FSRU จ.ชลบุรี

FSRU จ.ชลบุรี (11)

ภัยพอบัติต่างๆในจังหวัดชลบุรี

ภัยแล้ง

ภัยที่เกิดจากการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นเวลานาน จนก่อให้เกิดความแห้งแล้ง และส่งผลกระทบต่อชุมชน 2. สาเหตุของการเกิดภัยแล้งมีอะไรบ้าง สำหรับภัยแล้งในประเทศไทย ส่วนใหญ่เกิดจากฝนแล้งและทิ้งช่วง ซึ่งฝนแล้งเป็นภาวะปริมาณฝนตกน้อยกว่าปกติหรือฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล

น้ำท่วมจากฝนตกหนัก (Rainwater floods)

เมื่อฝนตกหนักติดต่อกันจนผิวดินชุ่มไปด้วยน้ำและระดับน้ำใต้ดินก็สูงขึ้น จนเกิดน้ำท่วมขัง

คลื่นพายุซัดฝั่ง (Storm surge floods)

ที่เกิดจากพายุซัดฝั่งได้แก่ คลื่นทะเลที่เกิดขึ้นเมื่อพายุหมุนเขตร้อน (Tropical Cyclones)

เคลื่อนตัวขึ้นฝั่ง ทำให้เกิดคลื่นจากทะเลขนาดใหญ่กระทบเข้าสู่ฝั่งเป็นอันตรายแก่ชุมชนที่อยู่ตามชายฝั่ง

 

การสื่อสารและเชื่อมโยงข้อมูล

  1. สถานีวิทยุ จำนวน 2  สถานี  ได้แก่  สถานีวิทยุกระจายเสียงจากทหารเรือ (สทร. 5) พัทยา ตั้งอยู่บนเขาพระตำหนัก  และสถานีวิทยุองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย  (อ.ส.ม.ท.) พัทยา  ตั้งอยู่ซอยสุเหร่าต้นกระบกบริเวณถนนสุขุมวิท  กม.ที่  142 + 420
  2. โทรทัศน์ทางสายเคเบิ้ล จำนวน  4  แห่ง  คือ  เอสทีวี (โสภณเคเบิ้ลทีวี) ,  บีทีวี (บางละมุ งเคเบิ้ลทีวี)      จอมเทียนเคเบิ้ลทีวี  และทิพย์มณีเคเบิ้ลทีวี
  3. ไปรษณีย์โทรเลข จำนวน  4  แห่ง
  4. ที่ทำการไปรษณีย์พัทยา ซ.ไปรษณีย์  พัทยาใต้
  5. ที่ทำการไปรษณีย์จอมเทียน
  6. ที่ทำการไปรษณีย์บางละมุง ถ.สว่างฟ้าพฤฒาราม ต.นาเกลือ
  7. ที่ทำการไปรษณีย์เกาะล้าน

 

  1. โทรศัพท์

​          4.1 จำนวนโทรศัพท์ส่วนบุคคล              30,019          หมายเลข    

                   - ส่วนราชการ                            397               หมายเลข

                   - บ้าน                                      17,574          หมายเลข

                   - ธุรกิจ                                     11,881          หมายเลข

          4.2 โทรศัพท์สาธารณะ                            1,180           หมายเลข

          4.3 จำนวนชุมสายโทรศัพท์                           87           ชุมสาย          

(ที่มา : สำนักงานบริการโทรศัพท์พัทยา และบริษัท ทศท คอร์เปอเรชั่น ณ  กุมภาพันธ์  2560)

  1. ศูนย์โทรคมนาคม มีจำนวน  1  แห่ง คือ

สำนักงานบริการลูกค้า กสท. ตะวันออก ที่อยู่ 124 หมู่ 10  ถ.พัทยาใต้  ต.หนองปรือ  อ.บางละมุง     จ.ชลบุรี  20150  เวลาทำการ จันทร์ - ศุกร์  08.30 - 16.30 น. โทร. 033-004001-10 โทรสาร. 033-004001-10         ต่อ 4255

  1. สื่อสารมวลชนในพื้นที่ เช่น หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น     จำนวน    15    ฉบับ ได้แก่

                   6.1  พัทยานิวส์                                        6.9  พัทยาโพสต์

                   6.2  สื่อตะวันออก                                      6.10 พัทยาเมล์

                   6.3  นานาผู้นำ                                         6.11 พัทยาดอทคอม

                   6.4  สยาม                                              6.12 พัทยาทูเดย์

                   6.5  ข่าวเด็ด                                           6.13 อัคนีเทวะฮอตนิวส์

                   6.6  พัทยาไทม์                                         6.14 FARANG

                   6.7  พัทยาพีเพิล                                       6.15 พัทยาเพลส

                   6.8  พัทยาวิชั่น

 

  1. ระบบเสียงตามสาย (บริเวณชายหาดจอมเทียน) จำนวน  1  แห่ง

 

  1. หน่วยงานที่มีข่ายวิทยุสื่อสารในพื้นที่ คือ

8.1   จังหวัดชลบุรี  (ศูนย์ทานตะวัน)                          

8.2   อำเภอบางละมุง (ราชสีห์, อำเภอ)                     

8.3      เมืองพัทยา  (สีคราม)                                      

8.4      อ.ป.พ.ร. อำเภอบางละมุง  (ศูนย์ชัยพฤกษ์)            

8.5      สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา                          

8.6      สถานีตำรวจภูธรอำเภอบางละมุง  (บางละมุง)      

8.7      ตำรวจท่องเที่ยวพัทยา                               

8.8      ตำรวจน้ำพัทยา                                       

8.9   ตำรวจทางหลวงพัทยา                                   

8.10  ศูนย์สว่างบริบูรณ์ (สว่าง)                                    

8.11  เทศกิจพัทยา (ยศศักดิ์)                                  

8.12  เจ้าท่าพัทยา                                             

8.13  ศูนย์ดงตาล (ดงตาล)                           

 

 

พลังงานชุมชนและการจัดการ

การผลิตนําส้มควันไม้ ลดต้นทุนการผลิต ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

 

 

 

 

 

 

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างจิตสำนึกและมีความตระหนักถึงการ ลด ละ เลิก การใช้ปุ๋ยเคมีและยากำจัดศัตรูพืชโดยหันมาทำการเกษตรแบบปลอดสารพิษ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง รวมไปถึงเพื่อให้เกษตรกรมีความรู้การผลิตน้ำส้มควันไม้ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางด้านการเกษตร ในการป้องกันแมลง เชื้อราชนิดต่างๆ รวมถึงการเร่งการเจริญเติบโตของต้นพืช และให้เกษตรกรสามารถประกอบเตาเผาถ่านจากถัง 200 ลิตร ไว้ใช้ในครัวเรือน เพื่อลดต้นทุนการผลิตในภาคการเกษตร โดยที่กลุ่มเป้าหมายของโครงการฯนี้ คือ ผู้แทนเกษตรกรในจังหวัดชลบุรี และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จำนวนทั้งหมด 300 คน

น้ำส้มควันไม้ หรือน้ำวู้ดเวเนการ์ เป็นผลิตผลหนึ่งที่ได้จากการเผาถ่าน ปริมาณน้ำส้มควันไม้ในการเผาถ่านแต่ละครั้ง โดยทั่วไป ไม้สดที่ตัดทิ้งไว้ประมาณ 3 – 14 วัน ก่อนนำเข้าเตา หนัก 100 กิโลกรัม ผลผลิตที่จากการเผา จะได้ถ่านประมาณ 25 กิโลกรัม และได้น้ำส้มควันไม้ดิบ ประมาณ 8 กิโลกรัม น้ำส้มไม้ดิบที่ได้นี้ถ้าจะให้มีคุณภาพดีจะต้องทำการแยกเอาสารเจือปนอื่นๆออกก่อน โดยจะต้องนำไปเก็บไว้ในภาชนะที่ไม่ใช่โลหะ แล้วปล่อยให้ตกตะกอน ทิ้งไว้ประมาณ 1 – 2 เดือน ส่วนประโยชน์ของน้ำส้มควันไม้ คือ ใช้ในการป้องกันแมลงศัตรูพืชในพืชผัก และช่วยเพิ่มปริมาณรสชาติของผลไม้ และกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชได้ดี


    

 

ศิลปะวัฒนธรรม ประเพณี และ ศาสนา

ศิลปะวัฒนธรรมประเพณี

งานเทศกาลวันไหล

 

พอถึงเดือนเมษายน อากาศในเมืองไทยก็ยิ่งร้อนขึ้น แต่คนโบราณนั้นเข้าใจคิดประเพณีสงกรานต์ไว้คลายร้อน และถือเป็นวันปีใหม่ของไทย ประเพณีสงกรานต์ในภาคกลาง มักจะเล่นกันระหว่างวันที่ 13-14-15 ของเดือนเมษายน ส่วนในภาคตะวันออกนั้นจะแตกต่างจากที่อื่นคือ จะเริ่มเล่นสาดน้ำกันประมาณวันที่ 16 หรือ 17-18-19 เมษายน โดยเรียกกันว่า "วันไหล" สำหรับเมืองพัทยา ได้กำหนดจัดงานวันไหลในวันที่ 19 เมษายน ของทุกปี โดยมีกิจกรรมต่างๆ เช่น พิธีรดน้ำดำหัว ขบวนแห่วันไหล การสาดน้ำกันอย่างสนุกสนานของประชาชน และ นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยชาวต่างประเทศ เป็นต้น

งานเทศกาลพัทยา

จัดขึ้นประมาณกลางเดือนเมษายนของทุกปี เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว และ เผยแพร่ชื่อเสียงของเมืองพัทยา มีการจัดขบวนแห่ที่ประดับด้วยดอกไม้ที่สวยงาม การประกวดนางงามพัทยา การแข่งขันกีฬาพื้นบ้านไทย แข่งขันกีฬาทางน้ำ การประกวดก่อปราสาททราย การจุดพลุ และดอกไม้ไฟที่ริมทะเล การแสดงศิลปวัฒนธรรมนิทรรศการและการจำหน่ายสินค้าที่ระลึก

งานประเพณีกองข้าว

อำเภอศรีราชา เป็นประเพณีอันเก่าแก่ของชาวเมืองชลบุรี ปัจจุบันมีที่อำเภอศรีราชา ที่ยังคงรักษาประเพณีนี้อยู่ โดยจัดให้มีขึ้นเป็นประจำทุกวันที่ 19-21 เดือน เมษายน ของทุกปี สถานที่จัดอยู่บริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลตำบลศรีราชา และที่บริเวณเกาะลอยศรีราชากิจกรรมของงานจะ ประกอบไปด้วยการจัดขบวนแห่ที่นำโดยกลุ่มผู้เฒ่าผู้แก่และหน่วยงานต่าง ๆ ที่แต่งกายด้วยชุดไทยประจำบ้านเข้าร่วมขบวน พิธีบวงสรวงและเซ่นสังเวยผี การสาธิต ประเพณีกองข้าว การละเล่นพื้นบ้านการสาธิตและจำหน่ายขนมพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง เป็นต้น

งานบุญกลางบ้านและเครื่องจักสานพนัสนิคม

งานบุญกลางบ้านและเครื่องจักสานพนัสนิคม เป็นงานประเพณีที่สืบทอดกันมาช้านานของชาวอำเภอพนัสนิคม ซึ่งจะจัดขึ้นในราวเดือน 3-6 (ไทย) โดยผู้เฒ่าหรือชาวบ้านที่เป็นที่นับถือจะเป็นผู้กำหนดวันทำบุญและทำพิธีสะเดาะเคราะห์ เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของชาวบ้าน หลังพิธี สงฆ์จะมีการรับประทานอาหารร่วมกันและมีการละเล่นพื้นบ้าน

งานประเพณีวิ่งควาย

เป็นประเพณีเก่าแก่ของจังหวัดชลบุรี จัดขึ้นเดือนตุลาคมของทุกปี นอกจากที่จัดที่อำเภอชลบุรีแล้วยังมีการจัดในช่วงเวลาใกล้เคียงกันในอำเภอบ้านบึง อำเภอหนองใหญ่ ในวันงานชาวไร่ ชาวนาจะตกแต่งควายของตนอย่างสวยงามด้วยผ้าแพรสีต่างๆ และนำควายมาชุมนุมกันที่บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัด มีการแข่งขันวิ่งควาย ประกวดสุขภาพควาย ประกวดการตกแต่งควาย ประกวดนางงาม "น้องนางบ้านนา" เป็นต้น

 

สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดชลบุรี

1. สวนสัตว์เปิดเขาเขียว

สวนสัตว์เปิดเขาเขียว เป็นป่าแห่งเดียวของชลบุรี ดำเนินงานโดยองค์การสวนสัตว์ นักท่องเที่ยวจะได้ชมสัตว์มากถึง 300 ชนิด ทั้งสัตว์ของไทยและจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นช้าง กระทิง วัวแดง ฮิปโปโปเตมัส ชะนี ค่าง  ลิงลม (นางอาย) ม้าลาย ยีราฟ นกกระจอกเทศ ไฮยีน่า เสือ สิงโต กวางดาว ละมั่ง แพะภูเขา เลียงผา หมี นกยูง นกกระเรียน นกเงือก ฯลฯ ซึ่งสัตว์ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่กว้างขวาง มีการจัดสภาพแวดล้อมให้เป็นธรรมชาติเหมาะแก่อุปนิสัยของสัตว์นั้น ๆ และสามารถให้นักท่องเที่ยวเดินชมได้อย่างใกล้ชิด แต่ก็ยังมีบางส่วนอยู่ในกรงเพื่อกันการหลบหนี และเพื่อความปลอดภัยของตัวนักท่องเที่ยวเอง

ที่ตั้ง : บริเวณเชิงเขาเขียว ห่างจากตัวเมืองศรีราชาเข้าไป 25 กิโลเมตร

 การเดินทาง

          - รถยนต์ส่วนตัว จากถนนสุขุมวิทบริเวณตลาดบางพระ เดินทางไปตามป้ายบอกทางสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ที่มีอยู่อย่างชัดเจนเป็นระยะ ๆ ถนนจะลัดเลาะไปตามขอบอ่างเก็บน้ำบางพระ ผ่านสนามกอล์ฟบางพระ ขึ้นสะพานข้ามทางหลวงหมายเลข 7 (กรุงเทพฯ-พัทยา) จากนั้นตรงต่อไปอีก 7 กิโลเมตร จนถึงปากทางเข้าสวนสัตว์ สามารถขับรถวนภายในสวนสัตว์ และจอดแวะชมตามจุดต่าง ๆ ได้โดยสะดวก

          - รถสองแถว คิวอยู่ในถนนไปอ่างเก็บน้ำบางพระ ตรงข้ามศาลเจ้า จะรอให้คนเต็มหรือจะเหมาไปก็ได้

 เวลาทำการ : ทุกวัน เวลา 08.00-18.00 น.

  ติดต่อ : โทร. 038 318 444 หรือ เว็บไซต์ kkopenzoo,  เฟซบุ๊ก สวนสัตว์เปิดเขาเขียว Khao Kheow Open Zoo

2. หาดบางแสน

 

หาดบางแสน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวไทยมาช้านาน มีถนนตัดเลียบหาดเคียงคู่ไปกับทิวมะพร้าว ถัดเข้าไปมีร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก และที่พักเรียงรายอยู่จำนวนมาก นักท่องเที่ยวนิยมไปนั่งพักผ่อนชมทิวทัศน์ทะเลกันบนเก้าอี้ผ้าใบบนชายหาด พร้อมมีบริการห่วงยางให้เช่าว่ายน้ำ มีเรือบานาน่าโบ๊ท จักรยานให้เช่า และห้องอาบน้ำจืด ทุกวันหยุดหาดบางแสนจะคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นชายหาดขนาดใหญ่ที่ใกล้กรุงเทพฯ มากที่สุด จึงสามารถเดินทางแบบไปเช้า-เย็นกลับได้

ที่ตั้ง : อยู่ห่างจากตัวเมืองชลบุรี 14 กิโลเมตร ที่ตำบลแสนสุข แยกขวาจากถนนสุขุมวิท ตรงหลักกิโลเมตร 104 เข้าไปอีกประมาณ 3 กิโลเมตร

การเดินทาง : ถ้าไม่มีรถยนต์ส่วนตัว สามารถขึ้นรถสองแถวได้ที่ตลาดหนองมนเข้าสู่หาดบางแสน มีรถวิ่งตลอดวัน

3.เขาสามมุข

เขาสามมุข เป็นจุดท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงควบคู่กับหาดบางแสน เป็นทั้งที่ตั้งของศาลเจ้าแม่สามมุขอันศักดิ์สิทธิ์ และเป็นจุดชมวิวบนยอดเขาสูงที่มีฝูงลิงอาศัยอยู่จำนวนมาก และชอบออกมาอวดโฉมเพื่อขออาหารกันอยู่ตลอดวัน ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่ไปเล่นน้ำที่หาดบางแสน ก่อนกลับบ้านมักจะแวะเที่ยวที่นี่เช่นกัน อีกทั้งยังเป็นบริเวณที่มีร้านอาหารทะเลอร่อย ๆ อยู่หลายร้าน

ที่ตั้ง : อยู่บริเวณแหลมสามมุข จากอ่างศิลาไปตามทางหลวงหมายเลข 3134 อีกราว 3 กิโลเมตร พบป้ายบอกทางไปเขาสามมุข เลี้ยวขวาไปตามป้ายอีก 1 กิโลเมตร จนถึงศาลเจ้าแม่สามมุข หรือถ้ามาจากหาดบางแสน ใช้ถนนเส้นเลียบหาดมุ่งตรงสู่แหลมแท่น จะมีป้ายบอกทางไปตลอด ห่างจากหาดบางแสนราว ๆ 2 กิโลเมตร

 การเดินทาง : เขาสามมุขไม่มีรถสองแถวผ่าน จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีรถยนต์ส่วนตัวเป็นหลัก หรือไม่ต้องเช่ารถสองแถวจากตลาดหนองมนให้ไปส่ง แล้วรอรับกลับก็ได้

4.สวนเสือศรีราชา

 

 

สวนเสือศรีราชา (Sriracha Tiger Zoo) เป็นสถานที่จัดแสดงเสือโคร่งพันธุ์เบงกอลกว่า 200 ตัว รวมทั้งยังมีจระเข้อีกกว่า 100,000 ตัว และสัตว์อื่น ๆ อีกนานาชนิด นักท่องเที่ยวจะได้ชมการอยู่ร่วมกันของเสือกับหมูและสุนัข มีการแสดงจับจระเข้ การแสดงหมูวิ่งแข่ง ราชินีแมงป่อง ฯลฯ สวนเสือศรีราชาจัดตั้งขึ้นบนพื้นที่กว่า 250 ไร่ เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2540 โดยดำเนินงานอย่างมีมาตรฐานเพื่อพัฒนาพันธุ์สัตว์ อีกทั้งแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และนันทนาการ พร้อมให้ความรู้กับนักท่องเที่ยวที่มาเยือน

ที่ตั้ง : เลขที่ 341 หมู่ 3 กิโลเมตร 20 ทางหลวงสาย 7 (ชลบุรี-พัทยาสายใหม่) ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา การเดินทาง : อยู่ห่างจากตลาดศรีราชา (ทางไปโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา) ไปตามทางหลวงหมายเลข 3241 ประมาณ 10 กิโลเมตร

 เวลาทำการ : เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น.

 ค่าเข้าชม : ชาวไทย ผู้ใหญ่ 200 บาท (ส่วนสูง 140 เซนติเมตรขึ้นไป) เด็ก 100 บาท (ส่วนสูง 100-140 เซนติเมตร) และส่วนสูงไม่เกิน 100 เซนติเมตร เข้าชมฟรี และชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 450 บาท (ส่วนสูง 140 เซนติเมตรขึ้นไป) เด็ก 250 บาท (ส่วนสูง 100-140 เซนติเมตร) และส่วนสูงไม่เกิน 100 เซนติเมตร เข้าชมฟรี

ติดต่อ : โทร. 038 296 556-8, 038 339 111, 038 339 517, 038 338 884 หรือเว็บไซต์ tigerzoo, เฟซบุ๊ก Sriracha Tiger Zoo

 

 

ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม

พื้นที่จังหวัดชลบุรีมีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่าแก่การอนุรักษ์และการพัฒนาโดยเฉพาะแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่มีศักยภาพเพื่อการท่องเที่ยว อาทิ ชายหาดที่มีชื่อเสียง และเกาะต่างๆ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศสร้างรายได้แก่ประชาชนในพื้นที่และประเทศ

 

  1. ทรัพยากรป่าไม้

1) ในปี 2554จังหวัดชลบุรีมีเนื้อที่ป่าไม้ 480.62 ตารางกิโลเมตรหรือประมาณร้อยละ 11.02 ของเนื้อที่ทั้งหมดของจังหวัดและมีการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้ในปี 2553 โดยเป็นป่าบกจำนวน480.62 ตารางกิโลเมตรป่าชายเลนจำนวน 3.99 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติจำนวน 9แห่งเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 906,396 ไร่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าจำนวน2แห่งเนื้อที่รวมทั้งสิ้น128,812 ไร่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำบางพระเนื้อที่ 11,600 ไร่ นอกจากนี้ยังมีวนอุทยานจำนวน1แห่งได้แก่วนอุทยานน้ำตกเขาเจ้าบ่อทองเนื้อที่19,475 ไร่พื้นที่ป่าในเขตชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น1,2 เนื้อที่ 75,235 ไร่ ป่าเขาชีโอนเนื้อที่ 2,299 ไร่และพื้นที่อนุรักษ์และป่าชายเลนเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 4,510 ไร่

2) ในปี 2558 จังหวัดชลบุรีมีเนื้อที่ป่าไม้ 338,435.20 ไร่ หรือประมาณร้อยละ 12.01  ของเนื้อที่ทั้งหมดของจังหวัด มีพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติจำนวน 9 ป่า เนื้อที่รวมทั้งสิ้น 906,396 ไร่

 

 

ป่าสงวนแห่งชาติ

เขตรักษาสัตว์ป่า

ห้ามล่าสัตว์ป่า

อุทยานแห่งชาติ

วนอุทยานแห่งชาติ

โครงการพระราชดำริ

9

2

2

-

1

1

 

พื้นที่ป่าไม้ที่คงเหลืออยู่ในปัจจุบันจึงอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ประเภทอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งยังมี โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด (ภาคตะวันออก) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ 1 โครงการ

ปัจจุบันพื้นทีป่าไม้ถูกบุกรุกทำลาย ถูกนำไปใช้ประโยชน์เพื่อการอุตสาหกรรมและธุรกิจต่างๆ      3) นอกจากนี้รัฐบาลได้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินในเขตป่าเศรษฐกิจเสื่อมสภาพ จำนวน 4 แห่ง   เนื้อที่รวม 595,477.90 ไร่ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าครอบครองและประกอบอาชีพ ดังนี้ (1) ป่าสงวนแห่งชาติป่าบางละมุง อำเภอบางละมุง อำเภอสัตหีบ เนื้อที่ 85,161.66 ไร่  (2) ป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองตะเคียน อำเภอบ่อทอง อำเภอหนองใหญ่ เนื้อที่ 245,164.70 ไร่  (3) ป่าสงวนแห่งชาติป่าท่าบุญมี-บ่อทอง อำเภอบ่อทอง อำเภอพนัสนิคม เนื้อที่ 138,569.54 ไร่ (4) ป่าสงวนแห่งชาติป่าป่าแดง-ชุมนุมกลาง อำเภอหนองใหญ่ เนื้อที่ 126,562 ไร่

 

  1. ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเล

ปัจจุบันทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลของพื้นที่จังหวัดชลบุรีมีทั้งระบบนิเวศป่าชายเลน แนวปะการัง และแหล่งหญ้าทะเล

1) ป่าชายเลน พันธุ์ไม้ป่าชายเลนส่วนใหญ่เริ่มจากริมฝั่งทะเลซึ่งเป็นบริเวณดินเลนอ่อนน้ำทะเลท่วมถึงอย่างสม่ำเสมอ เป็นเขตของไม้โกงกาง ถัดเข้ามาเป็นเลนตื้นน้ำท่วมถึงสม่ำเสมอ เป็นกลุ่มไม้ถั่วและแสม ถัดเข้ามาอีก เป็นเลนแข็งน้ำท่วมถึงครั้งคราว เป็นเขตของไม้ตะบูน โปรง และฝาด เขตสุดท้ายบริเวณดินแข็งติดกับแนวป่าบกมีน้ำทะเลท่วมถึงบางครั้งในรอบเดือนหนึ่งๆ เป็นเขตของไม้เสม็ด พื้นที่ป่าชายเลนของจังหวัดชลบุรี ในปี 2557 มีอยู่เพียง 4,552 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 0.166ของพื้นที่จังหวัด              

2) แนวปะการัง ลักษณะปะการังที่ค้นพบบริเวณชายฝั่งอ่าวไทยตั้งแต่เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรีจนถึงหมู่เกาะกูด จังหวัดตราด ได้แก่ ปะการังกิ่งน้ำตาลเขียว (Tree coral) ปะการังอ่อน (Soft coral) กัลปังหา (Sea fan) ปะการังสมอง (Brain coral) ปะการังเขากวาง (Table coral)              พื้นที่แนวปะการังที่สำคัญของจังหวัดชลบุรี มี 6,472 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพเสื่อมโทรม บางพื้นที่มีความสมบูรณ์ในระดับปานกลาง พบมากในบริเวณหมู่เกาะล้าน เมืองพัทยา อำเภอบางละมุง  (เกาะล้าน เกาะสาก และเกาะครก) และหมู่เกาะแสมสาร อำเภอสัตหีบ (เกาะแสมสาร เกาะแรด และเกาะขาม)

3) แหล่งหญ้าทะเล เจริญเติบโตในบริเวณอ่าวและหมู่เกาะที่คลื่นลมสงบ ราวเดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคม และบางพื้นที่พบได้ตลอดทั้งปี หญ้าทะเลที่พบ ได้แก่ Halophila decipiens, Halophila minor, Halodule pinfolia และ Ruppia maritima ฯลฯ พบมากในบริเวณเกาะคราม เกาะพระ ในพื้นที่อ่าวสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

                                                                        

  1. ทรัพยากรดิน

ลักษณะโดยทั่วไปของดินในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เป็นดินที่เกิดจากการผุกร่อนของภูเขามีการระบายน้ำดี แต่ใช้เพาะปลูกได้ไม่นานก็หมดธาตุอาหาร ต้องใช้ปุ๋ยเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ เป็นดินที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกพืชไร่ยางพารา และทำสวนผลไม้ ลักษณะของดินในพื้นที่จังหวัดชลบุรีประกอบด้วยดินชุดต่างๆ โดยกลุ่มดินในจังหวัดชลบุรีสามารถแบ่งได้เป็น 5 ชนิด ได้แก่กลุ่มดินนา กลุ่มดินไร่ กลุ่มดินตื้น กลุ่มดินทราย และพื้นที่ภูเขา

ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลของจังหวัดชลบุรีมีลักษณะเป็นดินตะกอนตามชายฝั่งหรือที่ลุ่มริมทะเล ดินเลนน้ำเค็มเหมาะแก่การเจริญเติบโตของแสม โกงกาง ไม้พุ่มเตี้ย และไม้ลำต้นอ่อน เนื่องจากพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกตั้งอยู่ติดกับชายฝั่งอ่าวไทย ทำให้คุณสมบัติของดินในพื้นที่มีทั้งข้อดีข้อเสีย คือ  มีข้อได้เปรียบด้านความอุดมสมบูรณ์ของดิน เนื่องจากวัตถุต้นกำเนิดดินเป็นดินตะกอนปากแม่น้ำทับถมกัน ในขณะเดียวกัน พื้นที่ติดกับทะเลมีปัญหาเรื่องน้ำเค็มและน้ำกร่อยส่งผลต่อคุณภาพของดินเป็นดินเปรี้ยวและดินเค็ม    

 

  1. ทรัพยากรแร่

ในเขตพื้นที่จังหวัดชลบุรีมีการสำรวจพบแหล่งแร่เหล็ก พลวง แบไรต์แคลไซต์โดโลไมต์ เฟลด์สปาร์ แต่มีปริมาณสำรองน้อยไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนในเชิงพาณิชย์ จึงไม่มีผู้สนใจทำเหมืองแร่ยกเว้นแร่พลวง ที่มีการทำเหมืองอยู่ในท้องที่ตำบลบ่อทอง อำเภอบ่อทอง แต่ก็มีปริมาณสำรองน้อยเช่นกัน ช่วงเวลาที่ผ่านมาจึงไม่มีผลผลิตแต่อย่างใด ปัจจุบันเหมืองแร่ที่มีการผลิตอย่างต่อเนื่องมีเพียงเหมืองแร่หิน อุตสาหกรรมเพื่อการก่อสร้าง โดยแยกเป็น 2 ชนิด คือ แร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน และแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินแกรนิตเพื่ออุตสาหกรรมการก่อสร้าง มีเหมืองแร่จำนวน 33 แห่ง ปริมาณผลิตในปี 2557 จำนวน 14,056,802 ตัน       

 

  1. ทรัพยากรน้ำ

1 แหล่งน้ำผิวดิน         

            1) แหล่งน้ำธรรมชาติของจังหวัดชลบุรี มีแม่น้ำลำธาร 2 ลุ่มน้ำสาขา ได้แก่ ลุ่มน้ำสาขาชลบุรี และลุ่มน้ำสาขาคลองหลวง ครอบคลุมพื้นที่ 4,447 ตารางกิโลเมตร ใน 11 อำเภอ 92 ตำบล

 

ลำดับ

ชื่อลุ่มน้ำสาขา

อำเภอ

จำนวนตำบล

พื้นที่       (ตร.กม.)

1

ชลบุรี

เมืองชลบุรี ศรีราชา บางละมุง สัตหีบ เกาะสีชัง

40

1,684

2

คลองหลวง

พานทอง พนัสนิคม บ่อทอง หนองใหญ่ บ้านบึง เกาะจันทร์

52

2,753

 

                2) ปริมาณน้ำเก็บกัก เป็นปริมาณน้ำที่สามารถเก็บกักได้ในแต่ละปีจากความจุของแหล่งกักเก็บน้ำที่มีการก่อสร้างแล้วเสร็จในปัจจุบัน ทั้งที่เป็นโครงการชลประทานขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ของกรมชลประทาน และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำของหน่วยงานอื่นๆ เช่น กรมทรัพยากรน้ำ เป็นต้น โดยปัจจุบัน ความสามารถในการเก็บกักน้ำได้น้อย จึงก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำในเกือบทุก

อำเภอของพื้นที่อ่างเก็บน้ำในจังหวัดชลบุรีในปี 2557 มีทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็ก รวม 50 อ่าง  อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ได้แก่ อ่างเก็บน้ำบางพระ

รวม

ประเภทแหล่งน้ำ Type of water resources

อ่างเก็บน้ำ

ฝายคอนกรีต

ทำนบ

สระหนองบึง

คู คลอง

บ่อบาดาล

บ่อน้ำตื้น

ขนาดใหญ่

ขนาดกลาง

ขนาดเล็ก

2,057

1

7

42

66

6

39

51

1,753

92

 

แหล่งน้ำที่สร้างขึ้น เศรษฐกิจของจังหวัดชลบุรีขยายตัวอยู่ในอัตราสูงทำให้ความต้องการน้ำดิบเพื่ออุตสาหกรรมการเกษตรและการอุปโภคบริโภคขยายตัวอย่างรวดเร็วดังนั้นปริมาณน้ำธรรมชาติจึงไม่เพียงพอกับความต้องการทำให้จังหวัดจำเป็นต้องสร้างแหล่งน้าขึ้นคืออ่างเก็บน้ำเนื่องจากจังหวัดชลบุรีไม่มีแม่น้ำไหลผ่านจึงจำเป็นต้องสร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อกักเก็บน้ำดิบจากน้าฝนอ่างเก็บน้ำที่สร้างแล้วเสร็จที่สำคัญมีอยู่ทั้งหมด12แห่งสามารถจุน้ำได้ 188.03 ล้านลูกบาศก์เมตรอ่างเก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุดได้แก่อ่างเก็บน้ำบางพระอำเภอศรีราชาซึ่งครอบคลุมพื้นที่ชลประทาน 6,200ไร่และสามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ 117 ล้านลูกบาศก์เมตรอ่างเก็บน้ำที่มีขนาดใหญ่รองลงมาได้แก่อ่างเก็บน้ำหนองค้อกักเก็บน้ำได้ประมาณ 21.40ล้านลูกบาศก์เมตร

นอกจากนี้ ยังมีโครงการอ่างเก็บน้ำคลองหลวง รัชชโลทร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลเกาะจันทร์ อำเภอเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี  dรมชลประทานได้ประกาศวันเริ่มโครงการอ่างเก็บน้ำคลองหลวง ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2552 ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2552 ให้กรมชลประทานดำเนินโครงการ โดยอ่างเก็บน้ำคลองหลวง เป็นส่วนหนึ่งในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบางปะกงตอนบนและสาขา เพื่อให้มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับการเพาะปลูกและอุปโภค-บริโภค ช่วยป้องกัน และบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่บริเวณลุ่มน้ำ รวมทั้งรองรับการพัฒนา ด้านอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมในบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก อ่างเก็บน้ำคลองหลวงสามารถกักเก็บน้ำได้ 98 ล้านลูกบาศก์เมตร ใช้สำหรับพื้นที่ชลประทาน อุปโภค-บริโภค และอุตสาหกรรมในพื้นที่ท้ายอ่างเก็บน้ำ รวมทั้งเพื่อบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ อำเภอพานทอง อำเภอพนัสนิคม อำเภอเกาะจันทร์ อำเภอบ่อทอง และอำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี

  1. แหล่งน้ำบาดาล

มีอยู่จำกัดเนื่องจากเป็นบริเวณที่รองรับด้วยหินซึ่งสามารถกักเก็บน้าเป็นปริมาณมากน้ำบาดาลในจังหวัดชลบุรีส่วนใหญ่จะกร่อยหรือเค็มโดยเฉพาะบริเวณเขตอำเภอพานทองอำเภอพนัสนิคมและพื้นที่ริมทะเลตั้งแต่อำเภอเมืองชลบุรีถึงอำเภอบางละมุงทั้งนี้ยกเว้นบางบริเวณที่มีชั้นชายหาดซึ่งจะมีน้ำบาดาลระดับตื้นและมีคุณภาพจืดโดยทั่วไปน้ำบาดาลในจังหวัดชลบุรีจะมีปริมาณสารคลอไรต์ฟลูออไรท์และธาตุเหล็กสูงเกินกว่ามาตรฐานน้ำดื่มโดยมีปริมาณเหล็กเฉลี่ย 1-5 มิลลิกรัม/ลิตร บางแห่งสูงถึง 10-30 มิลลิกรัม/ลิตรในขณะที่มาตรฐานน้ำบาดาลที่ใช้บริโภคได้ควรมีปริมาณเหล็กไม่เกิน0.5 มิลลิกรัม/ลิตรมีปริมาณสารคลอไรด์ไม่เกิน 200 มิลลิกรัม/ลิตรและปริมาณฟลูออไรท์ไม่เกิน 0.1 มิลลิกรัม/ลิตร การพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลในพื้นที่ มีบ่อน้ำบาดาลจำนวนมาก ส่วนใหญ่ขุดเจาะขึ้นเพื่อใช้น้ำในการผลิตประปาหมู่บ้าน และเพื่อการอุปโภคบริโภคในครัวเรือนสำหรับกิจกรรมทางการเกษตร อุตสาหกรรม ประมง และปศุสัตว์มีอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก บริเวณที่มีศักยภาพน้ำบาดาลเหมาะสมต่อการนำมาใช้  ได้แก่บริเวณด้านตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี คลุมพื้นที่ประมาณ 400 ตารางกิโลเมตร น้ำใต้ดินอยู่ในรอยแตกรอยแยกของหินแปรและหิน Conglomerate ปริมาณน้ำตั้งแต่ 10-25 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ที่ความลึกตั้งแต่ 30-100 เมตร

 

 

เศรษฐกิจ อาชีพ และ ผลิตภัณฑ์

ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ

“เศรษฐกิจจังหวัดชลบุรี ปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.8

โดยมีภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ การลงทุนภาคเอกชน

และการบริโภคภาคเอกชน เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน”

1.เศรษฐกิจจังหวัดชลบุรีในปี 2561

1.1 ด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจจังหวัดชลบุรีปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.8 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.5 - 4.2 ปรับเพิ่มจากที่คาดการณ์ไว้เดิม ณ เดือน ธันวาคม 2560 ที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.6) ขยายตัวจากร้อยละ 3.4ในปีที่ผ่านมา โดยมีด้านอุปสงค์และด้านอุปทานเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ

ด้านอุปทาน คาดว่าจะขยายตัวในอัตราร้อยละ 5.7 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 5.4 - 6.1 ปรับเพิ่มจากที่คาดการณ์ไว้เดิม ณ เดือน ธันวาคม 2560 ที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 5.5) ขยายตัวจากร้อยละ 5.4 ในปีที่ผ่านมาโดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัวร้อยละ 2.8 ขยายตัวจากร้อยละ 2.3 ในปีที่ผ่านมาจากความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้นของตลาดเอเชีย ยุโรปและอเมริกา โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์จาก ปิโตเลียมอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี และกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ภาคบริการคาดว่าขยายตัวร้อยละ 10.0 ขยายตัวจากร้อยละ 9.9 ในปีที่ผ่านมา ตามจ านวนผู้เยี่ยมเยือน การค้าส่งค้าปลีกและขนส่งที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น และภาคเกษตรกรรมคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 10.1 ชะลอตัวจากร้อยละ 14.3 ในปีที่ผ่านมา เนื่องจากปริมาณผลผลิตไก่เนื้อและสุกรมีเพียงพอกับความต้องการบริโภคทั้งในและต่างประเทศ

ด้านอุปสงค์ คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 5.1 (โดยมีช่วงคาดการณ์อยู่ที่ 4.8 - 5.4 ปรับเพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์

ไว้เดิม ณ เดือนธันวาคม 2560 ที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.8) ขยายตัวจากร้อยละ 4.0 ในปีที่ผ่านมา จากการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 3.5 ขยายตัวจากร้อยละ 3.2 ในปีที่ผ่านมา ตัวแปรส าคัญที่อาจท าให้การลงทุนภาคเอกชนปี2561 เติบโตได้สูงกว่าคาดการณ์คือการลงทุนของบริษัทต่างชาติในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 10.1 ขยายตัวจากร้อยละ 10.0 ในปีที่ผ่านมา พิจารณาจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บได้เพิ่มขึ้น จากการน าเข้าน้ำมันดิบและการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐส่วนการใช้จ่ายภาครัฐหดตัวร้อยละ -2.0 ปรับตัวดีขึ้นจากที่หดตัวร้อยละ -29.8 ในปีที่ผ่านมา จากการลดลงของรายจ่ายประจำ ขณะที่รายจ่ายลงทุนเพิ่มขึ้น

1.2 ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ

ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจในจังหวัดชลบุรีในปี 2561 อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 1.6 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 1.5 - 1.7 ปรับเพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้เดิม ณ เดือน ธันวาคม 2560 ที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ1.2) ขยายตัวจากร้อยละ 1.5 ในปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวตามความต้องการสินค้าและบริการของผู้บริโภค โดยเฉพาะในภาคนอกเกษตรมากกว่าการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิต ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งผลจากการด าเนินนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา สำหรับการจ้างงานคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.9 (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.6 - 4.3ปรับเพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้เดิม ณ เดือนธันวาคม 2560 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.6) ขยายตัวจากร้อยละ 0.5ในปีที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น

อาชีพส่วนใหญ่ในจังหวัดลบุรี

จากที่ตั้งของจังหวัดชลบุรี เอื้ออำนวยให้เกิดอาชีพต่าง ๆ ทั้งเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชกรรม และบริการต่าง ๆ ทำให้ประชากรมีรายได้เฉลี่ยต่อคนสูงเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่น ๆ ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานจากต่างจังหวัดเข้ามามาก ทั้งในภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และบริการ

 

 

 

 

 

สาธารณสุขในจังหวัดชลบุรี

ในจังหวัดชลบุรี มีสถานพยาบาลจำนวนทั้งสิ้น 984 แห่ง ประกอบด้วยสถานพยาบาลของรัฐ 19 แห่ง สถานพยาบาลเอกชน 11 แห่ง สถานพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 120 แห่ง และคลินิกทุกประเภท 834 แห่ง สถานพยาบาลส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเขตพื้นที่เศรษฐกิจ ได้แก่ อำเภอเมืองชลบุรี บางละมุง ศรีราชา อำเภอที่มีสถานพยาบาลน้อย ได้แก่ อำเภอเกาะสีชัง เกาะจันทร์ หนองใหญ่

อำเภอ

สถานพยาบาลของรัฐ

สถานพยาบาลเอกชน

สถานพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล

      คลินิก                      ทุกประเภท

รวม

เมืองชลบุรี

5

4

17

264

290

บ้านบึง

1

-

14

33

48

หนองใหญ่

1

-

9

-

10

บางละมุง

2

3

14

265

284

พานทอง

1

-

10

17

28

พนัสนิคม

1

-

21

29

51

ศรีราชา

2

4

12

182

200

เกาะสีชัง

1

-

-

-

1

สัตหีบ

3

-

6

36

45

บ่อทอง

1

-

13

4

18

เกาะจันทร์

1

-

4

4

9

รวม

19

11

120

834

984


 

 

บุคลากรทางการแพทย์

จังหวัดชลบุรีมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 2,359 คน แยกเป็นแพทย์ 398 คน ทันตแพทย์ 80 คน เภสัชกร 133 คน พยาบาลและผู้ช่วยพยาบาล 1.748 คน ส่วนใหญ่กระจุกตัว อยู่ในเขตเศรษฐกิจและชุมชนเมืองเช่นเดียวกับสถานพยาบาล ได้แก่ อำเภอเมืองชลบุรี บางละมุง บ้านบึง พนัสนิคม ศรีราชา สัตหีบ พานทอง อำเภอที่มีบุคลากรทางการแพทย์น้อย ได้แก่ อำเภอเกาะสีชัง เกาะจันทร์ หนองใหญ่

อำเภอ

แพทย์

ทันตแพทย์

เภสัชกร

พยาบาลและ  ผู้ช่วยพยาบาล

รวม

เมืองชลบุรี

217

18

47

775

1,057

บ้านบึง

27

9

10

135

271

หนองใหญ่

3

3

2

35

43

บางละมุง

51

12

21

218

302

พานทอง

17

5

8

99

129

พนัสนิคม

30

8

13

144

195

ศรีราชา

29

10

14

132

185

เกาะสีชัง

2

1

2

17

22

สัตหีบ

9

8

9

107

133

บ่อทอง

10

4

4

52

70

เกาะจันทร์

3

2

3

34

42

รวม

398

80

133

1,748

2,359

 

 

 

 

การศึกษาและเยาวชนในจังหวัดชลบุรี

จังหวัดชลบุรี มีการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ออกเป็น 3 ระบบศึกษา คือ การศึกษาในระบบโรงเรียน การศึกษานอกระบบโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัย ดังนี้

1.การศึกษาในระบบโรงเรียน มีหน่วยงานทางการศึกษารับผิดชอบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานถึง

ระดับอุดมศึกษา ดังนี้

          1.1 สถานศึกษาสังกัดส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ เปิด

สอนระดับก่อนประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้แก่

                             1) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1ได้แก่ อำเภอเมืองชลบุรี อำเภอบ้านบึง และอำเภอหนองใหญ่ มีสถานศึกษาจ านวน 82 แห่ง มีนักเรียน จำนวน 25,715คน มี ห้องเรียน จำนวน 1,032 และครู/ผู้สอน จำนวน 1,441 คน

                              2) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรีเขต 2 ได้แก่ อำเภอพนัสนิคม อำเภอพานทอง อำเภอบ่อทอง และอำเภอเกาะจันทร์ มีสถานศึกษา จำนวน 112 แห่ง มีนักเรียนจำนวน 24,532 คน มีห้องเรียน จำนวน 1,193 ห้อง และครู/ผู้สอน จ านวน 1,330 คน

                              3) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 ได้แก่ อำเภอบางละมุง อำเภอศรี ราชา อำเภอสัตหีบ และอำเภอเกาะสีชัง มีสถานศึกษา จำนวน 81 แห่ง มีนักเรียน จำนวน 37,532 คน มีห้องเรียน จำนวน 1,175 ห้อง และครู/ผู้สอน จำนวน 1,552 คน

                              4) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี เขต 18 รับผิดชอบการจัดการศึกษาจังหวัด

ชลบุรีและจังหวัดระยอง มีสถานศึกษา จำนวน 31 แห่ง มีนักเรียน จำนวน 48,129คน มีห้องเรียน จำนวน 1,226 ห้อง และครู/ผู้สอน จำนวน 1,891 คน

                               5) โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดชลบุรีมีนักเรียน จำนวน 229คน มีห้องเรียน จำนวน 25 ห้อง

และครู/ผู้สอน จำนวน 37 คน

          1.2 สถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เปิดสอนระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพ (ปวช.) และมีประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) มีจำนวน 8 แห่ง มีนักศึกษา จำนวน15,643 คน มีห้องเรียน จำนวน 665 ห้อง มีครู/ผู้สอน จำนวน 597 คน

           1.3 สถานศึกษาสังกัดคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เปิดสอนระดับก่อนประถมศึกษาถึง

ระดับอุดมศึกษา ได้แก่

  • โรงเรียนสาธิต จeนวน 3 แห่ง มีนักเรียน จำนวน 4,336
  • สถาบันอุดมศึกษา ทั้งของภาครัฐ จำนวน 3 แห่ง มีนักศึกษา จำนวน 57,091 คนและภาคเอกชน จำนวน 1 แห่ง มีนักศึกษา จำนวน 4,513 คน

          1.4 สถานศึกษาสังกัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) เปิดสอนระดับก่อนประถมศึกษาถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้แก่

                             1) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และเมืองพัทยา มีสถานศึกษา จำนวน 50แห่ง มีนักเรียน

จำนวน 43,948 คน มีห้องเรียน จำนวน 1,340 มีครู/ผู้สอน จำนวน 2,227 คน

          1.5 สถานศึกษาสังกัดกระทรวงสาธารณสุข สถาบันบรมราชชนก เปิดสอนระดับอนุปริญญาถึงระดับ ปริญญาตรี มีจำนวน 2 แห่งมีนักศึกษา จำนวน 825 คน

           1.6 สถานศึกษาสังกัดสถาบันการพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวเปิดสอนระดับมัธยมศึกษา

ตอนต้นถึงระดับปริญญาตรี มีจำนวน 2 แห่ง มีนักเรียน จำนวน 1,421 คน

           1.7 สถานศึกษาสังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)เปิดสอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นถึง

มัธยมศึกษาตอนปลาย มีจ านวน 3 แห่ง มีนักเรียน จำนวน 254คน มีครู/ผู้สอน จำนวน 32 คน

2. การศึกษานอกระบบโรงเรียน มีสถานศึกษาสังกัดสำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม

อัธยาศัยจังหวัดชลบุรี (กศน.) จำนวน 11 แห่ง มีนักศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 18,554 คน ครู/ผู้สอน

จำนวน 206 คน

กองทุนและสวัสดิการจังหวัดชลบุรี

สวัสดิการชุมชนเพื่อความมั่นคงในชีวิตของคนชุมชนท้องถิ่น

 

 

 

ความเป็นมา

แต่เดิมชุมชนเมืองและชนบททั่วประเทศมีการจัดสวัสดิการดูแลสมาชิก คนในชุมชนกันเองในรูปแบบต่างๆ เช่น กองทุนฌาปนกิจซะกาต (จัดให้ผู้ด้อยโอกาสและคนยากลำบากในชุมชนมุสลิม)เมื่อมีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ประมาณปี ๒๕๒๐ เป็นต้นมากลุ่มออมทรัพย์ได้เริ่มจัดสรรกำไรเพื่อสวัสดิการมากขึ้นเรื่อยๆปัจจุบันกลุ่มออมทรัพย์ที่มีอยู่ทั้งหมดกว่า ๔๐,๐๐๐ กลุ่มทั่วประเทศ ส่วนใหญ่จัดสวัสดิการให้สมาชิกในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ในช่วงปี ๒๕๔๒ - ๒๕๔๓ รัฐบาลได้ใช้แนวคิดโครงข่ายการคุ้มครองทางสังคม (Social Safety Net)สนับสนุนชุมชนโดยตรง มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม (SIF) ขึ้นมา เพื่อฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นฐานรากในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ โดยการสนับสนุนให้จัดสวัสดิการเร่งด่วนเพื่อผู้ยากลำบาก ให้เครือข่ายชุมชนบริหารจัดการกันเอง งบประมาณส่วนหนึ่งนำมาสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชนที่มีอยู่เดิม นอกจากนี้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้สนับสนุนการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการผู้สูงอายุ จังหวัดละ ๑ ล้านบาทขึ้นมาหลากหลายรูปแบบ จากโครงการแก้ไขปัญหาคนจนในเมืองในภาวะวิกฤต ในงบประมาณ ๘๐ ล้านบาท ผลการจัดกองทุนผู้สูงอายุใน ๗๑ จังหวัด ได้ทำให้มีผู้สูงอายุได้รับประโยชน์โดยตรง ๒๘,๖๖๗ ราย และรับประโยชน์โดยอ้อมในฐานสมาชิกเครือข่าย ๑๐๔,๔๙๕ คน ในช่วงปี ๒๕๔๖ เครือข่ายองค์กรชุมชนได้มีการจัดตั้ง “กองทุนสวัสดิการผู้นำชุมชน” ขึ้นมาเป็นกองกลางระดับชาติ โดยพอช. สนับสนุนงบประมาณ ๒ ล้านบาท จากนั้นในพื้นที่ต่างๆก็ได้ไปจัดตั้งกองทุนสวัสดิการผู้นำขึ้นในระดับจังหวัด ในช่วงหนึ่งปีที่ทำนั้น มีผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการผู้นำ๑,๕๐๑ คน ปลายปี ๒๕๔๗ เกิดเวทีสัมมนา “สวัสดิการชุมชน แก้จนอย่างยั่งยืน” จากความร่วมมือของหลายฝ่าย ส่งผลให้ เครือข่ายองค์กรชุมชนที่ทำสวัสดิการชุมชนจากฐานที่หลากหลายได้มารวมตัวกันอย่างเป็นขบวนการ มีการผลักดันเชิงนโยบายให้รัฐสนับสนุนการจัดกองทุนสวัสดิการชุมชนโดยสมทบ ๑:๑ และวางแผนการขับเคลื่อน ขยายผลการทำสวัสดิการชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วทุกภาค ในปี ๒๕๔๘ ศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติ(ศตจ.) ได้สนับสนุนงบประมาณ ๓๒.๑ ล้านบาท ผ่านทางพอช. เพื่อจัดทำโครงการพัฒนาสวัสดิการชาวบ้าน หรือ “กองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบล” ในลักษณะกองทุนสมทบ ๓ ฝ่าย ได้แก่ ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือรัฐท้องถิ่น และ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ผลที่เกิดขึ้น คือ กองทุนสวัสดิการชุมชน ๑๔ พื้นที่ครู และ ๑๙๑ตำบลนำร่องที่ พอช. ร่วมสมทบ และอีก ๓๙๕ ตำบล/เมือง ที่ไม่ได้ร่วมสมทบ แต่เป็นผลจากขบวนการนี้การขับเคลื่อนขบวนการสวัสดิการชุมชนยังคงดำเนินเรื่อยมาและมีการรวมตัวกันอีกครั้งในงานสัมมนา “สวัสดิการชุมชน คนไม่ทิ้งกัน” เมื่อวันที่ ๔ - ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิราช สามารถผลักดัน ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐให้เป็นรูปธรรมได้ชัดเจนขึ้นต่อเนื่องจากงานเดิม เกิดคณะกรรมการสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชนท้องถิ่น

 

การพัฒนาท้องถิ่นจังหวัดชลบุรี

แผนพัฒนาจังหวัดชลบุรี 4 ปี (พ.ศ.2558-2561)

จังหวัดชลบุรีมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมของประเทศไทยเนื่องจากเป็นพื้นที่เป้าหมายโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก มีนิคมอุตสาหกรรมถึง 5แห่ง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมเหมราชชลบุรี, นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร, นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง,นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง (แหลมฉบัง) และนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง อีกทั้งยังเป็นเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว โดยมีรายได้จากการท่องเที่ยว 76,553.15 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 10.42 ของรายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศ 734,591.46 ล้านบาท พาณิชยกรรมของประเทศไทย เป็นจังหวัดที่มีเศรษฐกิจชั้นนำ ประชาชนมีรายได้เฉลี่ยต่อคน ของประชากร เป็นอันดับที่ 5 ของประเทศไทย(441,062 บาท) (จังหวัดชลบุรี, 2558) อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางการพัฒนาชิ้นส่วนรถยนต์และอิเลคทรอนิกส์เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีระบบการคมนาคมขนส่งทั่วถึง และสะดวกในทุกด้านทั้งการขนส่งทางบก ทางเรือ และทางอากาศเป็นเมืองท่าการส่งออกชั้นนําของโลกโดยปี 2557 นั้นมีจํานวนโรงงานกว่า 4,847 โรงงานมีคนงาน จํานวนทั้งสิ้น 277,147 คน เงินลงทุน จํานวนทั้งสิ้น 512,515ล้านบาท) กระทรวงอุตสาหกรรม (ก2559) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าจังหวัดชลบุรีนั้นเป็นแหล่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สําคัญของประเทศ โดยในแผนพัฒนาจังหวัดชลบุรี 4 ป (ีพ.ศ.2558-2561) นั้นมีรายละเอียดดังนี้

วิสัยทัศน์

“ชลบุรีน่าอยู่คู่เศรษฐกิจชั้นนำอุตสาหกรรมสะอาด ท่องเที่ยวนานาชาติประตูสู่เศรษฐกิจโลก

เป้าประสงค์รวม

  1. เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีความเสมอภาค เท่าเทียมกันทางสังคม และมีความปลอดภัยเป็นเมืองน่าอยู่
  2. เพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมมีความอุดมสมบูรณ์และปราศจากมลภาวะ
  3. เพื่อให้เศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรม การทองเที่ยว และเกษตรกรรม มีความสามารถในการแข่งขัน

ยุทธศาสตร์

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 เสริมสร้างสถาบันครอบครัวและชุมชนให้มีความเข้มแข็ง

คุณภาพชีวิตที่ดีและมีความปลอดภัยเป็นเมืองน่าอยู่

เป้าประสงค์

เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีความเสมอภาค เท่าเทียมกันทางสังคม และมีความปลอดภัยเป็นเมืองน่าอยู่ โดยมีกลยุทธ์ดังนี้

  1. พัฒนาประสิทธิภาพระบบการป้องกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
  2. ส่งเสริมชุมชนและสถาบันครอบครัวมความเข้มแข็ง และคุณภาพชีวิตที่ด

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย

กระบวนการมีส่วนร่วมให้เกิดความสมดลในระบบนิเวศน์และการใช้ประโยชน์

เป้าประสงค์

เพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีความอุดมสมบูรณ์และปราศจากมลภาวะ โดย มีกลยุทธ์ดังนี้

  1. ส่งเสริมและพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการร่วมบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  2. ฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนาระบบผังเมือง ระบบ Logistics โครงสร้างพื้นฐาน และแหล่งน้ำ เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัด

เป้าประสงค์

เพื่อให้ระบบโครงข่ายคมนาคมขนส่งสนับสนุนเศรษฐกิจทุกด้านมีความสามารถในการ แข่งขัน โดยมีกลยุทธ์ดังนี้

  1. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ โดยเน้นประโยชน์ของประชาชนและการกระตุ้น

เศรษฐกิจ

  1. พัฒนาและปรับปรุงแหล่งน้ําต้นทุน เพื่อการเกษตร และอุปโภค-บริโภค ตลอดจนการ

ป้องกันและบรรเทาปัญหาน้ําท่วมน้ำแล้ง