้นในภายหลังนั้น นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม แห่งกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. ๒๑๓๖ - ๒๑๗๑) เพราะหลักฐานจากหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่า ก็ออกชื่อเมืองสมุทรปราการในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมแล้ว สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมได้โปรดฯ ให้สร้างเมืองสมุทรปราการขึ้นที่บริเวณใต้คลองบางปลากด ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันตกหรือฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะสมัยนั้นแถบบริเวณคลองบางปลากด ได้มีต่างชาติฮอลันดาซึ่งเข้ามาติดต่อการค้าขายกับคนไทยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ และได้รับพระราชทานที่ดินบริเวณเหนือคลองปลากด เนื่องจากชนชาตินี้เข้ามาทำการค้าด้วยวิธีอันดี ประพฤติและวางตัวติดต่อกับคนไทยเป็นอย่างดี ทั้งทำความดีความชอบช่วยเหลือราชการแผ่นดินหลายอย่าง ฮอลันดาใช้สถานที่นั้นตั้งคลังสินค้าเป็นสถานีการค้าที่มั่นคงใหญ่โต คือเป็นทั้งคลังสินค้าและที่อยู่ของเจ้าหน้าที่อย่างพร้อมเพรียงเป็นสถานงดงามบริบูรณ์ด้วยเครื่องใช้ประจำวันที่ทันสมัยจนถึงยกย่องกันในหมู่ฮอลันดาว่า "นิว อัมสเตอร์ดัม" (New Amsterdam) นับตั้งแต่นั้นมาบริเวณวังปลากดก็เจริญขึ้นตามลำดับ ประชาชนได้มาค้าขาย ติดต่อกับคลังสินค้าแห่งนี้มากขึ้นและตั้งบ้านเรือนร้านค้าขยายตัวออกไปทุกที ดังนั้น สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม จึงโปรดฯ ให้สร้างเมืองสมุทรปราการขึ้น ณ บริเวณดังกล่าวแล้ว

การที่สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ได้โปรดฯ ให้สร้างเมืองสมุทรปราการขึ้นในที่บริเวณฝั่งใต้คลองบางปลากดนั้น นอกจากพระองค์จะทรงเห็นความสำคัญที่คนไทยจะทำการค้าขายกับฮอลันดาซึ่งเป็นฝรั่งที่ก้าวหน้าทางการค้า มากที่สุดในสมัยนั้นแล้ว ยังทรงเห็นความจำเป็นที่จะต้องสร้างเมืองหน้าด่านชายทะเลขึ้นใหม่แทนเมืองพระประแดงซึ่งนับวันจะห่างไกลเมืองปากน้ำเข้าทุกที เนื่องจากชายฝั่งงอกออกไปเรื่อย ๆ ทำให้พระประแดงลดความเหมาะสมที่จะเป็นเมืองหน้าด่านอีกต่อไป และเมื่อเมืองสมุทรปราการที่สร้างใหม่นี้อยู่ในทำเลและชัยภูมิที่เหมาะสมกว่าและเจริญกว่า จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่เมือง   พระประแดงจะลดความสำคัญลงไป ส่วนคลังสินค้าหรือนิวอัมสเตอร์ดัมของฮอลันดานั้น ปรากฎว่าในรัชกาลกษัตริย์องค์ต่อ ๆ มาฮอลันดาไม่ได้มาค้าขายติดต่อกับไทย เนื่องจากไม่พอใจที่ไทยดำเนินการค้าเสียเองเป็นส่วนใหญ่และไทยได้สนิทสนมกับฝรั่งเศสมากขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จนมีเรื่องพิพาทกับฮอลันดา ฮอลันดาจึงได้ทอดทิ้งสถานที่คลังสินค้านี้ไป เวลานานเข้ากระแสน้ำได้ไหลพัดเซาะ ตลิ่งเข้าไปทุกที สถานที่แห่งนี้จึงได้พังทลายไปสิ้น

เมืองสมุทรปราการที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรมนี้ เข้าใจว่าจะเป็นเมืองร้างในสมัยที่ไทยเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าครั้งที่ ๒ เมื่อพ.ศ. ๒๓๑๐ และคงจะถูกพม่าทำลายยับเยินไปด้วย ขณะนี้หาซากเมืองไม่พบ ลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ที่เกี่ยวกับเมืองสมุทรปราการมีดังนี้

๑. พ.ศ. ๒๑๒๑ พระยาจีนจันตุ ขุนนางเขมร ไปตีเมืองเพชรบุรีไม่ได้ จึงหนีมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช แต่ต่อมาพระยาจีนจันตุได้ทรงทราบว่า พระยาละแวกไม่เอาโทษ จึงลอบพาสมัครพรรคพวกหนีกลับ  โดยลงเรือสำเภา สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขณะนั้นมีพระชนม์มายุเพียง ๑๗ พรรษา ได้เสด็จลง เรือพระที่นั่งไล่ตามเรือสำเภาพระยาจีนจันตุไปทันกันที่ปากน้ำเจ้าพระยา เกิดรบพุ่งกัน สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงพระแสงปืนต้นยิงถูกพวกพระยาจีนจันตุตาย ๓ ศพ ฝ่ายพระยาจีนจันตุก็ยิงถูกรามพระแสงปืนที่สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงอยู่แตกพอดีสำเภาได้ลมแล่นออกทะเลใหญ่หนีไปได้

๒. พ.ศ. ๒๑๖๓ ในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม พวกฮอลันดากำลังมีอิทธิพลทางการค้ากับไทย ถึงกับมีที่พักคลังสินค้าที่บริเวณปากน้ำตำบลบางปลากด ชื่อว่า " นิว - อัมสเตอร์ดัม" (ปัจจุบันน้ำเซาะพังไปหมดแล้ว) เป็นเหตุให้ต่างชาติโปรตุเกสที่เข้ามาค้าขายกับไทยเป็นชาติแรกไม่พึงพอใจจนเกิดเหตุขึ้น เรือกำปั่นโปรตุเกสเข้ามาค้าขายพบเรือฮอลันดาที่ปากน้ำเจ้าพระยาก็จับยึดเรือไว้ สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมทรงทราบก็ทรงไม่พอพระทัย เพราะเป็นการหมิ่นพระบรมราชานุภาพ   โปรดฯ ให้ทหารลงไปบังคับโปรตุเกสให้คืนเรือแก่ฮอลันดา โปรตุเกสจึงโกรธเคืองไทย ทำให้สัมพันธภาพทางการค้าของไทยกับโปรตุเกสเสื่อมลง โปรตุเกสเลิกกิจการค้าขายในกรุงศรีอยุธยาแล้วให้กองทัพเรือมาปิดอ่าวที่เมืองมะริด (ซึ่งตอนนั้นเมืองมะริดเป็นของไทย) แต่สัมพันธภาพระหว่างไทยกับฮอลันดามีมากยิ่งขึ้น

๓. พ.ศ. ๒๑๗๓ พวกญี่ปุ่นที่เข้ามาอยู่ในกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เกิดขัดใจกับไทย ถึงต่อสู้กัน พวกญี่ปุ่นลงเรือสำเภาหนี กองเรือไทยตามไปทันที่ปากน้ำเจ้าพระยาได้เกิดต่อสู้กันที่บริเวณปากน้ำอีก ญี่ปุ่นพากันหนีรอดไปได้และไปอาศัยอยู่ที่เมืองเขมร

๔. พ.ศ. ๒๒๐๗ ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระองค์ทรงดำเนินกิจการค้าของประเทศไทยอย่าง กว้างขวางให้คนจีนมาประจำหน้าที่เรือสินค้าหลวงและส่งเรือสินค้าหลวงออกไปค้าขายกับต่างประเทศหลายลำ ทำให้พวกฮอลันดาที่เข้ามาทำการค้าไม่พอใจ หาว่าไทยทำการค้าผูกขาดเสียแต่ผู้เดียว ทำให้เสียประโยชน์แก่พวกฮอลันดามาก มีการขัดแย้งจนถึงขัดใจกันเกิดขึ้นเป็นลำดับ ฮอลันดาจึงเลิกกิจการค้าจากกรุงศรีอยุธยาแล้วเอาเรือรบมาปิดปากอ่าวไทย คอยจับเรือสินค้าหลวงของไทยไปริบบ้างและทำลายเสียบ้าง จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงดำเนินวิเทโศบายผูกมิตรกับฝรั่งเศสอย่างแน่นแฟ้นในเวลาต่อมา

๕. พ.ศ. ๒๒๓๑ ในสมัยสมเด็จพระเพทราชา ไทยเกิดต่อสู้กับฝรั่งเศสที่เข้ามารักษาป้อมวิชัยประสิทธิ์ (อยู่ที่จังหวัดธนบุรี ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) ในการต่อสู้นี้ ไทยได้ตั้งค่ายรายปืนที่บริเวณปากน้ำเจ้าพระยา เมืองสมุทรปราการและจับเรือที่ฝรั่งเศสคุมมาได้ ๒ ลำ ครั้นเมื่อตกลงกันว่า ต่างจะปล่อยกลับบ้านเมืองแต่ให้มีตั๋วจำนำไปด้วยจนถึงปากน้ำจึงจะแลกเปลี่ยนตั๋วจำนำกัน แต่พอถึงปากน้ำพวกฝรั่งเศสไม่ยอมปล่อยตัวจำนำฝ่ายไทยกลับ ส่วนพวกตัวจำนำฝรั่งเศสที่ไทยยึดไว้ก็หนีไปลงเรือฝรั่งเศส ไทยจึงต้องจับพวกบาทหลวงฝรั่งเศสที่ยังคงเหลืออยู่ในกรุงศรีอยุธยาขังต่อไป

๖. ในระหว่าง พ.ศ. ๒๑๙๙-๒๒๓๑ ไทยได้ติดต่อกับต่างประเทศมากขึ้น และส่วนมากเข้ามาติดต่อโดยทางทะเล เมืองสมุทรปราการ จึงเป็นเมืองหน้าด่านที่มีความสำคัญมาก ในช่วงระยะเวลาที่กล่าวมานี้ ได้มีการปรับปรุงป้อมค่ายให้มีความมั่นคงและแข็งแรงยิ่งขึ้น และที่ป้อมปากน้ำนี้เองเป็นสาเหตุสำคัญยิ่งที่ทำให้ไทยมีธงชาติขึ้น เพราะครั้งนั้นมีเรือฝรั่งเศสเข้ามาทางปากน้ำ ไทยเรายังไม่มีธงชาติใช้จึงเอาธงชาติฮอลันดาชักขึ้น ฝรั่งเศสไม่ยอมคำนับธงชาติฮอลันดา ไทยเราไม่รู้จะทำอย่างไร ในที่สุดจึงเอาธงชาติฮอลันดาลง แล้วเอาผ้าแดงชักขึ้นแทน ฝรั่งเศสจึงยอมคำนับ ธงแดง ธงแดงจึงเป็นธงชาติไทยเรื่อยมา จนกระทั่งมาเพิ่มเป็นธงช้างมีรูปช้างเผือกในรูปผืนผ้าแดงและเปลี่ยนต่อมาจนเป็นธงไตรรงค์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ จึงนับได้ว่าธงชาติไทยได้เกิดขึ้นครั้งแรกที่เมืองสมุทรปราการนี้เอง

๗. พ.ศ. ๒๓๑๐ เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า เมืองสมุทรปราการก็ถูกพม่าโจมตีกวาดต้อนผู้คน ปล้นสดมภ์ และทำลายยับเยิน

 

สมัยธนบุรี

เป็นระยะช่วงสั้นที่สุดเพราะเพียง ๑๕ ปีเท่านั้น จึงไม่มีเหตุการณ์อะไรมากนัก เมื่อไทยเสียกรุงแก่พม่า ครั้งที่ ๒     ในพ.ศ. ๒๓๑๐ แล้วในปีเดียวกันนั่นเอง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ได้ทรงกอบกู้เอกราชไทยกลับคืนมาและได้ย้ายราชธานีจากกรุงศรีอยุธยามาตั้ง ณ กรุงธนบุรี ซึ่งเป็นเมืองเล็กอยู่ริมฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากเป็นระยะเวลาที่ก่อร่างสร้างตัวใหม่ ๆ บ้านเมืองก็พินาศเสียหายมากมายทั่วไป ทั้งเป็นการรีบด่วนในการก่อสร้าง สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงโปรดฯ   ให้รื้อกำแพงเมืองพระประแดงเดิมที่ราษฎร์บูรณะ ไปสร้างกำแพงพระราชวังและสิ่งอื่น ๆ ที่กรุงธนบุรี เมืองพระประแดงจึงสิ้นซากตั้งแต่นั้นมา

 

สมัยรัตนโกสินทร์

ใน พ.ศ. ๒๓๒๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติ และโปรดฯ ให้ย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรีมาตั้ง ณ ฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา ทรงขนานนามว่า "กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ฯ" ต่อมามีเหตุการณ์เกิดขึ้นคือ พ.ศ. ๒๓๒๙ "องเชียงสือ" ซึ่งเป็นหลานของกษัตริย์ญวนสมัยนั้น ได้หนีภัยการเมืองเข้ามาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร อาศัยอยู่ในแผ่นดินไทยตั้งแต่ พ.ศ.๒๓๒๕ และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระกรุณารับไว้   และต้อนรับให้การเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ภายหลังองค์เชียงสือเห็นว่าตนหมดภัยทางบ้านเกิดเมืองนอนแล้วจะทูลลากลับก็เกรงพระทัยจึงลอบลงเรือหนีไปทางปากน้ำเจ้าพระยา ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และกรมพระราชวังบวรสุรสีหนาทกรมพระราชวังบวรฯ ทรงยกกองเรือตามไปแต่ไม่ทันกัน ทรงกริ้วมาก พอเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯก็ทรง กราบทูลแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกถึงการหนีกลับขององค์เชียงสือ จะก่อให้เกิดอันตรายแก่ประเทศไทยภายหลัง เพราะองเชียงสือมาอยู่เมืองไทยหลายปีย่อมรู้ความตื้นลึกหนาบางของเมืองไทยได้ดี ถ้าองเชียงสือเป็นศัตรูกับไทยเมื่อใดจะทำความยุ่งยากแก่การที่จะป้องกันเมืองเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่มีหัวเมืองชายทะเลที่มั่นคงแข็งแรงไว้ทัพข้าศึกทรงปรึกษาเห็นพ้องกันแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ จึงโปรดฯ ให้กรมพระราชวังบวรฯ ลงไปสำรวจพื้นที่บริเวณปากน้ำเจ้าพระยาเพื่อสร้างใหม่อีกเมืองหนึ่ง กรมพระราชวังบวรฯ รับสนองพระบรมราชโองการแล้วเสด็จมาสำรวจพื้นที่บริเวณปากน้ำเจ้าพระยา ทรงเห็นว่าบริเวณ "ลัดโพธิ์" (อยู่ระหว่างกรุงเทพฯ สมุทรปราการ) มีชัยภูมิ เหมาะแก่การสร้างเมือง จึงทรงกราบทูลขอพระบรมราชานุญาต แล้วมีบัญชาให้สร้างป้อมค่ายขึ้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา (ตรงข้ามอำเภอพระประแดงปัจจุบัน) ๑ ป้อม ให้ชื่อว่า "ป้อมวิทยาคม" พอดีกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จสวรรคต การสร้างเมืองจึงยังค้างอยู่ ดังนั้น เมืองพระประแดงใหม่หรือมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า นครเขื่อนขันธ์ จึงเริ่มสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ นั่นเอง สมัยพระบาทสมเด็จ     พระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระองค์ทรงพระราชดำริว่าที่บริเวณลัดโพธิ์นั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมีพระราชประสงค์ที่จะสร้างเมืองไว้ป้องกันข้าศึกทางทะเลอีกเมืองหนึ่ง แต่ยังค้างอยู่เพียงได้ลงมือ สร้างป้อมเท่านั้นการสงครามทางทะเลก็ไม่น่าไว้ใจควรต้องทำให้สำเร็จ จึงโปรดให้ สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นแม่กองไปทำเมืองต่อโดยตัดเอาท้องที่แขวงกรุงเทพมหานครบ้าง และแขวงเมืองสมุทรปราการบ้างรวมกันตั้งขึ้นเป็นเมืองใหม่แล้วพระราชทานชื่อ ว่า "เมืองนครเขื่อนขันธ์" ให้ย้ายครัวมอญจากเมืองปทุมธานี มีพวกพระยาเจ่งในครัวมอญของพวกพระยาเจ่งนี้มีชายฉกรรจ์จำนวน ๓๐๐ คน ลงไปอยู่ ณ เมืองนครเขื่อนขันธ์การสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์นี้ ในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๒ พระนิพนธ์สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพกล่าวไว้ว่า "การสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์สำเร็จได้ตั้งพิธีฝัง อาถรรพ์ปักหลักเมือง ณ วันศุกร์ เดือน ๗ แรม ๑๐ ปีกุล สัปตศก จุลศักราช ๑๑๗๗ พ.ศ. ๒๓๕๘ ครั้งนั้น กรมพระราชวังบวรสถานมงคลทรงสร้างพระอารามขึ้นไว้ในเมืองพระราชทานนามว่า "วัดทรงธรรม" พระอุโบสถเป็นแต่เครื่องไม้ฝากระดาน แล้วจึงโปรดฯ ตั้งสมิงทอมา บุตรพระยาเจ่งซึ่งเป็นพระยาราม น้องเจ้าพระยามหาโยธาเป็นพระยานครเขื่อนขันธ์รามัญราชชาติเสนาบดีศรีสิทธิ สงคราม เป็นผู้รักษาเมือง และได้ตั้งกรรมการพร้อมทุกตำแหน่ง และเพื่อให้เมืองนครเขื่อนขันธ์ มีความแข็งแรงมั่นคงเพื่อป้องกันข้าศึกทางทะเล จึงให้สร้างป้อมทางฝั่งตะวันออก ๓ ป้อม คือ ป้อมปู่เจ้าสมิงพราย ป้อมปีศาจสิง ป้อมราหูจร เมื่อรวมทั้งป้อมวิทยาคม ซึ่งสร้างในรัชกาลที่ ๑ ด้วยก็เป็น ๔ ป้อม และให้สร้างทางฝั่งตะวันตกอีก ๕ ป้อม คือป้อมแผลงไฟฟ้า ป้อมมหาสังหาร ป้อมศัตรูพินาศ ป้อมจักรกรด และป้อมพระจันทร์พระอาทิตย์ ป้อมทั้งหมดนี้ชักปีกกาถึงกันข้างหลังเมืองก็ทำกำแพงล้อมรอบ ตั้งยุ้งฉางตึกดิน และศาลาไว้เครื่องศาสตราวุธพร้อมทุกประการที่ริมแม่น้ำก็ทำ "ลูกทุ่นสายโซ่" สำหรับขึงกั้นแม่น้ำ เอาท่อนซุงมาทำเป็นต้นโกลนร้อยเกี่ยวเข้ากระหนาบเป็นตอน ๆ เข้าไปปักหลักระหว่างต้นโกลนทุกช่องร้อยโซ่ผูกทุ่นมั่นคง แข็งแรง

นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้โปรดฯ ให้ขุดคลองลัดใหม่ที่เหนือคลองลัดโพธิ์ (เป็นคลองที่ขุดขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระแห่งกรุงศรีอยุธยา) แต่ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกปรากฎว่าพอถึงฤดูน้ำกระแสน้ำทะเล ไหลบ่าเข้ามาถึงกรุงเทพฯ ทำให้เรือกสวนไร่นาของราษฎรเสียหายมาก จึงโปรดฯให้เปิดทำนบกั้นและถมคลองลัดโพธิ์ให้ แคบลง) เรียกว่า คลองลัดหลวงโดยให้กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ เป็นแม่กองควบคุมงานคลอง ลัดทั้งสองให้ประโยชน์และย่นระยะทางระหว่างปากน้ำกับกรุงเทพฯได้มาก เมืองนครเขื่อนขันธ์ จึงตั้งอยู่ระหว่างปากคลองลัดโพธิ์และคลองลัดหลวง สามัญชนนิยมเรียกชื่อเมืองนี้ว่า "ปากลัด" อีกชื่อหนึ่ง และใน พ.ศ. ๒๓๖๕ ก็ได้โปรดฯให้สร้างป้อมเพชรหึง ขึ้นอีกป้อมหนึ่งในการเสริมสร้างกำลังเพื่อป้องกันราชศัตรูทางทะเลในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยนั้น ทำให้มีการตั้งและบูรณะเมืองขึ้นใหม่ทั้ง ๒ เมือง คือเมืองนครเขื่อนขันธ์กับเมืองสมุทรปราการสาเหตุที่ทำให้ต้องบูรณะเมืองสมุทรปราการใหม่ นั้นเนื่องจากว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงไม่ไว้วางใจญวนนัก เพราะญวนกับไทยมีเรื่อง ขัดใจกันบ่อย ๆเนื่องจากไทยกับญวนต้องการเป็นใหญ่ในแผ่นดินเขมร เผอิญในเวลานั้น "อาต๋ากุน" ได้เป็นกษัตริย์ญวน และได้เกณฑ์ไพร่พลขุดคลองลัดตั้งต้นจากทะเลสาบเขมรมาออกทะเลที่เมือง "ไผทมาศ" หรือ " บันทายมาศ"   ซึ่งปรากฎในตำนานการสร้างเมืองสมุทรปราการ พระราชพงศาวดารใน รัชกาลที่ ๒ ว่า ได้ข่าวมาถึงกรุงเทพฯตั้งแต่ปีเถาะ  เอกศกจุลศักราช ๑๑๘๑ ว่า องต๋ากุน เจ้าเมืองเกณฑ์ ไพร่พลญวนบ้าง เขมรบ้าง ผลัดละ ๑๐,๐๐๐ คน ให้มาขุดคลองแต่ทะเลสาบมาออกเมืองไปไผทมาศเป็นคลอง กว้าง ๑๒ วา ๗ ศอก ดังนั้น จึงทำให้ทางกรุงเทพฯเห็นว่าถ้าญวนขุดคลองนี้เสร็จเมื่อใดก็จะเป็นเหตุให้ญวนสามารถยกทัพเรือลัดคลองนี้เข้ามา ตีหัวเมืองชายทะเลของไทยได้ง่ายกว่าแต่ก่อนเพราะเมืองไผทมาศอยู่ใกล้กับหัวเมืองชายทะเลตะวันออกของไทย จึงทรงพระราชดำริว่าเมืองสมุทรปราการเดิมเคยเป็นเมืองหน้าด่านปากน้ำเจ้าพระยามาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี บัดนี้ชำรุดทรุดโทรมมากประกอบกับแม่น้ำเจ้าพระยาตอนหน้าเมืองสมุทรปราการเดิม ก็กว้างขวางมาก (ประมาณ ๒ เท่า ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน) ถ้าข้าศึกยกทัพเรือมาก็อาจเล็ดรอดหรือตีหักเมืองนี้เข้ามาถึงกรุงเทพฯ ได้ง่ายจำเป็นที่จะต้องสถาปนาเมืองสมุทรปราการเสียใหม่ให้มีป้อมปราการชายทะเลที่เข้มแข็งมั่นคงไว้ป้องกันให้เพียงพอ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) กับเจ้าพระยาคลัง (ดิศ) เป็นแม่กองลงไปเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างเมืองสมุทรปราการ การสร้างดำเนินอยู่ประมาณ ๓ ปี จึงแล้วเสร็จ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๕ มีป้อมปราการที่สร้างขึ้นทั้ง ๒ ฝั่ง แม่น้ำ จำนวน ๖ ป้อมด้วยกัน ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา มี ๒ ป้อม คือ ป้อมนาคราช อันเป็นป้อมปืนใหญ่และป้อมผีเสื้อสมุทรซึ่งสร้างขึ้นที่เกาะกลางน้ำ ตรงข้ามกับป้อมนาคราช (ใกล้กับที่ประดิษฐานองค์พระสมุทรเจดีย์เดี๋ยวนี้) ส่วนทางตะวันออก อันเป็นที่ตั้งที่ทำการของเมืองมี ๔ ป้อมด้วยกัน คือ ป้อมประโคนชัย ป้อมนารายณ์ปราบศึก ป้อมปราการและป้อมกายสิทธิ์ ทุกป้อมชักปีกกาถึงกัน

ในการสร้างเมืองสมุทรปราการครั้งนั้นสร้างตรงที่ "บางเจ้าพระยา" คือตำบลปากน้ำในปัจจุบัน อยู่ระหว่างคลองปากน้ำกับคลองมหาวงษ์ ได้เริ่มทำพิธีฝังหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๔ ขึ้น ๗ ค่ำ ตรงกับพุทธศักราช ๒๓๖๕ ครั้นถึงวันพุธ เวลาย่ำรุ่ง ๔ นาฬิกา ๒๔ นาที ได้ฤกษ์เอาแผ่นยันต์ทอง เงิน ทองแดง ดีบุก และศิลา ลงสู่ภูมิบาทแล้วยกเสาหลักเมือง (ใกล้ตลาดโต้รุ่ง) อันเป็นสถานที่สำคัญที่ชาวเมือง สมุทรปราการให้ความเคารพนับถือ เพราะถือว่าเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของสมุทรปราการ สำหรับสถานที่สำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด สมุทรปราการ ก็คือ "พระสมุทรเจดีย์" หรือที่เรียกกันว่าเป็นสามัญทั่วไปว่าพระเจดีย์กลางน้ำ ในระหว่างที่การสร้างเมืองสมุทรปราการยังไม่แล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรการสร้างเมืองอยู่เสมอ ในโอกาสนั้นพระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นหาดทรายที่เกิดขึ้นที่ท้ายป้อมผีเสื้อสมุทร ทรงมีพระราชดำริที่จะสร้างพระมหาเจดีย์ไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ โดยที่ทรงเห็นว่าการสร้างป้อมปราการนั้นก็เพื่อที่จะป้องกันข้าศึกศัตรูที่จะมาย่ำยีบีทาชาติบ้านเมือง แล้วยังเป็นการป้องกันบวรพุทธศาสนา สมณชีพราหมณ์ อาณาประชาราษฎร์ ให้พ้นจากอริราชไพรี ทั้งหลายแต่โดยเหตุที่ในขณะนั้น เกาะหาดทรายแห่งนี้ยังมีพื้นที่ไม่แน่นพอที่จะก่อสร้างสิ่งใดลงไปได้ ต่อเมื่อได้รอจนสร้างเมืองสมุทรปราการเสร็จแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้รีบดำเนินการถมพื้นที่เกาะทันที และให้พระราชทานนามพระมหาเจดีย์ที่สร้างนั้นว่า "พระสมุทรเจดีย์" เป็นการล่วงหน้าไว้ แต่การสร้างยังไม่ทันเรียบร้อย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยก็เสด็จสวรรคตเสียก่อนในปีพุทธศักราช ๒๓๖๗

อนึ่งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ให้มีอุปฮาดเมืองนครพนมพาสมัครพรรคพวกประมาณ ๒,๐๐๐ เศษ เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ในปี พ.ศ. ๒๓๕๒ ได้โปรดฯให้ทำบัญชีสำรวจชายฉกรรจ์จำนวน ๘๖๐ คน       แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ "ท้าวอินทสาร" (ท้าวอินทพิศาล) บุตรพระยาอุปฮาดเป็นพระยาปลัดเมืองสมุทรปราการดูแลพลพวกนั้นอยู่ที่ สมุทรปราการ สมัยสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ แห่งรัตนโกสินทร์มีเหตุการณ์ที่ทำให้ไทยไม่ไว้ใจญวนมากยิ่งขึ้น ทั้งเกิดกบฎเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ ยกทัพมากวาดต้อนครอบครัวไทยที่นครราชสีมา ซึ่งปรากฎว่ามีวีรสตรีไทย คือ คุณหญิงโม ภริยาปลัดเมือง ได้หาอุบายต่อต้านเป็นสามารถจนเจ้าอนุวงศ์แตกพ่ายไป เมื่อสถานการณ์ไม่เป็นที่น่าไว้ใจเกิดขึ้นเช่นนี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดำริที่จะเสริมสร้างเมืองสมุทรปราการให้มั่นคงเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ในพ.ศ. ๒๓๗๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) เป็นแม่กองลงไปอำนวยการสร้างป้อมที่เมืองสมุทรปราการอีก ๒ ป้อม คือ ป้อมปีกกา ต่อกับป้อมประโคนชัย (สร้างในรัชกาลที่ ๒) และป้อมตรีเพชร ที่ตำบลนางเกรงอยู่ทางทิศเหนือของเมืองสมุทรปราการ ส่วนป้อมปีกกาอยู่ทางทิศใต้

ในปีพ.ศ ๒๓๗๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมพระยาเดชาดิศร เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นกรมขุนเดชาดิศร กับพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นเสพสุนทร และพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นณรงคหริรักษ์ (ในรัชกาลที่ ๑) เป็นแม่กองไปควบคุมการก่อสร้างป้อมที่สมุทรปราการอีก ๒ ป้อม คือ ป้อมนารายณ์กางกร และป้อมคงกระพัน ที่ตำบลบางปลากด

ในพ.ศ. ๒๓๘๘ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) เป็นแม่กองลงไปคุมการ สร้างป้อมนาคราช  ต่อเติมจากที่สร้างในรัชกาลที่ ๒ และสร้างป้อมปีกกาพับสมุทรซึ่งเป็นป้อมที่อยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา และโปรดฯ ให้ปรับปรุงขยายป้อมผีเสื้อสมุทรที่สร้างไว้ที่เกาะกลางน้ำ โดยให้ขยายปีกกาต่อป้อมออกไปอีกทั้งสองข้าง นอกจากนี้ยังให้นำศิลาก้อนใหญ่ ๆ มาถมปิดปากอ่าว ที่ตำบลแหลมฟ้าผ่า ๕ กอง เพราะแม่น้ำตอนนั้นกว้างขวางมาก เรือสามารถแล่นเข้ามาได้ง่าย เมื่อถมแล้ว ก็จะเป็นร่องน้ำเดินเรือโดยเฉพาะ เพื่อเป็นการบังคับให้เรือขนาดใหญ่กินน้ำลึก ต้องเดินตามร่องน้ำนั้น ร่องน้ำที่เกิดจากการถมหินนั้น เรียกว่า "ร่องน้ำโขลนทวาร"

ในพ.ศ. ๒๓๙๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จมื่นไวยวรนาถ (สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์) เป็นแม่กองไปก่อสร้างป้อมที่ฝั่งซ้ายแม่น้ำเจ้าพระยาอีก ๑ ป้อม เป็นป้อมขนาดใหญ่กว่าทุก ๆ ป้อมที่สร้างมาแล้ว คือป้อมเสือซ่อนเล็บสำหรับผู้บัญชาการกองทัพให้มาประจำอยู่ที่ป้อมนี้ ป้อมเสือซ่อนเล็บอยู่ทาง ตอนเหนือของเมืองสมุทรปราการ ที่ตำบลมหาวงษ์ (บริเวณโรงเรียนนายเรือปัจจุบัน) นอกจากทรงโปรดฯ ให้สร้างและต่อเติมป้อมปราการต่าง ๆ แล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่า พระสมุทรเจดีย์ ซึ่งเริ่มจะดำเนินการสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๒ นั้น เป็นปูชนียสถานที่สำคัญ และเพื่อให้เป็นไปตามพระราช ประสงค์ของพระบรมชนกนาถที่ทรงพระราชดำริไว้ว่ามจะสร้างขึ้นที่เกาะกลางน้ำ หน้าเมืองสมุทรปราการ พระองค์จึงโปรดให้สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๓๗๐ โดยโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีธรรม โศกราช (น้อย ณ นคร) กับเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) เป็นแม่กองควบคุมก่อสร้างสำเร็จเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๓๗๑

สมัยสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอกรมหมื่นราช สีหวิกรม (พระองค์เจ้าชุมสาย ในรัชกาลที่ ๓ ต้นตระกูล ชุมสาย) เป็นนายช่าง เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ขำ บุญนาค) หรือเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี (บรรดาศักดิ์ ในรัชกาลที่ ๕) เป็นแม่กองควบคุมงาน พระยาอรรคนิกรและพระอมรมหาเดชควบคุมเลขทหารปืนใหญ่ และทหารปืนใหญ่เมืองสมุทรปราการ เป็นผู้ช่วยแม่กอง ทำการบูรณะดัดแปลงแก้ไขแบบและก่อสร้างเพิ่มเติมองค์พระสมุทรเจดีย์เป็นการใหญ่อีกครั้งหนึ่ง

การสร้างเมืองสมุทรปราการและการสร้างป้อมปราการนับตั้งแต่แผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ ๒ มาจนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ นับเป็นเวลานานถึง ๗๐ ปีเศษ ทำให้บรรดาป้อมปราการต่าง ๆ ที่สร้างไว้แต่เดิมชำรุดทรุดโทรมมาก ไม่มั่นคงแข็งแรงพอที่จะป้องกันข้าศึกศัตรูที่จะมารุกรานได้ ประกอบกับขณะนั้นไทยมีเหตุการณ์วิวาทกับฝรั่งเศส ซึ่งเกี่ยวกับดินแดนทางลุ่มแม่น้ำโขง ฝรั่งเศสพยายามที่จะแผ่อิทธิพลและล่าเมืองขึ้นทางแอฟริกา และเอเชีย นอกจากนี้พระองค์ยังเห็นว่าได้มีแผ่นดินยื่นงอกออกมาไปในทะเลที่ตำบลแหลมฟ้าผ่า จึงทรงมีพระราชดำริที่จะสร้างป้อมขึ้นอีกป้อมหนึ่งทางปากน้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นป้อมชายทะเลที่มั่นคงแข็งแรง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำการสร้างป้อมพระจุลจอมเกล้าขึ้น ในบริเวณดังกล่าวซึ่งอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา และได้สร้างเมื่อต้นปี พ.ศ ๒๔๒๗ เป็นป้อมที่ทันสมัย ผู้ที่เป็นหัวแรงสำคัญในการสร้างป้อมพระจุลจอมเกล้า ครั้งนั้นเป็นหน้าที่ของกรมทหารเรือโดยตรง ซึ่งมีพระนามและรายนามดังต่อไปนี้

๑. พลเรือโท กรมหมื่นปราบปรปักษ์ เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นพระองค์เจ้าขจรจรัสวงศ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ

๒. พลเรือโท พระยาชลยุทธโยธิน เมื่อครั้งมียศเป็นพลเรือจัตวา รองผู้บัญชาทหารเรือ

๓. นาวาเอก พระชำนิกลการ เมื่อครั้งมียศเป็นพันตรี นายสมบุญ (บุณยกะลิน) เจ้ากรมดรงเครื่องจักร

๔. พลเรือโท พระยาวิจิตรนาวี เมื่อครั้งเป็นนายวิลเลี่ยม (บุณยกะลิน) ผู้ซึ่งสำเร็จวิชาช่างกลจากประเทศอังกฤษ เป็นผู้ควบคุมติดตั้งปืนใหญ่ประจำป้อม

๕. ร้อยเอก พอนโฮลด์ เป็นครูสอนวิชาการปืนใหญ่ และเป็นผู้บังคับการป้อมพระจุลฯเป็นคนแรก

อาวุธของป้อมเป็นปืนอย่างทันสมัยในเวลานั้น ขนาด ๖ นิ้ว จำนวน ๗ กระบอก สั่งซื้อจากประเทศอังกฤษ โดยบริษัท วิคเกอร์อาร์มสตรอง เป็นปืนหลุมยกขึ้นลงได้ด้วยแรงน้ำมัน การสร้าวป้อมพระจุลจอมเกล้านี้ได้เร่งสร้างในระยะคับขันของบ้านเมืองจนแล้วเสร็จทันต่อเหตุการณ์ กล่าวคือ

ดินแดนลาวฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขงตกเป็นเมืองขึ้นของไทยมาแต่รัชกาลพระเจ้ากรุงธนบุรี ครั้นถึงรัชกาลที่ ๕ เมื่อฝรั่งเศสได้ญวนและเขมรส่วนนอกเป็นเมืองขึ้นแล้ว ฝรั่งเศสอ้างกับไทยว่า ดินแดนลาวดังกล่าวเป็นเมืองขึ้นของเขมรและญวน ฉะนั้นดินแดนลาวควรจะเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสด้วย การเจรจาโต้แย้งกันเรื่องพรมแดนนี้เองเป็นกรณีพิพาทระหว่างไทย และฝรั่งเศส ในร.ศ. ๑๑๒

จากกรณีพิพาทในครั้งนี้ ไทยต้องเสียดินแดนที่มีอยู่เหนือดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ตลอดจนเกาะทั้งหมดในแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศสและสิทธิอื่น ๆ อีกหลายประการ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ประเทศไทยเป็นประเทศที่สอง ที่ได้ทำการรบกับฝรั่ง ประเทศแรกที่ทำการรบกับฝรั่งคือ ประเทศญี่ปุ่น

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงโปรดฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกา เลื่อนเมืองสมุทรปราการขึ้นมีฐานะเป็นจังหวัดสมุทรปราการ และเปลี่ยนชื่อเมืองนครเขื่อนขันธ์ เป็นจังหวัดพระประแดง ตามความหมายที่มีมาแต่ดั้งเดิมพอถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๕ อันเป็นสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั่วโลกเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลต้องการประหยัดการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน จึงโปรดเกล้าฯ ให้ยุบจังหวัดพระประแดงลงเป็นอำเภอ ไปขึ้นกับจังหวัดสมุทรปราการ ต่อมาในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ (พ.ศ. ๒๔๘๔-๒๔๘๗) ประเทศต้องเข้าสู่สงครามด้วยความจำเป็นและเป็นระยะ ที่เกิดภาวะทางเศรษฐกิจและความผันผวนทางการเมือง รัฐบาลจำเป็นต้องปรับปรุงระเบียบการปกครองเสียใหม่ จึงได้ตราพระราชกฤษฎีกายุบการปกครองของจังหวัดสมุทรปราการ ขึ้นกับจังหวัดพระนคร ในปี พ.ศ. ๒๔๘๖

ครั้นพอสงครามโลกสงบลงรัฐบาลได้ตราพระราชกฤษฎีกา ประกาศตั้งจังหวัดสมุทรปราการ ขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ โดยแยกการปกครองออกจากจังหวัดพระนคร และตั้งเป็นจังหวัดสมุทรปราการจนกระทั่งทุกวันนี้

 

ที่ตั้งและอาณาเขต

จังหวัดสมุทรปราการเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางของประเทศไทย และเป็นเขตปริมณฑลของ กรุงเทพมหานคร จัดตั้งขึ้นครั้งล่าสุดโดย พระราชบัญญัติจัดตั้งจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดนนทบุรี จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดนครนายก พุทธศักราช ๒๔๘๙ ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ จังหวัดสมุทรปราการมีเนื้อที่ ๑,๐๐๔ ตารางกิโลเมตร อาณาเขตทิศเหนือติดต่อกับ กรุงเทพมหานคร และ จังหวัดฉะเชิงเทรา, ทิศตะวันออกติดต่อกับ จังหวัดฉะเชิงเทรา, ทิศใต้จรด อ่าวไทย, ทิศตะวันตกติดต่อกับ กรุงเทพมหานคร ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มทั้งหมด มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านทางซีกตะวันตกของจังหวัด จากทิศเหนือไปทิศใต้ลงสู่อ่าวไทย มีชายฝั่งทะเลยาว ๔๗.๕ กิโลเมตร เดิมชายฝั่งทะเลมีป่าชายเลนกว้างขวาง เนื่องจากมีตะกอนที่ แม่น้ำเจ้าพระยา นำพามาทับถมกันที่บริเวณปากน้ำแต่ปัจจุบันมีการบุกรุกป่าชายเลน ทำให้เกิดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งเป็นบริเวณกว้าง การเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยทางหลวงหมายเลข 3 (สุขุมวิท ตอน กรุงเทพฯ-สมุทรปราการ) ระยะทาง ๒๕ กิโลเมตร

 

คำขวัญประจำจังหวัด

            ป้อมยุทธนาวี พระเจดีย์กลางน้ำ ฟาร์มจระเข้ใหญ่ งามวิไลเมืองโบราณ สงกรานต์พระประแดง ปลาสลิดแห้งรสดี ประเพณีรับบัว ครบถ้วนทั่วอุตสาหกรรม”

 

ตราประจำจังหวัด

 

พระสมุทรเจดีย์ เป็นปูชนียสถานทางพุทธศาสนาของชาวเมืองนี้ ภายในเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ              และพระไตรปิฎก เพื่อให้ชนรุ่นหลัง ได้สักการะกราบไหว้

 

ต้นไม้ประจำจังหวัด

            ต้นโพทะเล (ชื่อวิทยาศาสตร์: Thespesia populnea ; ชื่อสามัญ: Portia Tree) เป็นชนิดของไม้ดอกในตระกูล Malvaceae เป็นต้นไม้ขนาดเล็กหรือไม้พุ่ม โพทะเล เป็นพืชในสกุลเดียวกับปอทะเลและมีลักษณะคล้ายคลึงกัน แหล่งอาศัยเป็นแบบเดียวกัน ดอกสีเหลือง บานตอนเช้า แก่แล้วเปลี่ยนเป็นสีแดงเช่นกัน แต่ดอกโพทะเลไม่มีวงกลมสีแดงภายในดอกแบบเดียวกับปอทะเล ใบเป็นรูปหัวใจคล้ายใบโพธิ์ ใต้ใบมีขนอ่อนปกคลุมทำให้น้ำระเหยออกจากใบได้ช้า ผลกลม เมื่อแก่เต็มที่เป็นผลแห้ง กลีบเลี้ยงรูปถ้วยติดอยู่ที่ขั้วผล

 

ดอกไม้ประจำจังหวัด

            ดอกดาวเรือง (ชื่อวิทยาศาสตร์: Tagetes erecta L.) มีชื่อตามภาษาท้องถิ่นว่า คำปู้จู้ (ภาคเหนือ) นิยมปลูกตัดดอก เป็นดาวเรืองในกลุ่ม African หรือ American marigold เป็นพันธุ์ดอกใหญ่ พันธุ์ที่ใช้เป็นการค้าในประเทศไทยได้แก่พันธุ์ซอเวอริน (soverign) นอกจากนี้ยังมีสายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่นำเข้ามาได้แก่ พันธุ์จาเมกาและอื่น ๆ อีกหลายพันธุ์

 

สัตว์น้ำประจำจังหวัด

            ปลาสลิด เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง (ชื่อวิทยาศาสตร์ Trichogaster pectoralis) ในวงศ์ปลากัด ปลากระดี่ (Osphronemidae) มีรูปร่างคล้ายปลากระดี่หม้อ (T. trichopterus) ซึ่งเป็นปลาในสกุลเดียวกัน แต่มีลำตัวที่หนาและยาวกว่า หัวโต ครีบหลังในตัวผู้มีส่วนปลายยื่นยาวเช่นเดียวกับครีบก้น ครีบอกใหญ่ ตาโต ปากเล็กอยู่สุดปลายจะงอยปาก ครีบหางเว้าตื้นปลายมน ตัวมีสีเขียวมะกอกหรือสีน้ำตาลคล้ำ มีแถบยาวตามลำตัวตั้งแต่ข้างแก้มจนถึงกลางลำตัวสีดำ และมีแถบเฉียงสีคล้ำตลอดแนวลำตัวด้านข้างและหัว ครีบมีสีคล้ำ

 

ลักษณะภูมิประเทศ

            ส่วนใหญ่พื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านกลาง แยกพื้นที่ออกเป็นด้านตะวันตกและด้านตะวันออกและมีลำคลองรวม ๙๕ สาย โดยเป็นคลองชลประทาน ๑๔ สาย คลองธรรมชาติ ๘๑ สาย ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไป สามารถแบ่งพื้นที่ออกได้เป็น ๓ ส่วน คือ

 

                           (๑) บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองฝั่ง ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มทั้งหมด

                           (๒)  บริเวณตอนใต้ใกล้ชายฝั่งทะเล น้ำทะเลท่วมถึงและที่ดินจะเค็มจัดในฤดูแล้ง

                           (๓)  บริเวณที่ราบกว้างใหญ่ทางตอนเหนือและทางตะวันออก ซึ่งจะเป็นที่ราบลุ่มติดต่อกันตลอด

 

ลักษณะภูมิอากาศ

            เป็นอากาศแบบชายทะเล อากาศเย็นไม่ร้อนจัด ในฤดูร้อนมีความชื้นในอากาศสูง เนื่องจากอิทธิพลของลมทะเลและลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ฤดูฝนมีฝนตกมาก ฤดูหนาวก็ไม่หนาวจนเกินไป อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด ๓๐.๖๐ องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด ๒๖.๖๐ องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ย ๒๘.๙๐ องศาเซลเซียส

 

การบริหารราชการส่วนภูมิภาค

จังหวัดสมุทรปราการแบ่งการปกครองส่วนภูมิภาค แบ่งออกเป็น ๖ อำเภอ ประกอบไปด้วย

 

  • อำเภอเมืองสมุทรปราการ
  • อำเภอบางบ่อ
  • อำเภอบางพลี
  • อำเภอพระประแดง
  • อำเภอพระสมุทรเจดีย์
  • อำเภอบางเสาธง

ใน ๖ อำเภอ แบ่งออกเป็น ๕๐ ตำบล ๔๐๕ หมู่บ้าน

 

 

การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น

            พื้นที่จังหวัดสมุทรปราการประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๔๙ แห่ง ประกอบด้วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น โดยมี ๑ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลนคร ๑ แห่ง เทศบาลเมือง ๔ แห่ง เทศบาลตำบล ๑๓ แห่ง และองค์การบริหารส่วนตำบล ๓๐ แห่ง จำแนกได้ดังนี้

 

อำเภอเมืองสมุทรปราการ

เทศบาล ๗ แห่ง : เทศบาลนครสมุทรปราการ เทศบาลเมืองปากน้ำสมุทรปราการ เทศบาลตำบลสำโรงเหนือ เทศบาลตำบลบางปู เทศบาลตำบลแพรกษา เทศบาลตำบลด่านสำโรง และเทศบาลตำบลบางเมือง

อบต. ๕ แห่ง : แพรกษา บางด้วน บางโปรง เทพารักษ์ และแพรกษาใหม่

อำเภอบางบ่อ

เทศบาล ๔ แห่ง : เทศบาลตำบลบางบ่อ เทศบาลตำบลคลองสวน เทศบาลตำบลคลองด่าน และเทศบาลตำบลบางพลีน้อย

อบต. ๗ แห่ง : บางเพรียง บ้านระกาศ คลองด่าน บางบ่อ คลองนิยมยาตรา คลองสวน และเปร็ง

อำเภอบางพลี

เทศบาล ๑ แห่ง : เทศบาลตำบลบางพลี

อบต. ๖ แห่ง : บางพลีใหญ่ บางแก้ว บางโฉลง บางปลา ราชาเทวะ และหนองปรือ

อำเภอพระประแดง

เทศบาล ๓ แห่ง : เทศบาลเมืองพระประแดง เทศบาลเมืองลัดหลวง และเทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย

อบต. ๖ แห่ง : ทรงคนอง บางกระสอบ บางยอ บางน้ำผึ้ง บางกะเจ้า และบางกอบัว

อำเภอพระสมุทรเจดีย์

เทศบาล ๒ แห่ง : เทศบาลตำบลพระสมุทรเจดีย์และเทศบาลตำบลแหลมฟ้าผ่า

อบต. ๔ แห่ง : บ้านคลองสวน ในคลองบางปลากด แหลมฟ้าผ่า และนาเกลือ

อำเภอบางเสาธง

เทศบาล ๑ แห่ง : เทศบาลตำบลบางเสาธง

อบต. ๓ แห่ง : บางเสาธง ศีรษะจรเข้น้อย และศีรษะจระเข้ใหญ่

 

ผู้บริหารจังหวัดสมุทรปราการ

 

นายชาติชาย อุทัยพันธ์

ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ

ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดสมุทรปราการ (ศอ.ปส..จ.สป.)

 

นายกมล เชียงวงค์

รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ

(ด้านปกครองและความมั่นคง)

 

 

นางศิวพร ฉั่วสวัสดิ์

รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ

(ด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม)

ผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง(CIO)

 

นายชัยพจน์ จรูญพงศ์

หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสมุทรปราการ

 

นายธีรพล ศิรินานุวัฒน์

ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ

 

ข้อมูลประชากร

จังหวัดสมุทรปราการมีประชากรตามทะเบียนราษฎรมากเป็นอันดับ ๑๔ ของประเทศ และอันดับ ๒ ของภาคกลาง รองจากกรุงเทพมหานคร เนื่องจากเป็นจังหวัดที่รองรับการขยายตัวจากกรุงเทพฯ และสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ         ทั้งในด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรม การค้า การบริการและการกระจายตัวของประชากร จึงทำให้จังหวัดฯ มีประชากรที่ย้ายถิ่นจากที่อื่นมาอาศัยอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมากซึ่งมีทั้งประชากรที่เคลื่อนย้ายเข้ามาโดยแจ้งย้ายที่อยู่อย่างถูกต้อง และไม่แจ้งย้ายที่อยู่เข้ามาอาศัยทำให้จ้านวนประชากรที่มีอยู่จริงสูงกว่าจำนวนประชากรตามทะเบียนราษฎรเกือบเท่าตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในวัยทำงานจะมีรายชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎรต่ำกว่ากลุ่มอื่น โดยข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม ๒๕๕๙                 จังหวัดสมุทรปราการ มีประชากรตามทะเบียนราษฎรทั้งสิ้น ๑,๒๘๘,๑๕๘ คน แยกเป็นชาย ๖๑๗,๔๐๖ คน หญิง ๖๗๐,๗๕๒ คน ซึ่งจะพบว่าประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองสมุทรปราการมากที่สุด รองลงมาคืออำเภอบางพลี และอำเภอพระประแดง ตามลำดับ โดยมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรต่อพื้นที่จังหวัดฯ โดยเฉลี่ยประมาณ ๑,๒๕๓ คนต่อตารางกิโลเมตร

จำนวนประชากรแยกตามอำเภอ ณ เดือนสิงหาคม ๒๕๕๙

อำเภอ

รวม

ชาย

หญิง

จำนวนบ้าน

ความหนาแน่นประชากร (คน/กม.2)

เมืองสมุทรปราการ

๕๓๒,๐๔๐

๒๕๓,๕๒๑

๒๗๘,๕๑๙

๒๔๐,๖๗๘

๒,๗๙๒.๑๓

พระประแดง

๑๙๗,๕๔๗

๙๕,๔๙๖

๑๐๒,๐๕๑

๘๖,๕๑๗

๒,๖๙๒.๔๘

บางพลี

๒๔๒,๖๙๘

๑๑๔,๗๒๒

๑๒๗,๙๗๖

๑๔๔,๖๙๗

๙๙๕.๑๑

พระสมุทรเจดีย์

๑๓๓,๙๒๒

๖๕,๐๕๓

๖๘,๘๘๐

๕๘,๙๘๓

๑,๑๑๒.๕๙

บางบ่อ

๑๐๕,๗๒๖

๕๑,๖๗๖

๕๔,๐๕๐

๔๑,๘๕๘

๔๓๑.๕๒

บางเสาธง

๗๖,๒๑๔

๓๖,๙๓๘

๓๙,๒๗๖

๕๓,๖๐๙

๕๘๒.๒๘

รวมทั้งสิ้น

๑,๒๘๘,๑๕๘

๖๑๗,๔๐๖

๖๗๐,๗๕๒

๖๒๖,๓๔๒

(เฉลี่ย) ๑,๒๘๒.๙๑

แหล่งที่มา: ข้อมูลจากที่ทำการปกครองจังหวัดสมุทรปราการ ณ เดือนสิงหาคม ๒๕๕๙

 

ข้อมูลอำเภอ

อำเภอเมืองสมุทรปราการ

            เมืองสมุทรปราการ เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาตรงข้ามกับอำเภอพระสมุทรเจดีย์ นอกจากเป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัดแล้ว อำเภอเมืองสมุทรปราการยังเป็นที่ตั้งของศาลเด็กและเยาวชน ห้องสมุดประชาชน และท่ารถโดยสารประจำทางสายต่าง ๆ รวมทั้งเป็นบริเวณที่จัดงานพระสมุทรเจดีย์ของทุกปี อำเภอนี้เป็นอำเภอที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศไทย

ทิศเหนือ ติดต่อกับเขตบางนา (กรุงเทพมหานคร) มีแนวแบ่งเขตการปกครองระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดสมุทรปราการ และถนนแบริ่ง (สุขุมวิท ๑๐๗) เป็นเส้นแบ่งเขต

ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอบางพลีและอำเภอบางบ่อ มีคลองหนองกระทุ่ม คลองสำโรง คลองทับนาง คลองกู้พารา คลองบางกระบือ คลองบางเหี้ยน้อย คลองสาม คลองหัวเกลือ คลองชลประทาน คลองด่านน้อย และคลองลึกเป็นเส้นแบ่งเขต

ทิศใต้ จรดอ่าวไทย

ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอพระสมุทรเจดีย์ และอำเภอพระประแดง มีแนวกึ่งกลางแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางฝ้าย คลองขุด และถนนทางรถไฟสายเก่าเป็นเส้นแบ่งเขต

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอเมืองสมุทรปราการแบ่งเขตปกครองย่อยออกเป็น ๑๓ ตำบล ๙๕ หมู่บ้าน ได้แก่

  • ปากน้ำ (Pak Nam)                                -
  • สำโรงเหนือ (Samrong Nuea)                 ๙             หมู่บ้าน
  • บางเมือง (Bang Mueang)                      ๑๑           หมู่บ้าน
  • ท้ายบ้าน (Thai Ban)                             ๖             หมู่บ้าน
  • บางปูใหม่ (Bang Pu Mai)                       ๑๐           หมู่บ้าน
  • แพรกษา (Phraek Sa)                            ๓            หมู่บ้าน
  • บางโปรง (Bang Prong)                         ๔            หมู่บ้าน
  • บางปู (Bang Pu)                                  ๔            หมู่บ้าน
  • บางด้วน (Bang Duan)                           ๖            หมู่บ้าน
  • บางเมืองใหม่ (Bang Mueang Mai)           ๑๐          หมู่บ้าน
  • เทพารักษ์ (Thepharak)                         ๑๐          หมู่บ้าน
  • ท้ายบ้านใหม่ (Thai Ban Mai)                  ๙           หมู่บ้าน
  • แพรกษาใหม่ (Phraek Sa Mai)                ๔            หมู่บ้าน

การปกครองส่วนท้องถิ่น

อำเภอเมืองสมุทรปราการประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๑๒ แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลนครสมุทรปราการ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลปากน้ำทั้งตำบล
  • เทศบาลเมืองปากน้ำสมุทรปราการ ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลบางเมือง (เขตองค์การบริหารส่วนตำบลบางเมืองเดิม)
  • เทศบาลตำบลสำโรงเหนือ ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลสำโรงเหนือ ตำบลบางเมืองใหม่ และตำบลเทพารักษ์
  • เทศบาลตำบลด่านสำโรง ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลสำโรงเหนือ
  • เทศบาลตำบลบางเมือง ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลบางเมือง ตำบลบางเมืองใหม่ และตำบลเทพารักษ์
  • เทศบาลตำบลแพรกษา ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลแพรกษาและตำบลแพรกษาใหม่
  • เทศบาลตำบลบางปู ครอบคลุมพื้นที่ตำบลท้ายบ้าน ตำบลบางปูใหม่ ตำบลบางปู และตำบลท้ายบ้านใหม่ทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลแพรกษา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแพรกษา (นอกเขตเทศบาลตำบลแพรกษา)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบางโปรง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางโปรงทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบางด้วน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางด้วนทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลเทพารักษ์ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเทพารักษ์ (นอกเขตเทศบาลตำบลสำโรงเหนือและเทศบาลตำบลบางเมือง)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลแพรกษาใหม่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแพรกษาใหม่ (นอกเขตเทศบาลตำบลแพรกษา)

 

อำเภอบางบ่อ

            บางบ่อ เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ใช้ภาษาไทยภาคกลางเป็นภาษาท้องถิ่น บางบ่อ น่าจะหมายถึง ท้องที่ที่มีทางน้ำเล็ก ๆ อยู่ใกล้ทะเล มีการกักเก็บน้ำไว้ใช้ หรือขุดบ่อล่อปลาให้เข้าไปอยู่เวลาน้ำขึ้น และเปิดน้ำออกเพื่อจับปลาเวลาน้ำลง

ทิศเหนือ ติดต่อกับเขตลาดกระบัง (กรุงเทพมหานคร) อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา และอำเภอบ้านโพธิ์ (จังหวัดฉะเชิงเทรา) มีคลองกาหลง คลองประเวศบุรีรมย์ และคลองหนึ่งเป็นเส้นแบ่งเขต

ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอบางปะกง (จังหวัดฉะเชิงเทรา) มีคลองพระยาสมุทร คลองฉะบัง คลองบางพลีน้อย คลองหอมศีล คลองสำโรง คลองปีกกา คลองก้นบึ้ง คลองสีล้งเก่า และคลองสีล้งใหม่เป็นเส้นแบ่งเขต

ทิศใต้ จรดอ่าวไทยตอนใน (น่านน้ำเขตจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดชลบุรี)[1]

ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอเมืองสมุทรปราการ อำเภอบางพลี และอำเภอบางเสาธง มีคลองลึก คลองด่านน้อย คลองชลประทาน คลองหัวเกลือ คลองสาม คลองร้อย คลองหัวเกลือ คลองกะลาวน คลองสำโรง คลองสนามพลี คลองสนามพลีเก่า คลองบางเซา คลองชวดใหญ่ คลองท่าข้าม และคลองกาหลงเป็นเส้นแบ่งเขต

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอบางบ่อแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น ๘ ตำบล ๗๔ หมู่บ้าน ได้แก่

  • คลองด่าน (Khlong Dan)                                    ๑๔          หมู่บ้าน
  • คลองนิยมยาตรา (Khlong Niyom Yattra)                 ๖          หมู่บ้าน
  • คลองสวน (Khlong Suan)                                    ๗           หมู่บ้าน
  • บางบ่อ (Bang Bo)                                            ๑๑           หมู่บ้าน
  • บางเพรียง (Bang Phriang)                                  ๖            หมู่บ้าน
  • บ้านระกาศ (Ban Rakat)                                    ๑๐            หมู่บ้าน
  • บางพลีน้อย (Bang Phli Noi)                              ๑๑            หมู่บ้าน
  • เปร็ง             (Preng)                                       ๙            หมู่บ้าน

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอบางบ่อประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๑๐ แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลตำบลคลองด่าน ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลคลองด่าน
  • เทศบาลตำบลคลองสวน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลคลองสวนทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลบางบ่อ ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลบางบ่อ
  • เทศบาลตำบลบางพลีน้อย ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางพลีน้อยทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบางบ่อ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางบ่อ (นอกเขตเทศบาลตำบลบางบ่อ)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านระกาศ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านระกาศทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบางเพรียง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางเพรียงทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลคลองด่าน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลคลองด่าน (นอกเขตเทศบาลตำบลคลองด่าน)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลเปร็ง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเปร็งทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลคลองนิยมยาตรา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลคลองนิยมยาตราทั้งตำบล

 

 

อำเภอบางพลี

บางพลี เป็นอำเภอที่มีพื้นที่มากที่สุดในจังหวัดสมุทรปราการ เป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ตั้งของโครงการสร้างศูนย์ที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุแบบครบวงจร และเป็นที่ตั้งของสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ทิศเหนือ ติดต่อกับเขตลาดกระบัง (กรุงเทพมหานคร)

ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอบางเสาธง มีถนนเข้าวัดหัวคู้ คลองหนองงูเห่า คลองบางนา ถนนวัดศรีวารีน้อย คลองเสาระหงษ์ คลองสำโรง คลองโก่งประทุน คลองลาดหวาย และคลองโก่งประทุนเป็นเส้นแบ่งเขต

ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอบางบ่อและอำเภอเมืองสมุทรปราการ มีคลองโก่งประทุนและคลองสามเป็นเส้นแบ่งเขต

ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอเมืองสมุทรปราการ เขตบางนา และเขตประเวศ (กรุงเทพมหานคร) มีคลองบางเหี้ยน้อย คลองบางกระบือ คลองกู้พารา คลองทับนาง คลองสำโรง คลองหนองกระทุ่ม คลองบางนา (สาหร่าย) คลองหนองตาดำ คลองปลัดเปรียง คลองต้นตาล แนวคันนาแบ่งเขตระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดสมุทรปราการ คลองสลุด คลองปากน้ำ คลองสิงห์โต คลองขันแตก และคลองตาพุกเป็นเส้นแบ่งเขต

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอบางพลีแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น ๖ ตำบล ๘๓ หมู่บ้าน ได้แก่

  • บางปลา (Bang Pla)                                  ๑๕             หมู่บ้าน
  • บางพลีใหญ่ (Bang Phli Yai)                       ๒๓             หมู่บ้าน
  • บางแก้ว (Bang Kaeo)                               ๑๖              หมู่บ้าน
  • บางโฉลง (Bang Chalong)                         ๑๑              หมู่บ้าน
  • ราชาเทวะ (Racha Thewa)                         ๑๕              หมู่บ้าน
  • หนองปรือ (Nong Prue)                                ๓             หมู่บ้าน

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอบางพลีประกอบด้วยองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ๗ แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลตำบลบางพลี ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลบางพลีใหญ่ หมู่ที่ 11 (บางส่วน) ตำบลบางปลา และตำบลบางโฉลง
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบางพลีใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางพลีใหญ่ (นอกเขตเทศบาลตำบลบางพลี)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางแก้วทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบางปลา ครอบคลุมพื้นที่หมู่ที่ 1 - 10, 11 (บางส่วน), 12 - 15 ตำบลบางปลา (นอกเขตเทศบาลตำบลบางพลี)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบางโฉลง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางโฉลง (นอกเขตเทศบาลตำบลบางพลี)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลราชาเทวะทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองปรือ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองปรือทั้งตำบล

 

อำเภอพระประแดง

            พระประแดง เป็นอำเภอที่มีขนาดพื้นที่เล็กที่สุดในจังหวัดสมุทรปราการ ในอดีตมีฐานะเป็นศูนย์กลางของจังหวัดพระประแดง แต่ต่อมาถูกยุบรวมเข้ากับจังหวัดสมุทรปราการดังเช่นปัจจุบัน

ทิศเหนือ ติดต่อกับเขตยานนาวา เขตคลองเตย เขตพระโขนง และเขตบางนา (กรุงเทพมหานคร) มีแนวกึ่งกลางแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นแบ่งเขต

ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอเมืองสมุทรปราการ มีถนนทางรถไฟเก่า (สายปากน้ำ) เป็นเส้นแบ่งเขต

ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอเมืองสมุทรปราการและอำเภอพระสมุทรเจดีย์ คลองขุด คลองบางฝ้าย กึ่งกลางแม่น้ำเจ้าพระยา คลองท่าเกวียน และคลองบางจาก เป็นเส้นแบ่งเขต

ทิศตะวันตก ติดต่อกับเขตทุ่งครุและเขตราษฎร์บูรณะ (กรุงเทพมหานคร) คลองรางใหญ่ คลองขุดเจ้าเมือง ลำรางสาธารณะ คลองบางพึ่ง คลองแจงร้อน เป็นเส้นแบ่งเขต

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอพระประแดงแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น ๑๕ ตำบล ๖๗ หมู่บ้าน ได้แก่

  • ตลาด (Talat)                                       -
  • ทรงคนอง (Song Khanong)                   ๑๒        หมู่บ้าน
  • บางกระสอบ (Bang Krasop)                   ๑๐        หมู่บ้าน
  • บางกอบัว (Bang Ko Bua)                      ๑๒        หมู่บ้าน
  • บางกะเจ้า (Bang Kachao)                       ๗         หมู่บ้าน
  • บางครุ (Bang Khru)                               -
  • บางจาก (Bang Chak)                             -
  • บางน้ำพึ่ง (Bang Namphueng)               ๑๑         หมู่บ้าน
  • บางผึ้ง (Bang Phueng)                           -
  • บางยอ (Bang Yo)                                  ๘          หมู่บ้าน
  • บางหญ้าแพรก (Bang Ya Phraek)              -
  • บางหัวเสือ (Bang Hua Suea)                    -
  • สำโรง (Samrong)                                   -
  • สำโรงกลาง (Samrong Klang)                   -
  • สำโรงใต้ (Samrong Tia)                          -

การปกครองส่วนท้องถิ่น

อำเภอพระประแดงประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๙ แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลเมืองพระประแดง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลตลาดทั้งตำบล
  • เทศบาลเมืองลัดหลวง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางพึ่ง ตำบลบางจาก และตำบลบางครุทั้งตำบล
  • เทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางหญ้าแพรก ตำบลบางหัวเสือ ตำบลสำโรงใต้ ตำบลสำโรง และตำบลสำโรงกลางทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลทรงคนอง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลทรงคะนองทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบางกระสอบ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางกระสอบทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบางกอบัว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางกอบัวทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบางกะเจ้า ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางกะเจ้าทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบางน้ำผึ้ง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางน้ำผึ้งทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบางยอ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางยอทั้งตำบล

 

อำเภอพระสมุทรเจดีย์

พระสมุทรเจดีย์ เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ ชื่อของอำเภอนี้ได้มาจากพระสมุทรเจดีย์ (พระเจดีย์กลางน้ำ) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นบนเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๗๐

บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาของอำเภอนี้ เป็นที่ตั้งของป้อมพระจุลจอมเกล้า สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ และได้ใช้เป็นที่มั่นในการรบกับเรือรบฝรั่งเศสในวิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ (ในปีเดียวกัน) นอกจากนี้ในบริเวณใกล้เคียง ทางกองทัพเรือยังได้นำเรือรบหลวงแม่กลองซึ่งอนุรักษ์ไว้มาจัดแสดงด้วย

ทิศเหนือ ติดต่อกับเขตบางขุนเทียน เขตทุ่งครุ (กรุงเทพมหานคร) และอำเภอพระประแดง มีคลองนา คลองสวน คลองกะออม คลองตาสน คลองท่าเกวียน คลองกะออมใน คลองบางจาก และคลองท่าเกวียนเป็นเส้นแบ่งเขต

ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอเมืองสมุทรปราการ มีแนวกึ่งกลางแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นแบ่งเขต

ทิศใต้ จรดอ่าวไทย

ทิศตะวันตก ติดต่อกับเขตบางขุนเทียน (กรุงเทพมหานคร) มีคลองขุนราชพินิจใจเป็นเส้นแบ่งเขต

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอพระสมุทรเจดีย์แบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น ๕ ตำบล ๔๒ หมู่บ้าน ได้แก่

  • นาเกลือ (Na Kluea)                                                              ๘          หมู่บ้าน
  • ในคลองบางปลากด (Nai Khlong Bang Pla Kot)                        ๑๓          หมู่บ้าน
  • บ้านคลองสวน (Ban Khlong Suan)                                           ๔          หมู่บ้าน
  • ปากคลองบางปลากด (Pak Klong Bang Pla Kot)                         ๔          หมู่บ้าน
  • แหลมฟ้าผ่า (Laem Fa Pha)                                                   ๑๓         หมู่บ้าน  

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอพระสมุทรเจดีย์ประกอบด้วยองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ๖ แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลตำบลพระสมุทรเจดีย์ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลปากคลองบางปลากดทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลแหลมฟ้าผ่า ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลแหลมฟ้าผ่าและตำบลในคลองบางปลากด
  • องค์การบริหารส่วนตำบลนาเกลือ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนาเกลือทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านคลองสวน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านคลองสวนทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลแหลมฟ้าผ่า ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแหลมฟ้าผ่า (นอกเขตเทศบาลตำบลแหลมฟ้าผ่า)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลในคลองบางปลากด ครอบคลุมพื้นที่ตำบลในคลองบางปลากด (นอกเขตเทศบาลตำบลแหลมฟ้าผ่า)

 

อำเภอบางเสาธง

            บางเสาธง เป็นอำเภอใหม่ล่าสุดของจังหวัดสมุทรปราการ แยกพื้นที่การปกครองบางส่วนจากอำเภอบางพลี คำว่า "บางเสาธง" นั้นมีที่มาจากการทำเกษตรกรรม ในอดีตนั้นจะใช้ธงเป็นการบอกเวลาพักและยังใช้เป็นแนวของลำน้ำในการสัญจรอีกด้วย

ทิศเหนือ ติดต่อกับเขตลาดกระบัง (กรุงเทพมหานคร)

ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอบางบ่อ มีคลองกาหลง คลองท่าข้าม คลองชวดใหญ่ คลองบางเซา คลองสนามพลีเก่า คลองสนามพลี คลองสำโรง คลองกะลาวน คลองหนามแดง คลองสกัดห้าสิบ และคลองหัวเกลือเป็นเส้นแบ่งเขต

ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอบางบ่อ มีคลองหัวเกลือ คลองเจริญราษฎร์ และคลองร้อยเป็นเส้นแบ่งเขต

ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอบางพลี มีคลองร้อย คลองโก่งประทุน คลองสำโรง คลองเสาระหงษ์ ถนนวัดศรีวารีน้อย คลองบางนา และคลองหนองงูเห่าเป็นเส้นแบ่งเขต

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอบางเสาธงแบ่งเขตการปกครองย่อยเป็น ๓ ตำบล ๓๘ หมู่บ้าน ได้แก่

  • บางเสาธง (Bang Sao Thong)                            ๑๗         หมู่บ้าน
  • ศีรษะจรเข้น้อย (Sisa Chorakhe Noi)                    ๑๒         หมู่บ้าน
  • ศีรษะจรเข้ใหญ่ (Sisa Chorakhe Yai)                     ๙          หมู่บ้าน  

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอบางเสาธงประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๔ แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลตำบลบางเสาธง ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลบางเสาธงและตำบลศีรษะจระเข้ใหญ่
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบางเสาธง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางเสาธง (นอกเขตเทศบาลตำบลบางเสาธง)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลศีรษะจรเข้น้อย ครอบคลุมพื้นที่ตำบลศีรษะจระเข้น้อยทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลศีรษะจรเข้ใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลศีรษะจรเข้ใหญ่ (นอกเขตเทศบาลตำบลบางเสาธง)

 

 

Read 157 times Last modified on 08/06/2018

Leave a comment

Make sure you enter all the required information, indicated by an asterisk (*). HTML code is not allowed.