24/05/2018

ศิลปวัฒนธรรม ประเพณีและศาสนา

Written by  FSRU จ.ฉะเชิงเทรา
Rate this item
(0 votes)

ข้อมูลวัฒนธรรม ประเพณี

ประเพณีขึ้นเขาเผาข้าวหลาม

เป็นประเพณีที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งอพยพมาจากเวียงจันทร์ สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ซึ่งเรียกตัวเองว่า “ชาวลาวเวียง” ปัจจุบันตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขต อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา “บุญข้าวหลาม” เป็นประเพณีการทำบุญถวายข้าวหลาม ขนมจีนน้ำยาป่าแด่พระภิกษุสงฆ์ วัดหนองบัว วัดหนองแหน ซึ่งอยู่ในเขต อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ประเพณีนี้มีในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 3ของทุกปี เหตุที่ถวายข้าวหลามนั้น อาจเป็นเพราะเดือน 3 เป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าว ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา จึงนำข้าวอันเป็นพืชหลักของตนที่ได้จากการเก็บเกี่ยวครั้งแรก ซึ่งเรียกว่าข้าวใหม่ จะมีกลิ่นหอมน่ารับประทานมาก นำมาทำเป็นอาหาร โดยใช้ไม้ไผ่สีสุกเป็นวัสดุประกอบในการเผา เพื่อทำให้ข้าวสุก เรียกว่า “ข้าวหลาม” เพื่อนำไปถวายพระภิกษุ การเผาข้าวหลาม ชาวบ้านจะเริ่มเผาในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 3 โดยชาวบ้านจะออกไปหาไม้ไผ่ ซึ่งมีอยู่มากในหมู่บ้านมาทำกระบอกข้าวหลามซึ่งจะต้องเลือกลำไผ่ที่ไม่แก่หรืออ่อนมากเกินไป ไม่มีตามด เพราะตามดจะทำให้มีกลิ่นเหม็น และไม่มีเยื่อ ทำให้ข้าวติดกระบอก ความยาวของปล้องไม้ไผ่ ห่างพอควรยาวประมาณ 18 นิ้ว นำไม้ไผ่ทั้งลำมาตัด หรือเลื่อยเป็นท่อน ๆ โดยมีข้อต่อที่ก้นกระบอกจากนั้นนำ “ข้าวเหนียว”ที่มีกะทิผสมเรียบร้อยแล้ว ใส่กระบอกนำไปเผาไฟที่ลานบ้าน โดยขุดดินเป็นรางตื้น ๆ เป็นที่ตั้งกระบอกข้าวหลาม รอบๆ แถวข้าวหลามก่อกองไฟขนานไปกับข้าวหลาม บางบ้านใช้ต้นไม้ที่ตายแล้วทั้งต้นมาเป็นเชื้อเพลิง เช้าวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ชาวบ้านจะนำข้าวหลามขนมจีนไปทำบุญที่วัดการทำบุญข้าวหลามของชาว“ลาวเวียง”ยังคงทำกันตาม ประเพณีดั้งเดิมและผสมผสานกับประเพณีไทยก็คือการปิดทองรอยพระพุทธบาทจำลองที่วัดเขาดงยาง (วัดสุวรรณคีรี)เขต ต.หนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา กลางเดือน 3 ชาวบ้าน “ลาวเวียง” ซึ่งอยู่ห่างจากวัดดงยาง ประมาณ 4 – 6 กิโลเมตร ต้องเดินทางด้วยเท้าไปปิดทอง โดยใช้เส้นทางผ่านบ้านหัวสำโรง ต.หัวสำโรง อ.แปลงยาว ซึ่งมีชาวไทยเชื้อสายเขมร ตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นจำนวนมาก ประเพณีบุญข้าวหลามจึงแพร่หลายสู่บ้านหัวสำโรง และรับเป็นประเพณีของชนกลุ่มตน เป็นประเพณี “ขึ้นเขาเผาข้าวหลาม” ของชาวชุมชนหัวสำโรง ต.หัวสำโรง อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรามาจนถึงทุกวันนี้

บุญข้าวหลาม

เป็นประเพณีการทำบุญถวายข้าวหลาม ขนมจีนน้ำยาป่าแด่พระภิกษุสงฆ์ วัดหนองบัว วัดหนองแหน ซึ่งอยู่ในเขต อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เหตุที่ถวายข้าวหลามนั้น อาจเป็นเพราะเดือน 3 เป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าว ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา จึงนำข้าวอันเป็นพืชหลักของตนที่ได้จากการเก็บเกี่ยวครั้งแรก ซึ่งเรียกว่าข้าวใหม่ จะมีกลิ่นหอมน่ารับประทานมาก นำมาทำเป็นอาหาร โดยใช้ไม้ไผ่สีสุกเป็นวัสดุประกอบในการเผา เพื่อทำให้ข้าวสุก เรียกว่า “ข้าวหลาม” เพื่อนำไปถวายพระภิกษุ

ประเพณีแห่หลวงพ่อพุทธโสธร

ในวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปี ชาวแปดริ้วจะอัญเชิญหลวงพ่อโสธรขึ้น รถคันใหญ่พร้อมกับน้ำมนตร์ที่จะคอยประพรมให้กับประชาชนที่เข้าไปนมัสการองค์ หลวงพ่อตามสองข้างทางที่แล่นผ่าน ซึ่งชาวบ้านจะเรียกว่าแห่ทางบก สำหรับวันขึ้น 14 – 15 ค่ำ เดือน 12 จะเป็นการอัญเชิญหลวงพ่อโสธรลงในเรืองกระแซง หรือเรือขนาดใหญ่ ซึ่งประดับด้วยธงทิวสีสันสวยงามล่องไปตามลำน้ำบางปะกง เพื่อให้ประชาชนที่อยู่ริมน้ำได้ทำการกราบไหว้บูชา โดยเรือจะหยุดให้ประชาชนกระทำพิธีสักการะบูชาตามจุดต่างๆ เช่น ท่าเรือ ที่ว่าการอำเภอ สำหรับในงานจะมีการละเล่น มหรสพ เช่น การแข่งเรือฝีพาย แข่งเรือเร็ว เป็นต้น(จัดงาน ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 12 ถึง แรม 1 ค่ำ เดือน 12)

ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้ง

เป็นประเพณีถวายน้ำผึ้งแก่พระสงฆ์และสามเณรของชาวรามัญที่วัดพิมพาวาส(ใต้) อำเภอบางปะกง มูลเหตุของการถวายน้ำผึ้งสืบเนื่องจากสมัยพุทธกาลซึ่งพระพุทธเจ้าอนุญาตให้ พระภิกษุสามเณรรับน้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นยาได้ ชาวรามัญที่อาศัยอยู่ในตำบลพิมพา อำเภอบางปะกง นั้นจะทำการตักบาตรน้ำผึ้งกันที่ศาลาวัด ในขณะที่พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ โดยชาวบ้านจะนำน้ำผึ้งมาใส่บาตรและใส่น้ำตาลในจานที่วางคู่กับบาตร ส่วนอาหารคาวหวานนำไปใส่ภาชนะที่วางไว้อีกด้านหนึ่งของศาลา อาหารพิเศษที่นำมาใส่บาตรนอกเหนือไปจากน้ำผึ้งและน้ำตาลแล้ว มักจะมีข้าวต้มมัดสำหรับพระจิ้มน้ำผึ้งฉันด้วย (จัดงาน กลางเดือน 9 ทุกปี)

 

งานประเพณีวันกตัญญูต่อสายน้ำอำเภอบ้านโพธิ์

เนื่องด้วยวันที่ ๒๐ ก.ย.๒๕๓๗ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จประพาสทางชลมารค เพื่อตรวจสภาพคลองแสบแสบ และตรวจเยี่ยมชมสองฝั่งคลอง จากกรุงเทพมหานคร ถึง จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นระยะทางกว่า ๗๒ กิโลเมตร และเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี คณะรัฐมนตรี จึงกำหนดให้วันที่ ๒๐ ก.ย. ของทุกปีเป็นวันอนุรักษ์แม่น้ำ คู และคลอง ในวันดังกล่าวมีกิจกรรมดังนี้ คือ ๑. ทำบุญตักบาตร ๒.จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับโทษของการไม่ดูแลแม่น้ำ ประโยชน์ของการอนุรักษ์แม่น้ำ คู คลอง ๓. เทจุลินทรีย์ลงคู คลอง แม่น้ำ ๔. ปล่อยพันธ์ปลาลงสู่แม่น้ำ (จัดงานวันที่ 20 กันยายน ของทุกปี)

ประเพณีแห่ธงตะขาบ

เป็นวัฒนธรรมของชาวรามัญที่เข้าตั้งรกรากอยู่บริเวณวัดพิมพาวาส  อำเภอบางปะกง  ประเพณีดังกล่าวจัดขึ้นในช่วงเทศกาลวันสงกรานต์เป็นการสืบสานงานหัตถกรรมอัน แสดงถึงความละเอียดอ่อนและเป็นเอกลักษณ์ของชาวรามัญ  คือ  การทำธงกระดาษ  ผู้ที่จะทำธงกระดาษได้จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้และสืบทอดการทำธงตะขาบมาจากบรรพบุรุษมิเช่นนั้นก็จะไม่สามารถทำธงตะขาบได้อย่างถูกต้องตามประเพณี  ในวันพิธีแห่ธงตะขาบ  แต่ละบ้านจะจัดเตรียมธงเพื่อนำไปถวายวัด  โดยจะถวายครั้งละ  2 - 3  ตัว ลักษณะของธงตะขาบ  คือ  ตะขาบ  1  ตัว  จะมีราวนม  9  ราวนาม  นมละ  14  ช่วง  นมนี้มีลักษณะเป็นนมคู่ หากเป็นตะขาบตัวเทมีย์จะมีปากเพียงปากเดียว ส่วนตัวผู้ต้องมี  2  ปาก เมื่อทำเสร็จผู้ทำจะนำแป้ง  หวี  กระจก  ผม  1  ปอย  และผ้าเช็ดหน้าแขวนไว้ที่ปากตะขาบ  การแห่นิยมแห่ทางบกมากกว่าทางเรือ  เมื่อถึงวัดชาวบ้านจะนำธงตะขาบไปผูกไว้กับต้นเสาในศาลาวัดเพื่อทำพิธี  เมื่อถึงเวลาพระสงฆ์จะนำสายสิญจน์มาวงรอบธง  จากนั้นพิธีถวายธงจะเริ่มขึ้นด้วยการกล่าวบทนมัสการคุณพระศรีรัตนตรัย ตามด้วยการสรงน้ำพระพุทธรูปและพระสงฆ์  เสร็จแล้วชาวบ้านจะนำธงตะขาบขึ้นไปไว้บนหงส์  เชื่อกันวาทุกครั้งที่ธงตะขาบจะนำธงตะขาบไปไว้บนเสาหงส์  เชื่อกันว่าทุกครั้งที่ธงตะขาบส่ายเพราะแรงบ่ม จะทำให้บรกรุณาที่ล่วงลับไปแล้วได้ขึ้นสวรรค์  (จัดงาน  12 - 14  เมษายน  ของทุกปี)

ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว สถานที่สำคัญ

วัดโสธรวรารามวรวิหาร 

 

วัดโสธรวรารามวรวิหาร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำบางปะกง ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดวรวิหาร

วัดโสธรวรารามวรวิหาร เดิมชื่อว่า วัดหงษ์ สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นที่ประดิษฐาน หลวงพ่อพุทธโสธร พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของฉะเชิงเทรา เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ หน้าตักกว้าง 1.65 เมตร สูง 1.48 เมตร ฝีมือช่างล้านช้าง ตามตำนานเล่าว่า หลวงพ่อพุทธโสธร เป็นพระพุทธรูปหล่อสำริดปางสมาธิหน้าตักกว้างศอกเศษ มีรูปทรงสวยงามมาก ได้แสดงปาฏิหาริย์ลอยน้ำมา และมีผู้อัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานที่วัดแห่งนี้ แต่พระสงฆ์ในวัดเกรงจะมีผู้มาลักพาไปจึงได้เอาปูนพอกเสริมหุ้มองค์เดิมไว้จนมีลักษณะที่เห็นในปัจจุบัน แต่เดิม หลวงพ่อพุทธโสธรประทับอยู่ในโบสถ์หลังเก่าที่มีขนาดเล็ก รวมกับพระพุทธรูปอื่นๆ 18 องค์ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2509 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จราชดำเนินมาที่วัดแห่งนี้ มีพระราชปรารภเรื่องความคับแคบของพระอุโบสถเดิม พระพรหมคุณาภรณ์ (จริปุณโญ ด. เจียม กุลละวณิชย์) อดีตเจ้าอาวาสจึงได้รวบรวมเงินบริจาคเพื่อจัดซื้อที่ดินสำหรับสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธานการสร้าง และทรงเป็นผู้กำกับดูแลงานสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนิน ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อ พ.ศ. 2531 และทรงประกอบพิธียกยอดฉัตรทองคำ น้ำหนัก 77 กิโลกรัม ประดิษฐานเหนือยอดมณฑป เมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2539 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จมาทรงตัดหวายลูกนิมิต เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2549 

การก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ สร้างขึ้นครอบพระอุโบสถหลังเดิม โดยใช้เทคนิควิศวกรรมสมัยใหม่ โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายองค์หลวงพ่อพุทธโสธร และพระพุทธรูปทั้ง 18 องค์ ศิลปะภายในพระอุโบสถหลวงพ่อพุทธโสธร ประกอบด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังโดยรอบนับตั้งแต่พื้นพระอุโบสถ เสา ผนัง และเพดานจะบรรจุเรื่องราวให้เป็นแดนแห่งทิพย์ เป็นเรื่องราวของสีทันดรมหาสมุทร จตุโลกบาล สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พรหมโลก ดวงดาว และจักรวาล โดยตำแหน่งของดวงดาวบนเพดาน กำหนดตำแหน่งตรงกับวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2539 ณ เวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพิธียกยอดฉัตรทองคำ

 

สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ฉะเชิงเทรา

คือ สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 80 พรรษา ลำดับที่ 4 ตั้งอยู่ที่ ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทราจังหวัดฉะเชิงเทรา มีเนื้อที่ 90 ไร่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จเป็นประธานเปิดสวนเมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2529 หน่วยงานรับผิดชอบในการดูแลรักษา คือ เทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา ต้นไม้ประจำสวน คือ เฟื่องฟ้า

ลักษณะของสวน สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ฉะเชิงเทรา เป็นสวนที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองรายล้อมไปด้วยอาคารที่ทำการของรัฐ โดยแต่ละหน่วยงานมีสวนของตนเองที่จัดแต่งให้สอดคล้องกับสวนใหญ่ ทางเข้าสวนมีหลายทาง แต่ละทางมีซุ้มประตูทางเข้าที่สวยงาม ถนนเดิมที่ผ่านกลางสวนมีคูน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำสะอาดคู่ขนานไป ริมน้ำปลูกต้นนนทรีและปาล์มเรยงรายตามคูน้ำ ถนนแบ่งสวนออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งด้านตรงข้ามศาลากลางจังหวัดมีอาคารทรงไทยซึ่งเป็นศาลาที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์เมื่อครั้งเสด็จมาเป็นประธานพิธีเปิดสวน ปัจจุบันใช้ในกิจกรรมหลายด้าน หน้าศาลามีต้นเฟื่องฟ้าทรงปลูกในวันเสด็จ อีกฝั่งหนึ่งของถนนมีสนามฟุตบอล ติดกับสนามฟุตบอลเป็นที่ตั้งของ "สวนเกษม" มีรั้วกั้นและมีสวนที่ออกแบบสวยงามประกอบด้วยบึงที่มีน้ำใสสะอาด มีพรรณไม้ต่างๆ ปลูกตามริมน้ำ โดยเฉพาะปาล์มชนิดต่างๆ มีไม้ตัดแต่งพุ่มเป็นลวดลายและสีสันที่หลากหลาย รวมทั้งแปลงไม้ดอกจำนวนมาก บริเวณริมน้ำมีศาลาขนาดเล็กใหญ่และม้านั่งสบายเรียงรายเพื่อการนั่งพักผ่อน สวนแห่งนี้ยังมีสนามเด็กเล่นพร้อมเครื่องเล่นหลากหลายชนิด จึงมีประชาชนมาใช้พักผ่อนออกกำลังกายตั้งแต่เช้าตรู่ถึงตอนค่ำซึ่งจะมีไฟแสงสว่างเปิดรับกับแสงไฟประดับน้ำพุ

พิพิธภัณฑ์ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

 

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เกิดจากความตั้งใจของ พระพรหมคุณาภรณ์ (จิรปุญโญ ด.เจียมกุลละวณิชย์) อดีตเจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร เมื่อปี พ.ศ. 2530 เพื่อถวายแด่ในหลวง จนกระทั่งได้รวบรวมสิ่งของจัดแสดงได้มากพอสมควร และมีโบราณวัตถุภายในวัดโสธรฯ อยู่บ้างแล้ว จนได้เริ่มดำเนินการ และมีการจัดแสดงอยู่บนชั้น 3 ของอาคารหอประชุมโรงเรียนพุทธโสธร โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเสด็จมาเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2531 แต่หลังจากเปิดอย่างเป็นทางการได้ระยะหนึ่ง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็เริ่มประสบปัญหา จึงปิดไป จนกระทั่งปี พ.ศ. 2537 อาจารย์นันทา ผลบุญ ได้เห็นคุณค่าของพิพิธภัณฑ์จึงเริ่มกลับมาฟื้นฟูและเปิดพิพิธภัณฑ์ให้เป็นแหล่งเรียนรู้อีกครั้ง โดยให้เป็นแหล่งความรู้ของนักเรียนโรงเรียนพุทธโสธร โดยเริ่มจากการตั้งชุมนุมยุวมัคคุเทศก์ ขึ้นมาให้เด็ก ๆ ฝึกนำชมพิพิธภัณฑ์ เริ่มจากห้องโถงขนาดใหญ่เป็นห้องแรก จะพบพระพุทธรูปจำลองหลวงพ่อโสธร และมีพระพุทธรูปต่าง ๆ มีเครื่องถ้วยชามเบญจรงค์ ชุดเครื่องเบญจรงค์ลายพระอภัยมณี ซึ่งหาได้ดูจากที่นี่ที่เดี่ยว ส่วนบริเวณด้านหลังห้อง ยังมีตู้อาวุธ และเครื่องทองเหลือง ส่วนห้องที่สอง คือ ห้องภูมิปัญญาไทย เกี่ยวกับยาไทย และสมุนไพรไทย สุดท้ายคือ ห้องชนชาติไทย ซึ่งด้านหนึ่งเป็นเก้าอี้ที่เคยใช้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อครั้งเสด็จมาเปิดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ และพระเก้าอี้ของสมเด็จพระเทพฯ ที่ทรงเสด็จมาด้วย ถัดไปเป็นประวัติของพระพรหมคุณาภรณ์ จุดเด่นของห้องนี้ คือ กล้องส่องทางไกลสำหรับดูยอดฉัตรทองคำของโบสถ์วัดโสธรฯ ซึ่งเป็นทองหนัก 77 กิโลกรัม มูลค่า 44 ล้านบาทให้ชมเป็นขวัญตา

วัดโพธิ์บางคล้า

วัดโพธิ์บางคล้า ตั้งอยู่ที่ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ตามคำบอกเล่าของผู้สูงอายุในท้องถิ่น วัดแห่งนี้สร้างขึ้นสมัยใดไม่แน่ชัด แต่สันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย และคาดว่าเคยเป็นที่พักทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งยกทัพไปต่อสู้กับพม่า ที่บริเวณปากน้ำโจ้โล้(ห่างจากวัด 1 กม.)เมื่อราวๆปี พ.ศ. 2309จากคำบอกเล่าอีกนั้น วัดแห่งนี้เดิมเป็นกุฎิไม้ใต้ถุนสูง หลังคามุงจาก อยู่ใกล้กับท่าน้ำแม่น้ำบางปะกงและต้นโพธิ์ใหญ่ มีโบสถ์คล้ายเก๋งจีน หลังคาซ้อน2ชั้น มุงด้วยกระเบื้องกาบกล้วย ช่อฟ้าเป็นรูปหัวมังกร ผนังก่ออิฐฉาบปูนขาวผสมน้ำอ้อย ล้อมรอบด้วยใบเสมา (ปัจจุบันทางวัดได้รื้อถอนโบสถ์และกุฏิไม้แล้ว)และด้านหน้าวัดจะมีวิหารเก่าแก่อายุหลายร้อยปี ทรงจตุรมุขสมัยอยุธยาตอนปลาย หลังคามุงด้วยกระเบื้องเกล็ดเต่า และมีการซ่อมแซมหลังคาอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ.2485 และต่อมาหลังคาเกิดพังทลายลง ทำให้ต้องสร้างหลังคาขึ้นใหม่แทนของเดิม เมื่อปี พ.ศ.2541ปัจจุบันวิหารแห่งนี้มีเฉพาะฝาผนังปูน และพระพุทธรูปปางไสยยาสน์เท่านั้น ที่ยังคงเป็นของดั้งเดิม

 

ศาลหลักเมืองฉะเชิงเทรา 

ในอดีตนั้นเมืองฉะเชิงเทราจึงเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญในการปกป้องราชธานีจากการรุกรานของญวนซึ่งลุกลามเป็นสงคราม “อานามสยามยุทธ” พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายที่ว่าการฉะเชิงเทรามาที่บริเวณริมแม่น้ำบางปะกงและให้สร้างป้อมกำแพงเมืองขึ้น พร้อมทั้งมีการสร้างเสาหลักเมืองจังหวัดฉะเชิงเทราขึ้นเป็นครั้งแรก ใน พ.ศ. 2377 เชื่อกันว่าเป็นที่สถิตของจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อคุ้มครองบ้านเมืองและประชาราษฎร์ให้พ้นจากภัยสงครามและอันตรายทั้งปวง ต่อในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสาหลักเมืองได้ชำรุด จึงมีการเปลี่ยนเสาหลักเมืองฉะเชิงเทราเสียใหม่ พร้อมทั้งมีการบำเพ็ญกุศลและสมโภชในการยกเสาหลักเมือง ในพ.ศ. 2540 ได้มีการก่อสร้างเสาหลักเมืองใหม่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ประกอบพิธีสมโภชศาลหลักเมือง เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2542

 

ตลาดบ้านใหม่

 

 

ตลาดบ้านใหม่ หรือตลาดร้อยปีบ้านใหม่ ตั้งอยู่ภายในชุมชนโบราณริมแม่น้ำบางปะกงประกอบด้วย 2 ชุมชน คือ ชุมชนตลาดบ้านใหม่และชุมชนตลาดบ้านบน อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่คึกคักอีกหนึ่งที่เพราะยังคงมีการอนุรักษ์สภาพบ้านเรือนในรูแบบห้องแถวที่สร้างด้วยไม้ ความเป็นอยู่และร้องรอยทางประวัติศาสตร์ในอดีตไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา อีกทั้งยังเป็นอีกหนึ่งโลเคชั่นสวยคลาสสิก สำหรับถ่ายทำละคร ภาพยนตร์ และถ่ายภาพอีกด้วย ปัจจุบันที่นี่เต็มไปด้วยร้านค้าขายมากมาย อาทิ ร้านของที่ระลึกจากกะลามะพร้าว ของเล่นโบราณ เอาใจคนรักของกินด้วยเมนูอาหารโบราณที่หาทานยากร้านกวยจั๊บ, กาแฟโบราณเฮียคุณ, กาแฟโบราณแป๊ะเอ๊ย, ร้านอาหารร้านบ้านป้าหนู, ร้านตำเคียงน้ำ และร้าริมทางที่จำหน่ายขนมถุงทอง, ก๋วยเตี๋ยวโบราณ, ผลไม้ดอง ผลไม้แช่อิ่ม ขนมต่าง ๆ เรียกได้ว่าเลือกได้เต็มอิ่มไม่มีเบื่อเลยก็ว่าได้

 

ตลาดคลองสวน 100 ปี

 

ตลาดบรรยากาศโบราณที่รวบรวมของกินของอร่อยเอาไว้อย่างละลานตา

บรรยากาศภายในชวนย้อนอดีตไปยังชุมชนในอดีตสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ยังคงกลิ่นอายของบ้านเรือนรูปแบบเก่าแก่ ร้านกาแฟโบราณ อาหาร ผักผลไม้สด ต่าง ๆ ซึ่งในอดีตตลาดแห่งนี้ถือเป็นจุดแวะพักเรือจุดแลกเปลี่ยนสินค้า รวมทั้งเป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่เป็นการเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ที่รวดเร็วและสะดวกที่สุด ปัจจุบันมีการพัฒนาตลาดให้คึกคักมากขึ้นและกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวประจำ จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อมาถึงตลาดคลองสวนแล้ว นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวันวานแสนคลาสสิก สนุกกับการเลือกซื้อสินค้าท้องถิ่น นั่งชิลในร้านแป๊ะหลี เจ้าของร้านกาแฟโบราณที่เต็มไปด้วยความเพลิดเพลินในบรรยากาศเก่าที่ตกแต่งร้านด้วยของโบราณที่น่าจดจำมากมาย

 

Read 142 times Last modified on 28/05/2018

Leave a comment

Make sure you enter all the required information, indicated by an asterisk (*). HTML code is not allowed.