26/02/2018

กองทุนและสวัสดิการ

Written by  โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา (จ. นครราชสีมา)
Rate this item
(0 votes)

ภาพรวมของการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัด

แผนยุทธศาสตร์ 5 ปี สร้างสวัสดิการสังคมจังหวัดนครราชสีมา ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2556-2560)
ซึ่งเป็นแผนงานเพื่อการขับเคลื่อนงานด้านสวัสดิการสังคม ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ.2546 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 มาตรา 19 และมาตรา 20 ที่กำหนดให้ คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัด (ก.ส.จ.) มีอำนาจและหน้าที่ ในการจัดทาแผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัด เพื่อเป็นแนวทางในการจัดสวัสดิการสังคมของจังหวัด รวมทั้งการบูรณาการ การส่งเสริมและการสนับสนุนองค์การสวัสดิการสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชนและภาคีเครือข่ายด้านการพัฒนาสังคมและด้านการจัดสวัสดิการสังคม ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการสังคมของจังหวัด

แผนยุทธศาสตร์ 5 ปี สร้างสวัสดิการสังคมจังหวัดนครราชสีมาฉบับนี้ เป็นแผนยุทธศาสตร์ที่เน้นบูรณาการการดำเนินงานด้านสวัสดิการสังคมของจังหวัดนครราชสีมา ให้มีความสอดคล้องกันตามกรอบแนวทางของแผนการดำเนินงานสวัสดิการสังคม ซึ่งมีฐานคิดในการมองสวัสดิการสังคมเป็นสิทธิที่ประชาชน
พึงได้รับ โดยตั้งเป้าหมายให้ประชาชนได้รับสวัสดิการที่มีคุณภาพเป็นธรรมและทั่วถึงตามนโยบายของรัฐบาลได้กำหนด วิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ.2558-2577) “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในรูปของการเป็นสังคมสวัสดิการคุณภาพ โดยการสร้างระบบงานสวัสดิการสังคมที่ให้หลักประกัน
ขั้นพื้นฐานแก่ประชาชน และอุดช่องว่างของงานสวัสดิการสังคมที่ยังมีอยู่ โดยการเชื่อมโยงการทางานระหว่างหน่วยราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรภาคเอกชน องค์กรภาคประชาชน และชุมชน ภายใต้ฐานคิดของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) เพื่อมุ่งสู่ความ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” และแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี การสร้างสวัสดิการสังคมไทย ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2560 –2564)

ผลการพัฒนาประเทศในระยะแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 -2559) สังคมไทยได้น้อมนาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการพัฒนาสังคม ในทุกภาคส่วน ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ประเทศไทยยังคงประสบสภาวะแวดล้อมและบริบทของ การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่นำไปสู่ความเสี่ยงเชิงท้าทายทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ เช่น การเปิดเศรษฐกิจเสรี ความ
ท้าทายของเทคโนโลยีใหม่และนวัตกรรม การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเกิดภัยพิบัติที่รุนแรง ผลการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะที่ผ่านมามีการขยายตัวได้ดีเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5 ต่อปี จนทำให้รายได้ประชาชาติต่อหัว (GNP Per Capital) ในปี 2557 มาอยู่ที่ 196,240 บาท (6,041 ดอลล่าสหรัฐ ต่อคนต่อปี)

สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครราชสีมา เป็นหน่วยงานหลักที่ดูแล ประสานงานการจัดสวัสดิการสังคมในจังหวัดนครราชสีมาให้มีคุณภาพเป็นธรรมและทั่วถึง จึงได้จัดทำแผน
การจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดนครราชสีมา 5 ปี ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2560–2564) โดยเน้นการมีส่วนร่วมจาก
ทุกภาคส่วนร่วมกันระดมความคิดเห็นในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดสวัสดิการสังคมของจังหวัดนครราชสีมา เพื่อให้เห็นถึงศักยภาพ จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค ตลอดจนความต้องการที่แท้จริงของประชาชน อันเป็นประโยชน์ยิ่งต่อการจัดทำแผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดนครราชสีมา ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2560 –2564) เพื่อนำไปสู่การจัดสวัสดิการสังคมของจังหวัดนครราชสีมา อย่างยั่งยืนต่อไป

ภาพรวมการพัฒนาด้านสวัสดิการสังคมจังหวัด

  • ผลการพัฒนาด้านสวัสดิการสังคม

การดำเนินงานแผนยุทธศาสตร์สวัสดิการสังคมจังหวัด ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2555-2559) แผนยุทธศาสตร์สวัสดิการสังคมจังหวัดฉบับที่ 2 (พ.ศ.2555-2559) เป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555-2559) ภายใต้ยุทธศาสตร์การสร้างความเป็นธรรมในสังคม และยุทธศาสตร์การพัฒนาคนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการปรับระบบการคุ้มครองทางสังคมให้ครอบคลุมทุกคนอย่างทั่วถึง ส่งเสริมให้ภาคเอกชนเป็นพลังร่วมในการขับเคลื่อนสังคมสวัสดิการ โดยเฉพาะสนับสนุนหุ้นส่วนทางสังคมให้มีบทบาทในการดำเนินงาน การพัฒนาคนทุกช่วงวัยให้มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาประเทศในอนาคต ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับคนทุกกลุ่ม ทุกวัยให้สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และองค์ความรู้ที่หลากหลายทั้งที่เป็นวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และองค์ความรู้ใหม่ รวมทั้งเป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ.2546 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 พ.ศ.2550) ที่มีเจตนารมณ์เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมขององค์กรภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรภาคประชาชน และองค์กรสวัสดิการชุมชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการสังคมให้กับกลุ่มเป้าหมาย

เป้าหมายสำคัญของแผนยุทธศาสตร์สวัสดิการสังคมจังหวัด ฉบับที่ 2 คือ มีสวัสดิการสังคมคุณภาพ ก้าวสู่ประชาคมอาเซียน กำหนดเป้าหมายประชาชนเข้าถึงบริการสวัสดิการสังคมได้อย่างทั่วถึง ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการบริการสวัสดิการสังคม มีกลไก มาตรการและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนงานสวัสดิการสังคม มีเครือข่ายความร่วมมือด้านสวัสดิการสังคมที่มีคุณภาพ ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการจัดสวัสดิการโดยรัฐ และการลงทุนเพื่อส่งเสริมให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในงานสวัสดิการสังคม การพัฒนาระบบสวัสดิการสังคม ได้แก่

1) เป็นเครื่องมือการทางานด้านสวัสดิการสังคม: แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัด เป็นเครื่องมือสำคัญให้แก่หน่วยงาน/องค์กรที่ปฏิบัติงานด้านสวัสดิการสังคม ในการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ตั้งแต่กระบวนการจัดทำแผนไปจนถึงการปฏิบัติการตามแผนฯ รวมถึงการติดตามประเมินผล เพื่อให้เกิดการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับประชาชนได้อย่างทั่วถึง และเป็นธรรม สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล

2) การมีกลไกการขับเคลื่อนงานสวัสดิการสังคมจังหวัด ผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมระดับจังหวัด (ก.ส.จ.): งานสวัสดิการสังคมของจังหวัดนครราชสีมา สามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผล นอกจากการมีแผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดแล้ว ยังสามารถขับเคลื่อนงานได้จากการมีคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัด ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน มีผลก่อให้เกิดแนวคิดและแนวปฏิบัติที่สามารถประเมินผลการดำเนินงานได้อย่างเป็นระบบ

3) การสนับสนุนการดาเนินงานการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัด ผ่านกองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมเชิงประเด็น และเชิงพื้นที่: มีหน่วยงานองค์กรที่ปฏิบัติงานด้านสวัสดิการสังคมทั้งในระดับภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น เห็นความสำคัญของการจัดทากิจกรรม/โครงการเพื่อประชาชนกลุ่มเป้าหมาย เสนอโครงการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมมากขึ้น มีผลให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้รับการดูแล และพัฒนาคุณภาพชีวิตได้

4) การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมด้านผู้สูงอายุให้เป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัด: จังหวัดได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมด้านผู้สูงอายุ เพื่อปฏิบัติงานด้านการส่งเสริมพัฒนา คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 ซึ่งผู้สูงอายุได้รับสวัสดิการตามพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยมีการประสานการดาเนินกิจกรรมเกี่ยวกับแผนงาน/โครงการด้านผู้สูงอายุ โดยมีการบูรณาการงานต่างๆ ข้างต้น การส่งเสริม การพัฒนาและการคุ้มครองทางสังคมผ่านกลไกคณะอนุกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมด้านผู้สูงอายุ ในการพิจารณาอนุมัติและได้ข้อคิดเห็นต่างๆ

5) การบูรณาการแผนการจัดสวัสดิการสังคมฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2555-2559) เข้าสู่แผนพัฒนาจังหวัด หรือแผนงานของสานักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด: สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครราชสีมา ได้มีการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการจัดกิจกรรม/โครงการที่กำหนดไว้ในแผนฯ และมีการติดตามประเมินผลโครงการอย่างต่อเนื่องรวมถึงการปรับแผนการดำเนินงานฯ เป็นรายปี เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ในแต่ละปี ซึ่งนามาสู่การขับเคลื่อนแผนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและเป็นพื้นฐานนำไปสู่การทาแผนการจัดสวัสดิการสังคมฉบับที่ 3

6) การส่งเสริมให้ภาคส่วนต่างๆ ในจังหวัดเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการสังคมเพิ่มขึ้น: จังหวัดนครราชสีมา ได้มีการบูรณาการการดำเนินงานด้านสวัสดิการสังคมจากหน่วยงานภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม ได้แก่

  • ด้านสุขภาพ: มีสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมาเป็นหน่วยงานหลักในการจัดสวัสดิการสังคมให้แก่กลุ่มเป้าหมาย มีระบบของประกันสุขภาพและมีหน่วยงานในสังกัด
    ทั้งระบบโรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเป็นหน่วยเบื้องต้น เพื่อประสานส่งต่อไปยังโรงพยาบาลระดับจังหวัด นอกจากจะมีการบริการทางด้านสุขภาพ
    ยังได้มีการประสานความร่วมมือบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ โดยการดำเนินงานของศูนย์ เด็กและสตรีที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัว OSCC (One Stop Crisis Center) ที่จัดตั้งในโรงพยาบาลทุกแห่ง โดยดำเนินงานภายใต้กฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550
  • ด้านการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพ: ได้แก่ สำนักงานอัยการจังหวัด สำนักงานยุติธรรมจังหวัด (ค่าตอบแทนผู้เสียหายในคดีอาญา) ตำรวจ (ด้านกฎหมายและคดีความตาม พ.ร.บ.ต่างๆ ทั้งคุ้มครองเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว และการค้ามนุษย์) หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในจังหวัดนครราชสีมา อาสาสมัคร โรงพยาบาล OSCC องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เฝ้าระวังปัญหา) ผู้นำชุมชน
  • ด้านสนับสนุนโครงการ มีทั้งหมด 5 กองทุน ได้แก่
  • กองทุนคุ้มครองเด็ก ซึ่งตั้งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 เพื่อให้การช่วยเหลือสงเคราะห์เด็กและครอบครัวที่ประสบปัญหาความเดือดร้อน และการสนับสนุนโครงการของหน่วยงาน/องค์กรที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อเด็กและครอบครัว

ลักษณะการให้การสนับสนุน

  • การให้ความช่วยเหลือแก่เด็กและครอบครัว หรือครอบครัวอุปถัมภ์ หรือบุคคลที่อุปการะเลี้ยงดูเด็กที่พึงได้รับการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพ เนื่องจากประสบปัญหาสังคมต่าง ๆ เพื่อให้สามารถอุปการะเลี้ยงดูเด็กได้อย่างเหมาะสมและมีคุณภาพชีวิตที่ดี
  • การดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาของเด็กที่พึงได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพ เนื่องจากถูกทารุณกรรม หรือเสี่ยงต่อการกระทาผิด หรือที่อยู่ในสภาพที่จำต้องได้รับการคุ้มครอง สวัสดิภาพจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือผู้มีหน้าที่ในการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก
  • การให้ความช่วยเหลือแก่เด็กหรือการดำเนินการอื่น เพื่อประโยชน์ของเด็กโดยตรงในสถานรับเลี้ยงเด็ก สถานสงเคราะห์ สถานพัฒนาและฟื้นฟู หรือหน่วยงานอื่นใด รวมทั้งการช่วยเหลือเด็กที่พ้นจากความปกครองดูแลของสถานแรกรับ สถานสงเคราะห์ สถานคุ้มครองสวัสดิภาพ และสถานพัฒนาและฟื้นฟูแล้ว ตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่ปลัดกระทรวงกำหนด
  • การส่งเสริมความประพฤติแก่นักเรียนและนักศึกษาให้เหมาะสม มีคุณธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม และความปลอดภัย โดยจัดให้มีการพัฒนาระบบงานและกิจกรรมในการแนะแนว การให้คำปรึกษา และการฝึกอบรมแก่นักเรียน นักศึกษาและผู้ปกครอง
  • การใช้จ่ายในการบริหารกองทุน การจัดหาผลประโยชน์ของกองทุนและการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลของกองทุน
  • การใช้จ่ายเงินเพื่อการสงเคราะห์ คุ้มครองสวัสดิภาพและการส่งเสริมความประพฤติเด็ก รวมทั้งครอบครัวและครอบครัวอุปถัมภ์ตามคำสั่งศาล
  • การใช้จ่ายเงินในเรื่องอื่นๆ เพื่อการสงเคราะห์ คุ้มครองสวัสดิภาพ และส่งเสริมความประพฤติของเด็กตามที่คณะกรรมการกำหนด
  • กองทุนเพื่อการปูองกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ตามพระราชบัญญัติปูองกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 เป็นการสงเคราะห์ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ และการสนับสนุนองค์กรเพื่อดำเนินโครงการเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ เป็นทุนใช้จ่ายสำหรับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ให้การสนับสนุนของกองทุน แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ รายบุคคล ซึ่งเป็นการช่วยเหลือผู้เสียหายจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ และรายโครงการ เป็นการสนับสนุนโครงการเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ของหน่วยงานภาครัฐและองค์กรเอกชนด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
  • กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 มาตรา 23 ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสำนักงาน เรียกว่า “กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ” เพื่อเป็นทุน สำหรับการใช้จ่ายเกี่ยวกับการคุ้มครองและพัฒนาสมรรถภาพคนพิการ การศึกษาและการ ประกอบอาชีพของคนพิการ รวมทั้งการส่งเสริมและการสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ โดยจัดสรรให้อย่างเป็นธรรมและทั่วถึงตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เป็นการสนับสนุนเงินกู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพให้แก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ รายละไม่เกิน 6๐,๐๐๐ บาทโดยไม่เสียดอกเบี้ย และการสนับสนุนโครงการเพื่อคนพิการให้แก่หน่วยงาน/องค์กร/เครือข่าย อีกทั้ง กองทุนสวัสดิการชุมชน ซึ่งเป็นกองทุนสนับสนุนโครงการให้แก่องค์การสาธารณประโยชน์/องค์กรสวัสดิการชุมชน ศูนย์พัฒนาครอบครัว สภาเด็กและเยาวชนจังหวัด
  • กองทุนผู้สูงอายุ ตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.๒๕๔๖มาตรา ๑๓ ซึ่งกำหนดให้มีการจัดตั้ง "กองทุนผู้สูงอายุ” ขึ้น ในสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายเกี่ยวกับการคุ้มครอง การส่งเสริม และการสนับสนุน ผู้สูงอายุ ให้มีศักยภาพความมั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดี รวมทั้งสนับสนุนกิจกรรมขององค์กรที่ดำเนินงานเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสนับสนุนผู้สูงอายุให้มีความเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง โดยกองทุนผู้สูงอายุมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายเกี่ยวกับการคุ้มครอง การส่งเสริม และสนับสนุนผู้สูงอายุ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) สนับสนุนเงินอุดหนุนโครงการให้องค์กรที่ทำงานด้านผู้สูงอายุ
    ในชุมชน เพื่อส่งเสริมกิจกรรมผู้สูงอายุในลักษณะกลุ่ม ชมรม ศูนย์บริการ และ
    ศูนย์อเนกประสงค์ในชุมชน 2) การให้ทุนประกอบอาชีพ ประเภทกู้ยืมรายบุคคล และรายกลุ่มสำหรับผู้สูงอายุ กิจกรรมที่กองทุนให้การสนับสนุน แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) การให้การสนับสนุนโครงการ กรอบวงเงินที่ให้การสนับสนุน ซึ่งแบ่งตามขนาดของโครงการ คือ โครงการขนาดเล็ก ในวงเงินไม่เกิน 50,000 บาท รวมทั้ง โครงการ
    ขนาดกลาง วงเงินเกิน 50,000-300,000 บาท และโครงการขนาดใหญ่ วงเงินเกิน 300,000 บาท ขึ้นไป 2) การให้บริการกู้ยืมเงินทุนเพื่อประกอบอาชีพสาหรับผู้สูงอายุ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การกู้ยืมรายบุคคล รายละไม่เกิน 30,000 บาท และ

    การกู้ยืมรายกลุ่ม กลุ่มละไม่น้อยกว่า 5 คน กลุ่มละไม่เกิน 100,000 บาท
  • กองทุนการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายในการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม องค์การสวัสดิการสังคม (หน่วยงานของรัฐ องค์กรสาธารณประโยชน์ องค์กรสวัสดิการชุมชน) องค์การที่ประสงค์ขอรับการสนับสนุนต้องจัดทาเป็นโครงการใน 2 รูปแบบ คือ โครงการเชิงรับ โครงการเชิงรุก เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการสังคม (ลงกลุ่มเป้าหมาย) และค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานด้านการจัดสวัสดิการสังคม (ส่งเสริม สนับสนุน สร้างความเข้มแข็ง) บนเงื่อนไขของโครงการด้านการป้องกัน แก้ไขปัญหา พัฒนาสังคม โดยไม่ขัดต่อนโยบายของรัฐบาล แผนสวัสดิการสังคม และกรณีขอโครงการเดิมต้องมีทุนอยู่แล้วบางส่วน

 

 

 

  • ด้านการส่งเสริมเครือข่ายอาสาสมัครผู้มีจิตอาสาเพื่อสังคม ได้แก่
  • อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) คืออาสาสมัครที่ปฏิบัติงานด้านต่างๆ ในชุมชนอยู่แล้วและสนใจเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เพื่อท้องถิ่นของตนเอง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีเป้าหมายในการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้มีอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทุกชุมชนในเขต เทศบาลนคร เทศบาลเมือง ชุมชน บ้านเอื้ออาทร และชุมชนบ้านมั่นคง มีกระจายอยู่ทั่วประเทศ
  • อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน (อผส.) เป็นการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนที่ขาดผู้ดูแล
    ถูกทอดทิ้ง ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ถูกละเลยเพิกเฉยและได้รับการดูแลไม่ถูกต้อง โดยให้การดูแลช่วยเหลือตามความจำเป็นและความต้องการของผู้สูงอายุอย่างทั่วถึง เท่าเทียม เพียงพอ และสม่ำเสมอ ให้ความรู้เรื่องต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้สูงอายุ ให้ความรู้แก่สมาชิกครอบครัว ประชาชนในชุมชน เพื่อให้การดูแลผู้สูงอายุอย่างถูกต้องเหมาะสม เป็นสื่อกลางในการนำ ประสาน ส่งต่อบริการสวัสดิการสังคมให้แก่ผู้สูงอายุ เป็นสื่อกลางในการประสานส่งต่อบริการสวัสดิการสังคมให้แก่ผู้ประสบปัญหาทุกข์ยากเดือดร้อน ผู้ด้อยโอกาสในชุมชน อผส. 1 คน ควรให้การดูแลผู้สูงอายุประมาณ 5 คน และดูแลผู้สูงอายุไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 2 วันติดต่อกันทุกสัปดาห์
  • อาสาสมัครพัฒนาสังคมช่วยเหลือคนพิการ (อพมก.) เป็นผู้ทำหน้าที่สำรวจและรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ การค้นหาคนพิการในชุมชน ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในชุมชน และส่งต่อคนพิการรับการช่วยเหลือที่จำเป็น
    จัดทำแผนบำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาคนพิการ รวมทั้งการทำแผนพัฒนาชุมชนในด้านการช่วยเหลือคนพิการ ช่วยเหลือคนพิการในชุมชนที่ตนรับผิดชอบ โดยรวบรวม สภาพปัญหาความต้องการของคนพิการและสร้างความคุ้นเคย แนะนำครอบครัวคนพิการ
    ในการดูแลฟื้นฟูและพัฒนาคนพิการ ขจัดสิ่งที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาและฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ จัดทำรายงานปฏิบัติงานเสนอต่อพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชัยนาท ทุกเดือน

7) การขึ้นทะเบียนองค์การสวัสดิการสังคมมีจานวนเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะองค์กรสวัสดิการชุมชน ซึ่งส่งผลให้องค์กรสวัสดิการชุมชนได้รับการสนับสนุนการดาเนินงานจากรัฐอย่างต่อเนื่อง: จังหวัดนครราชสีมามีองค์กรที่ขึ้นทะเบียนเป็นองค์กรสวัสดิการสังคม แบ่งเป็น องค์กรสาธารณประโยชน์ จำนวน 65 องค์กร และองค์กรสวัสดิการชุมชน จำนวน 79 องค์กร โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนต่างๆ ในการจัดทำกิจกรรม/โครงการด้านสวัสดิการสังคม ได้แก่ การคุ้มครองผู้ประสบปัญหาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นโครงการให้ความรู้เพื่อป้องกันและเฝ้าระวังปัญหาให้แก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย

 

ผลการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์สวัสดิการสังคมจังหวัด ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2556 - 2560)

แผนยุทธศาสตร์สวัสดิการสังคมจังหวัด ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2555-2559) กำหนดวิสัยทัศน์ “โคราช
เมืองน่าอยู่ เฟื่องฟูด้วยแรงภาคี มีสวัสดิการสังคมคุณภาพ ก้าวสู่ประชาคมอาเซียน” การขับเคลื่อนของแผนยุทธศาสตร์ประกอบด้วย 7 ยุทธศาสตร์ ได้แก่

1) ยุทธศาสตร์การสร้างและพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมคุณภาพ

2) ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนและสร้างเสริมพลังครอบครัว ชุมชนและสังคม สู่สวัสดิการสังคมคุณภาพ

3) ยุทธศาสตร์เสริมสร้างศูนย์ประสานงานสวัสดิการสังคมในชุมชน

4) ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพและบริการทางสังคม

5) ยุทธศาสตร์การส่งเสริมให้องค์กรสวัสดิการสังคมเข้าสู่ระบบกองทุนเพื่อสังคม

6) ยุทธศาสตร์ส่งเสริมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารให้ทั่วถึง

7) ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนระบบสวัสดิการสังคมไทยสู่ประชาคมอาเซียนและประชาคมโลก

 

ประเด็นสำคัญของผลการดำเนินงาน

1) การสร้างหลักประกันขั้นพื้นฐานและพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมคุณภาพ

ผลการดาเนินงานของแผนยุทธศาสตร์สวัสดิการสังคมจังหวัด ฉบับที่ 2 ที่สำคัญคือ

  • นโยบายเงินอุดหนุนผู้เลี้ยงดูเด็กแรกเกิดถึง 3 ปี จานวน 3,867 ราย รวมเป็นเงิน 11,184,000 บาท และยังมีขึ้นทะเบียนไว้ จานวน 1,833 คน โครงการเงินอุดหนุน 400 บาทต่อเดือนสาหรับเด็กแรกเกิด – 3 ปี (Cash Transfer) ปัจจุบันมีการเพิ่มเงินอุดหนุนจาก 400 บาท เป็น 600 บาทต่อเดือน ส่งผลให้ประชาชนที่อยู่ในสภาวะยากลาบากสามารถเข้าถึงสิทธิและบริการสวัสดิการสังคมของรัฐอย่างทั่วถึงเป็นธรรม
  • นโยบายสวัสดิการแบบถ้วนหน้าสำหรับคนพิการ ส่งผลให้คนพิการที่ขึ้นทะเบียนความพิการจานวน 64,765 คน(ณ วันที่ 31 ก.ค.59) สามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการคนพิการตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 โดยเฉพาะเบี้ยความพิการเดือนละ 800 บาท การเข้าถึงสิทธิด้านการศึกษา ด้านการฝึกอาชีพ การจ้างงานของสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไปต้องจ้างงานคนพิการ 1 คน สถานประกอบการที่จ้างงานคนพิการ จำนวน 128 แห่ง สถานที่ประกอบการที่จ่ายเงินสมทบ จำนวน 51 แห่ง การเข้าถึงระบบการฟื้นฟูสมรรถภาพทุกด้าน
  • การเข้าถึงกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ผู้สูงอายุที่อายุ 60 ปีที่ไม่มีสิทธิอื่นๆ สามารถเข้าถึงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแบบขั้นบันได (600-1,000 บาทต่อเดือน) และสมาชิกผู้สูงอายุจังหวัดนครราชสีมาขอกู้ยืมเงินไปประกอบอาชีพ จำนวน 207 ราย เป็นเงิน 5,413,300 บาท และได้ปิดบัญชีแล้ว จำนวน 56 ราย เป็นเงิน 2,601,350 บาท ยังคงเหลือลูกหนี้ค้างชาระ 151 ราย เป็นเงินจำนวน 2,811,950 บาท

 

2) การขับเคลื่อนและสร้างเสริมพลังครอบครัว ชุมชนและสังคม สู่สวัสดิการสังคมคุณภาพ

คุณภาพชีวิตของคนจังหวัดนครราชสีมา จำแนกตามหมวดและตัวชี้วัด (จากข้อมูล จปฐ.(เขตชนบท) และข้อมูลพื้นฐาน (เขตเมือง) และข้อมูลพื้นฐานระดับหมู่บ้าน (กชช.) จังหวัดนครราชสีมา, รายงานคุณภาพชีวิตประชาชนจังหวัดนครราชสีมา จากข้องมูลพื้นฐานการพัฒนาชนบทประจาปี 2559: สานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนครราชสีมา กรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย (2559)

หมวดที่ 1 สุขภาพดี (คนไทยมีสุขภาพและอนามัยดี) มี 7 ตัวชี้วัด (เรียงลาดับจากมากไปหาน้อย) ได้แก่

1) เด็กแรกเกิดไม่ได้กินนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนแรกติดต่อกัน ร้อยละ 7.45

2) คนอายุ 35 ปีขึ้นไป ไม่ได้รับการตรวจสุขภาพประจาปีเพื่อคัดกรองความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง ร้อยละ 2.43

3) คนในครัวเรือนไม่มีการใช้ยาเพื่อบำบัด บรรเทาอาการเจ็บป่วยเบื้องต้น ร้อยละ 0.90

4) ทุกคนในครัวเรือนกินอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ ไม่ปลอดภัย และไม่ได้มาตรฐาน ร้อยละ 0.90

5) เด็กแรกเกิดมีน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม ร้อยละ 0.61

6) คนอายุ 35 ปีขึ้นไป ไม่ได้ออกกาลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วันๆ ละ 30 นาที ร้อยละ 0.21

7) เด็กแรกเกิดถึง 12 ปี ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนปูองกันโรคครบตามตารางเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค
ร้อยละ 0.15

หมวดที่ 2 มีบ้านอาศัย (คนไทยมีบ้านอาศัยและสภาพแวดล้อมเหมาะสม) มี 8 ตัวชี้วัด ได้แก่

1) ครัวเรือนถูกรบกวนจากมลพิษ ร้อยละ 1.06

2) ครัวเรือนมีการจัดบ้านเรือนไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาด ถูกสุขลักษณะ ร้อยละ 0.73

3) ครัวเรือนไม่มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย และบ้านมีสภาพไม่คงทนถาวร ร้อยละ 0.71

4) ครัวเรือนมีน้ำใช้ไม่เพียงพอตลอดปี ร้อยละ 0.71

5) ครัวเรือนไม่มีการป้องกันอุบัติภัยอย่างถูกวิธี ร้อยละ 0.70

6) ครอบครัวไม่มีความอบอุ่น ร้อยละ 0.68

7) ครัวเรือนมีน้ำสะอาดสำหรับดื่มและบริโภคไม่เพียงพอตลอดปี ร้อยละ 0.68

8) ครัวเรือนไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ร้อยละ 0.66

 

หมวดที่ 3 ฝักใฝ่การศึกษา (คนไทยมีการศึกษาที่เหมาะสม) มี 5 ตัวชี้วัด ได้แก่

1) เด็กจบการศึกษาบังคับ 9 ปี ที่ไม่ได้เรียนต่อและยังไม่มีงานทำ ยังไม่ได้รับการฝึกอบรมด้านอาชีพร้อยละ 22.43

2) เด็กจบชั้น ม.3 ไม่ได้เรียนต่อชั้น ม.4 หรือเทียบเท่า ร้อยละ 1.62

3) เด็กอายุ 3 - 5 ปีเต็ม ไม่ได้รับบริการเลี้ยงดูเตรียมความพร้อมก่อนวัยเรียน ร้อยละ 0.17

4) คนอายุ 15 – 60 ปีเต็ม อ่าน เขียนภาษาไทย และคิดเลขอย่างง่ายไม่ได้ ร้อยละ 0.11

5) เด็กอายุ 6 – 14 ปี ไม่ได้รับการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี ร้อยละ 0.08

 

 

หมวดที่ 4 รายได้ก้าวหน้า (คนไทยมีงานทาและมีรายได้) มี 4 ตัวชี้วัด ได้แก่

1) คนอายุมากกว่า 60 ปีเต็มขึ้นไป ไม่มีอาชีพและรายได้ ร้อยละ 4.50

2) ครัวเรือนไม่มีการเก็บออมเงิน ร้อยละ 2.27

3) คนอายุ 15 – 60 ปีเต็ม ไม่มีอาชีพและมีรายได้ ร้อยละ 1.97

4) คนในครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ยน้อยกว่าคนละ 30,000 บาทต่อปี ร้อยละ 0.24

 

หมวดที่ 5 ปลูกฝังค่านิยมไทย (คนไทยประพฤติดีและมีคุณธรรม) มี 6 ตัวชี้วัด ได้แก่

1) คนในครัวเรือนสูบบุหรี่ ร้อยละ 7.02

2) คนในครัวเรือนดื่มสุรา (ยกเว้นการดื่มเป็นครั้งคราวฯ) ร้อยละ 5.88

3) คนในครัวเรือนไม่มีส่วนร่วมทากิจกรรมสาธารณะเพื่อประโยชน์ของชุมชน ร้อยละ 1.00

4) คนอายุ 6 ปีขึ้นไป ไม่ปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ร้อยละ 0.46

5) คนพิการ ไม่ได้รับการดูแลจากคนในครัวเรือน หมู่บ้าน/ชุมชน หรือภาครัฐ ร้อยละ 0.22

6) คนสูงอายุ ไม่ได้รับการดูแลจากคนในครัวเรือน หมู่บ้าน/ชุมชน หรือภาครัฐ ร้อยละ 0.03  

 

3) เสริมสร้างศูนย์ประสานงานสวัสดิการสังคมในชุมชน

ผลการดาเนินงานในแผนฯ นี้พบว่า ยังไม่บรรลุตัวชี้วัดและแผนยุทธศาสตร์ที่ 3 การเสริมสร้างศูนย์ประสานงานสวัสดิการสังคมในชุมชน อย่างไรก็ตามได้มีความพยายามดำเนินการในรูปของโครงการแผนที่ทางสังคม (Social Map) ในรูปของโปรแกรมประยุกต์ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS Application) นำร่อง
ใน 32 อำเภอ โดยพัฒนาเป็นต้นแบบสารสนเทศภูมิศาสตร์สาหรับผู้บริหารในรูปแบบศูนย์ปฏิบัติการจังหวัด รวมทั้งพัฒนาต้นแบบระบบแจ้งข้อมูลข่าวสารผ่านโทรศัพท์มือถือ (Mobile Application : Android)
การรายงานวิเคราะห์สถานการณ์ทางสังคมเชิงพื้นที่จากระบบฐานข้อมูลแผนที่ทางสังคม

 

4) การพัฒนาคุณภาพและบริการทางสังคม

ผลการดาเนินงานในแผนฯ นี้ มีการเชื่อมโยงให้หน่วยงานระดับพื้นที่ เช่นกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้ามาร่วมทำโครงการในระดับตำบลภายใต้โครงการตำบลต้นแบบเพื่อการพัฒนาสังคมและสวัสดิการ โดยครอบคลุมตำบลนำร่อง 2 ตำบล คือ ตำบลปิง และตำบลดอนชมพู อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา จุดเด่น คือการ
บูรณาการประเด็นด้านผู้สูงอายุ ด้านปัญหายาเสพติด การป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรง การป้องกันการตั้งครรภ์ในโรงเรียน การจัดกิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน โครงการด้านการเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงระดับพื้นที่โครงการนี้ได้รับความสนใจในระดับพื้นที่เป็นอย่างมาก

 

5) การส่งเสริมให้องค์กรสวัสดิการสังคมเข้าสู่ระบบกองทุนเพื่อสังคม

การส่งเสริมให้องค์กรต่างๆ ที่ดำเนินงานด้านสวัสดิการสังคมได้ขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย องค์กรสาธารณประโยชน์ องค์กรสวัสดิการชุมชนมีการจดทะเบียนเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ องค์กรสวัสดิการชุมชน ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ.2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2)
พ.ศ.2550 ตั้งแต่ปี 2548-2558 มีการรับรององค์กรสาธารณประโยชน์ทั้งสิ้น 44 องค์กร และคาดว่า
เมื่อสิ้นปีงบประมาณ 2559 จะมีการรับรององค์กรสาธารณประโยชน์ประมาณ 15 องค์กร ขณะที่องค์กรสวัสดิการชุมชนตั้งแต่ปีงบประมาณ 2551-2558 มีการรับรององค์กรสวัสดิการชุมชนรวมทั้งสิ้น 61 องค์กร และคาดว่าเมื่อสิ้นปีงบประมาณ 2559 จะมีการรับรององค์กรสวัสดิการชุมชนประมาณ 20 องค์กร รวมทั้งการเปิดโอกาสให้องค์กรภาคเอกชนในต่างประเทศได้รับรองเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ด้วย

 

6) ส่งเสริมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารให้ทั่วถึง

ผลการดำเนินงานที่สำคัญในแผนยุทธศาสตร์สวัสดิการสังคมจังหวัด ฉบับที่ 2 คือ ปี 2555 มีการบังคับใช้พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.2540 ส่งผลให้ประชาชนมีโอกาสกว้างขวางในการได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆ ของรัฐเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อที่ประชาชนจะสามารถแสดงความคิดเห็นและใช้สิทธิทางการเมืองได้โดยถูกต้องกับความจริง อันเป็นการส่งเสริมให้มีความเป็นรัฐบาลโดยประชาชนมากยิ่งขึ้นสมควรกำหนดให้ประชาชนมีสิทธิได้รู้ข้อมูลข่าวสารของราชการ รวมทั้งมีโครงการให้ความรู้สวัสดิการสังคมแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้อสังเกต ปัจจุบันมีประชาชนให้ความสนใจและเข้าสู่กระบวนการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางราชการ เนื่องจากกฎหมายจะมีผลการบังคับใช้อย่างจริงจัง ซึ่งจะส่งผลดีต่อประชาชนที่จะทำให้ประชาชนมีหลักประกันการรับบริการอย่างมีคุณภาพมากขึ้น

 

7) การขับเคลื่อนระบบสวัสดิการสังคมไทยสู่ประชาคมอาเซียนและประชาคมโลก

ผลการดำเนินงานของแผนยุทธศาสตร์สวัสดิการสังคมจังหวัด ฉบับที่ 2 พบว่า ผลการดำเนินงานโครงการสนับสนุนการดำเนินงานภาคีความร่วมมือระหว่างผู้ปฏิบัติงาน นักการศึกษาและสถาบันการศึกษาด้านสังคมสงเคราะห์ในจังหวัด โดยได้นาการรับรอง “ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการเสริมสร้างความเข้มแข็ง
ทางมาตรการคุ้มครองทางสังคม” รับรองโดยผู้นาอาเซียนในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 23 พ.ศ. 2556 นำแนวทางมาปฏิบัติงาน

 

8) ภาพรวมการดำเนินงานของแผนยุทธศาสตร์สวัสดิการสังคมจังหวัด ฉบับที่ 2 ประกอบด้วย

  • ยุทธศาสตร์การสร้างและพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมคุณภาพ
  • ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนและสร้างเสริมพลังครอบครัว ชุมชนและสังคม สู่สวัสดิการสังคมคุณภาพ
  • ยุทธศาสตร์เสริมสร้างศูนย์ประสานงานสวัสดิการสังคมในชุมชน
  • ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพและบริการทางสังคม
  • ยุทธศาสตร์การส่งเสริมให้องค์กรสวัสดิการสังคมเข้าสู่ระบบกองทุนเพื่อสังคม
  • ยุทธศาสตร์ส่งเสริมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารให้ทั่วถึง
  • ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนระบบสวัสดิการสังคมไทยสู่ประชาคมอาเซียนและประชาคมโลก

ภาพรวมการดำเนินงานของแผนยุทธศาสตร์สวัสดิการสังคมจังหวัด ฉบับที่ 2 พบว่า สถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่มั่นคงส่งผลให้คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ (ก.ส.ค.) มีการรับรองแผนฯ ล่าช้า โดยผ่านการรับรองแผนฯ ในครึ่งหลัง เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2557 โดยจังหวัดได้ดำเนินการตามแผนฯ ล่าช้า มีการดำเนินงานยุทธศาสตร์ที่มีการดำเนินงานมากที่สุด คือ ยุทธศาสตร์ที่ 8.1, 8.3, 8.4, 8.5
ซึ่งมีทั้งหมด 4 โครงการ ได้แก่  1) โครงการแผนที่ทางสังคม 2) โครงการตำบลต้นแบบเพื่อการพัฒนาทางสังคมและสวัสดิการ 3) โครงการพัฒนางานสังคมสงเคราะห์ และ 4) โครงการให้ความรู้สวัสดิการสังคมแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

 

ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญในการจัดทายุทธศาสตร์การจัดสวัสดิการสังคมจังหวัด ฉบับที่ 3
(พ.ศ. 2560-2564)

1) การปลูกฝังจิตสานึก สร้างความเข้าใจ ให้ความรู้แก่ผู้มีอำนาจหน้าที่ในภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในทุกภาคส่วน และควรมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายโดยการควบคุมติดตามการปฏิบัติงานของผู้มีอำนาจหน้าที่อย่างเคร่งคัด การสนับสนุนงบประมาณ บุคลากร เครื่องมือฯ ให้หน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่นั้นๆ อย่างเพียงพอ และการสร้างแรงจูงใจแก่ประชาชนและ ผู้ที่ปฏิบัติงานอย่าง
เป็นธรรม รวมถึงยกย่องเชิดชูให้แก่ประชาชนและผู้ปฏิบัติหน้าที่

2) ส่งเสริมท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทในการจัดสวัสดิการสังคม เช่น การดาเนินกิจกรรมด้านครอบครัว การดูแลผู้ด้อยโอกาสทั้งการดาเนินการและงบประมาณ โดยรัฐจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมระหว่างประชาชนและท้องถิ่น เพื่อให้เกิดพื้นที่แหล่งอาหารและแหล่งทุนตำบลในรูปแบบของ “หนึ่งตำบล หนึ่งฟาร์ม” โดยเป็นงานที่มีความเกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นต้น

3) การดำเนินการจัดทาฐานข้อมูลประชากรกลุ่มเป้าหมายที่ต้องจัดสวัสดิการสังคม ทั้งภาพรวมและเชิงลึกเจาะกลุ่มเป้าหมาย เพื่อประโยชน์ในการกำหนดแผน เป้าหมาย การจัดสวัสดิการที่เหมาะสมเพียงพอ การมีฐานข้อมูลด้านสังคมที่ทันสมัยเป็นปัจจุบัน สาหรับใช้ในการดำเนินงาน ซึ่งควรให้ความสำคัญกับการจัดทำฐานข้อมูลผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการ สวัสดิการชุมชน ให้ทั่วถึง ครอบคลุม ให้เข้าถึงสิทธิ และควรขยายผลการจัดทำ และพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศในรูปแบบแผนที่ทางสังคมให้ครอบคลุมทุกอำเภอ

4) การรับรองมาตรฐานการปฏิบัติงานอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.)ให้เป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน ควรส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพและอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยจัดให้มีการประชุมจัดทำแผนการดำเนินงานเพื่อพัฒนาความเชี่ยวชาญนั้นๆ และถ่ายทอด
องค์ความรู้ให้อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สามารถปฏิบัติงานได้ตามระเบียบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าด้วยอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พ.ศ.2557 

5) การจัดทำแผนจัดสวัสดิการสังคมไทย ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2560 -2564) ควรจัดให้มีเครือข่ายอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ในสถานศึกษาทั้งในระดับตาบล/ ชุมชน การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการพัฒนาสังคม ส่งเสริมให้กลุ่มจิตอาสาในทุกชุมชนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมให้ทั่งถึงกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เด็กและเยาวชน สตรีและครอบครัว คนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส เกษตรกร
ผู้ยากจน และสร้างเสริมรายได้ในการประกอบอาชีพให้ครอบคลุมทั้งจังหวัด และควรส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการสังคม เช่น เข้ามาเป็นสมาชิกในสภาเด็กและเยาวชน โดยร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานการจัดสวัสดิการในแต่ละตำบล/ชุมชน และควรมีมาตรการในการควบคุมสื่อและสิ่งพิมพ์ต่างๆ เนื่องจากสื่อเป็นแรกที่เยาวชนเข้าถึงและเป็นสิ่งจูงให้เยาวชนหลงผิดได้ง่าย

6) จังหวัดควรส่งเสริมมีการให้ความสำคัญและมีนโยบายเร่งด่วน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมในด้านต่างๆ และเพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการสังคม รัฐบาลควรสนับสนุนงบประมาณให้เพียงพอ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถดำเนินงานได้ตามวัตถุประสงค์ และควรมีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและเพิ่มงบประมาณให้กับกลุ่มองค์กร เพื่อใช้จัดสวัสดิการให้กับกลุ่มเป้าหมาย

7) ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยใช้พื้นที่ชุมชนเป็นที่ตั้งและการใช้อาสาสมัคร
ทุกหน่วยงานเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาคนในชุมชน อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นต้น เพื่อให้เกิดเวทีการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการรับฟังความคิดเห็นในเรื่องสวัสดิการสังคม ใช้เงินหรืองบประมาณในส่วนของการจัดสวัสดิการสังคมมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนในชุมชน ครอบครัวชุมชน ตลอดจนชุมชน ให้เกิดความเข้มแข็งให้สามารถอยู่ได้โดยพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนต่อไป

8) ควรให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์เผยแพร่การปฏิบัติงานตามยุทธศาสตร์ในทุกช่องทางการสื่อสารอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง การให้ความรู้ ความเข้าใจให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการให้ความรู้ความเข้าใจในสิทธิ ที่ชัดเจนทั่วถึงแก่ประชาชน และเปิดโอกาสแก่คนทุกระดับ ที่มีจิตอาสาเพื่อพัฒนาชุมชน รวมถึงการจัดสวัสดิการให้กับอาสาสมัครทุกประเภท

9) ให้องค์กรปกครองท้องถิ่นมีการจัดทำฐานข้อมูลร่วมกัน โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาคีภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความซ้ำซ้อนด้านการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ และควรมีการบูรณาการช่วยเหลือทางสังคมจากทุกภาคส่วน และส่งเสริมให้มีการระดมทุน

10) ควรมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ข้อบังคับให้เอื้อต่อการดำเนินงานจัดสวัสดิการขุมชน โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมีการจัดทำข้อมูลที่เป็นเอกสารเผยแพร่และปรับปรุงให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง

11) ควรสนับสนุนให้ชุมชน ท้องถิ่น สามารถจัดสวัสดิการชุมชนได้ด้วยตนเอง และส่งเสริมให้เกิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และถ่ายทอดภูมิปัญญา (KM) ของภูมิปัญญาท้องถิ่นแก่บุคคลรุ่นต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และเป็นรูปธรรม

12) ควรกำหนดโซนพื้นที่ที่เสี่ยงภัย การดูแลอย่างเข้มงวด จัดทามาตรฐานการดำเนินงานด้านสวัสดิการสังคมเพื่อเป็นแนวทางในการดาเนินงาน และตั้งศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายให้กับผู้ด้อยโอกาสและให้ความรู้ด้านกฎหมายกับประชาชนอย่างทั่วถึง

Read 266 times Last modified on 23/05/2018

Leave a comment

Make sure you enter all the required information, indicated by an asterisk (*). HTML code is not allowed.