โครงการโรงไฟฟ้าบางประกง ทดแทน เครื่องที่ 1 - 2 (จ.ฉะเชิงเทรา)

โครงการโรงไฟฟ้าบางประกง ทดแทน เครื่องที่ 1 - 2 (จ.ฉะเชิงเทรา) (11)

ภัยพิบัติ

 

  1. ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ข้อมูลจากการติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่การกัดเซาะที่มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงปีพ.ศ. 2545-2554 ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา พบว่าบริเวณตำบลสองคลอง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา มีการกัดเซาะเป็นระยะทางมากที่สุด คือ 9,386 เมตร คิดเป็นพื้นที่ 317 ไร่ มีการคงสภาพ 5,554 ไร่ ส่วนตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกงมีการกัดเซาะเป็นระยะทาง 3,531 เมตร คิดเป็นพื้นที่ 48 ไร่ มีการสะสมระยะทาง 806 เมตร เป็นพื้นที่ 10 ไร่ การคงสภาพ 2,198 ไร่ ตำบลท่าข้าม อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในด้านการกัดเซาะ และบริเวณตำบลคลองตำหรุ อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี มีการกัดเซาะเป็นระยะทาง 2,181 เมตร คิดเป็นพื้นที่ 78 ไร่ มีการสะสมของพื้นที่ระยะทาง 2,654 เมตร คิดเป็นพื้นที่ 50 ไร่ และการคงสภาพจำนวน 2,970 ไร่ ในส่วนของบริเวณคลองตำหรุ อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี มีความยาวชายฝั่ง 6,808.04 เมตร มีระดับความรุนแรงของการกัดเซาะระดับปานกลาง 2,844.81 เมตร ตำบลท่าข้าม และตำบลบางปะกง มีความยาวชายฝั่งเท่ากับ 735.74 และ 5,502.14 เมตร ตามลำดับ ไม่พบการกัดเซาะบริเวณนี้ ส่วนตำบลสองคลอง มีความยาวชายฝั่ง 10,046.56 เมตร มีการกัดเซาะระดับปานกลาง 2,039.08 เมตร ระดับรุนแรง 5,846.20 เมตร รวมระยะกัดเซาะรวม 7,885.29 เมตร ผลการสำรวจภาคสนามร่วมกับการสอบถามประชาชนที่อยู่อาศัยตามแนวชายหาดเกี่ยวกับสภาพชายฝั่งพบว่าการกัดเซาะชายฝั่งมีความรุนแรงมากขึ้นจากอดีตที่ผ่านมา สาเหตุเนื่องมาจากจากการลดลงของพื้นที่ป่าชายเลนซึ่งเป็นแนวกำบังคลื่นทะเล
  2. การทรุดตัวของแผ่นดิน ข้อมูลจากรายงานผลการสำรวจระดับการทรุดตัวของแผ่นดินโครงการสำรวจระดับการทรุดตัวของพื้นดินในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในปี พ.ศ. 2549 ได้แบ่งระดับการทรุดตัวของพื้นดินเป็น 3 ระดับ ได้แก่ เขตวิกฤตอันดับ 1 มีอัตราการทรุดตัวของพื้นดินมากกว่า 10 เซนติเมตรต่อปี เขตวิกฤตอันดับ 2 มีอัตราการทรุดตัวของพื้นดินระหว่าง 5-10 เซนติเมตรต่อปี และเขตวิกฤตอันดับ 3 มีอัตราการทรุดตัวของพื้นดินน้อยกว่า 5 เซนติเมตรต่อปี โดยพื้นที่ปากแม่น้ำบางปะกงถูกจัดอยู่ในเขตวิกฤตอันดับ 3 คือ อัตราการทรุดตัวน้อยกว่า 5 เซนติเมตร อย่างไรก็ตาม การทรุดตัวของแผ่นดินมีความสัมพันธ์กับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง โดยการทรุดตัวของแผ่นดินทำให้ปัจจัยการกัดเซาะรุนแรงมากขึ้น ทั้งนี้การทรุดตัวของพื้นดินจะส่งผลกระทบอย่างกว้าง และก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม กล่าวคือการทรุดตัวของแผ่นดินทำให้ความสูงคันกั้นน้ำลดลง น้ำทะเลหนุนเข้ามาได้มากขึ้นส่งผลให้ประสิทธิภาพการระบายน้ำลดลงส่งผลให้น้ำท่วมขังซ้ำซากยาวนานขึ้น การทรุดตัวกระทบต่อโครงสร้างที่มีฐานอยู่ต่างระดับหรือแยกตัวออกจากระบบสาธารณูปโภครอบอาคารซึ่งตั้งบนดิน
  3. การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ข้อมูลจากการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลต่อสภาพการใช้ที่ดินชายฝั่งทะเลของประเทศไทยของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (2552) ที่ได้จำแนกการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลออกเป็น 4 ระดับ และประเมินผลกระทบต่อพื้นที่และมูลค่าความเสียหายของที่ดินโดยประเมินจากพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ป่าไม้ พื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง พื้นที่เบ็ดเตล็ด และพื้นที่น้ำ พบว่าในสถานการณ์จำลองที่มีการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล 1 2 3 และ 5 เมตร พื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา มีความเสียหายต่อพื้นที่เท่ากับ 127,305 593,088 971,878 1,202,504 ไร่ มูลค่าความเสียหายเท่ากับ 54,817 125,752 220,207 302,576 ล้านบาท ตามลำดับ ในส่วนจังหวัดชลบุรีมีความเสียหายต่อพื้นที่เท่ากับ 2,566 48,326 132,620 204,861 ไร่ มูลค่าความเสียหายเท่ากับ 548 14,081 78,980 183,535 ล้านบาท ตามลำดับ

การสื่อสารและการเชื่มโยงข้อมูล

จ.ฉะเชิงเทรากิจกรรม “พบสื่อสร้างสรรค์ สานสัมพันธ์พัฒนาเครือข่าย” ตามโครงการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวจังหวัดฉะเชิงเทรา ประจำปี 2560

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับงบประมาณในการดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวจังหวัดฉะเชิงเทรา ประจำปี 2560 และกิจกรรมสื่อมวลชนสัมพันธ์ เป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักของโครงการดังกล่าว ซึ่งการจัดกิจกรรม “พบสื่อสร้างสรรค์ สานสัมพันธ์พัฒนาเครือข่าย” จำนวน 2 รุ่น รุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 23 - 24 สิงหาคม 2560 และรุ่นที่ 2 ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม - 1 กันยายน 2560 โดยได้ เชิญสื่อมวลชนทุกแขนงในจังหวัดฉะเชิงเทรา เครือข่ายประชาสัมพันธ์ และผู้ปฏิบัติงานจากหน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่มีศักยภาพด้านการประชาสัมพันธ์ เข้าร่วมกิจกรรม และร่วมเป็นทีมงานเครือข่ายประชาสัมพันธ์ในลักษณะความร่วมมือในการส่งข้อมูลข่าวสาร เพื่อขยายการเชื่อมโยง สู่การประชาสัมพันธ์ภายนอก อีกทั้งร่วมกันผลักดันให้จังหวัดฉะเชิงเทราไปสู่เป้าหมาย ตามแผนยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวที่วางไว้ ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นการร่วมมือ ร่วมใจ เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสื่อมวลชน เครือข่ายประชาสัมพันธ์ และส่วนราชการ อันจะทำให้งานด้านการประชาสัมพันธ์ในระดับจังหวัดมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

พลังงานจังหวัดฉะเชิงเทรา กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า เกษตรกรในพื้นที่ตำบลท่ากระดาน อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพปลูกยางพารา โดยมีปริมาณผลผลิตน้ำยางดิบรวมทั้งตำบลอยู่ที่ 1,076ต้นต่อปี ที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่จะนิยมจำหน่ายผลผลิตในรูปของน้ำยางดิบ ซึ่งมีราคาถูกกว่าการจำหน่ายในรูปแบบยางพาราแผ่นที่มีคุณภาพดีอยู่มาก ขณะเดียวกันก็มีเกษตรกรบางส่วนมีการแปรรูปเป็นยางแผ่นจำหน่ายเช่นกัน แต่ด้วยกระบวนการผลิตแบบธรรมชาติด้วยการตากยางแผ่นกลางแจ้งอย่างไร้โรงเรือน ทำให้ผลผลิตที่ได้ไม่มีคุณภาพ และไม่เป็นที่ต้องการของตลาด  อีกทั้งราคาการรับซื้อก็ไม่แตกต่างจากราคาน้ำยางดิบมากนัก

 

 

ทั้งนี้ทางสำนักงานพลังงานจังหวัดฉะเชิงเทรา กระทรวงพลังงาน จึงได้ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลท่ากระดานในการแก้ปัญหาดังกล่าวให้กับกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกยางพารา โดยได้มีการสนับสนุนโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ในรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและชุมชน ภายใต้งบประมาณ 450,000 บาท โดยกระทรวงพลังงานสนับสนุนงบประมาณ 300,000บาท หรือคิดเป็น 70%  ของมูลค่าโครงการ ส่วนองค์การบริหารส่วนตำบลท่ากระดานสนับสนุนงบประมาณ 150,000บาทหรือคิดเป็น 30% ของมูลค่าโครงการ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนจากการจำหน่ายผลผลิตในรูปแบบเดิมที่ราคาถูกและไม่คุ้มทุน ให้เปลี่ยนมาแปรรูปผลิตภัณฑ์เป็นยางแผ่นรมควันแสงอาทิตย์ที่มีคุณภาพและมาตรฐาน เพื่อยกระดับราคาจำหน่ายให้สูงขึ้น

        พลังงานจังหวัดฉะเชิงเทรา  กล่าวต่อว่า โรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ดังกล่าวมีศักยภาพในการผลิตพลังงานความร้อนอยู่ที่ 13 กิโลวัตต์ รองรับการอบยางแผ่นได้ 2 พับแผ่นต่อรอบการอบ เปิดให้บริการอบผลิตภัณฑ์หรือผลไม้ที่นำมาแปรรูป   สำหรับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่แบบไม่คิดค่าใช่จ่าย โดยอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของคณะกรรมการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลท่ากระดาน  นอกจากนี้โรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ตำบลท่ากระดานยังเป็นสถานที่ฝึกอบรม สาธิต ความรู้เรื่องพลังงานทดแทนเพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย

        ทั้งนี้ โรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ตำบลท่ากระดาน อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นหนึ่งในโครงการส่งเสริมการผลิตพลังงานทดแทนในระดับชุมชน หรือ Community ESCO Fund ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อพัฒนาพื้นที่ต้นแบบด้านพลังงานทดแทนที่มุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่วมคิดร่วมทำ และร่วมตัดสินใจ ตลอดจนเป็นเจ้าของพลังงานทดแทนที่นำทรัพยากรและสิ่งเหลือใช้ในท้องถิ่นมาแปลงเป็นพลังงานเพื่อลดรายจ่าย สร้างรายได้ให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ ตลอดจนยกระดับเศรษฐกิจชุมชนไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน คู่ขนานไปกับการสร้างชุมชนสีเขียว

ข้อมูลวัฒนธรรม ประเพณี

ประเพณีขึ้นเขาเผาข้าวหลาม

เป็นประเพณีที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งอพยพมาจากเวียงจันทร์ สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ซึ่งเรียกตัวเองว่า “ชาวลาวเวียง” ปัจจุบันตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขต อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา “บุญข้าวหลาม” เป็นประเพณีการทำบุญถวายข้าวหลาม ขนมจีนน้ำยาป่าแด่พระภิกษุสงฆ์ วัดหนองบัว วัดหนองแหน ซึ่งอยู่ในเขต อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ประเพณีนี้มีในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 3ของทุกปี เหตุที่ถวายข้าวหลามนั้น อาจเป็นเพราะเดือน 3 เป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าว ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา จึงนำข้าวอันเป็นพืชหลักของตนที่ได้จากการเก็บเกี่ยวครั้งแรก ซึ่งเรียกว่าข้าวใหม่ จะมีกลิ่นหอมน่ารับประทานมาก นำมาทำเป็นอาหาร โดยใช้ไม้ไผ่สีสุกเป็นวัสดุประกอบในการเผา เพื่อทำให้ข้าวสุก เรียกว่า “ข้าวหลาม” เพื่อนำไปถวายพระภิกษุ การเผาข้าวหลาม ชาวบ้านจะเริ่มเผาในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 3 โดยชาวบ้านจะออกไปหาไม้ไผ่ ซึ่งมีอยู่มากในหมู่บ้านมาทำกระบอกข้าวหลามซึ่งจะต้องเลือกลำไผ่ที่ไม่แก่หรืออ่อนมากเกินไป ไม่มีตามด เพราะตามดจะทำให้มีกลิ่นเหม็น และไม่มีเยื่อ ทำให้ข้าวติดกระบอก ความยาวของปล้องไม้ไผ่ ห่างพอควรยาวประมาณ 18 นิ้ว นำไม้ไผ่ทั้งลำมาตัด หรือเลื่อยเป็นท่อน ๆ โดยมีข้อต่อที่ก้นกระบอกจากนั้นนำ “ข้าวเหนียว”ที่มีกะทิผสมเรียบร้อยแล้ว ใส่กระบอกนำไปเผาไฟที่ลานบ้าน โดยขุดดินเป็นรางตื้น ๆ เป็นที่ตั้งกระบอกข้าวหลาม รอบๆ แถวข้าวหลามก่อกองไฟขนานไปกับข้าวหลาม บางบ้านใช้ต้นไม้ที่ตายแล้วทั้งต้นมาเป็นเชื้อเพลิง เช้าวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ชาวบ้านจะนำข้าวหลามขนมจีนไปทำบุญที่วัดการทำบุญข้าวหลามของชาว“ลาวเวียง”ยังคงทำกันตาม ประเพณีดั้งเดิมและผสมผสานกับประเพณีไทยก็คือการปิดทองรอยพระพุทธบาทจำลองที่วัดเขาดงยาง (วัดสุวรรณคีรี)เขต ต.หนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา กลางเดือน 3 ชาวบ้าน “ลาวเวียง” ซึ่งอยู่ห่างจากวัดดงยาง ประมาณ 4 – 6 กิโลเมตร ต้องเดินทางด้วยเท้าไปปิดทอง โดยใช้เส้นทางผ่านบ้านหัวสำโรง ต.หัวสำโรง อ.แปลงยาว ซึ่งมีชาวไทยเชื้อสายเขมร ตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นจำนวนมาก ประเพณีบุญข้าวหลามจึงแพร่หลายสู่บ้านหัวสำโรง และรับเป็นประเพณีของชนกลุ่มตน เป็นประเพณี “ขึ้นเขาเผาข้าวหลาม” ของชาวชุมชนหัวสำโรง ต.หัวสำโรง อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรามาจนถึงทุกวันนี้

บุญข้าวหลาม

เป็นประเพณีการทำบุญถวายข้าวหลาม ขนมจีนน้ำยาป่าแด่พระภิกษุสงฆ์ วัดหนองบัว วัดหนองแหน ซึ่งอยู่ในเขต อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เหตุที่ถวายข้าวหลามนั้น อาจเป็นเพราะเดือน 3 เป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าว ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา จึงนำข้าวอันเป็นพืชหลักของตนที่ได้จากการเก็บเกี่ยวครั้งแรก ซึ่งเรียกว่าข้าวใหม่ จะมีกลิ่นหอมน่ารับประทานมาก นำมาทำเป็นอาหาร โดยใช้ไม้ไผ่สีสุกเป็นวัสดุประกอบในการเผา เพื่อทำให้ข้าวสุก เรียกว่า “ข้าวหลาม” เพื่อนำไปถวายพระภิกษุ

ประเพณีแห่หลวงพ่อพุทธโสธร

ในวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปี ชาวแปดริ้วจะอัญเชิญหลวงพ่อโสธรขึ้น รถคันใหญ่พร้อมกับน้ำมนตร์ที่จะคอยประพรมให้กับประชาชนที่เข้าไปนมัสการองค์ หลวงพ่อตามสองข้างทางที่แล่นผ่าน ซึ่งชาวบ้านจะเรียกว่าแห่ทางบก สำหรับวันขึ้น 14 – 15 ค่ำ เดือน 12 จะเป็นการอัญเชิญหลวงพ่อโสธรลงในเรืองกระแซง หรือเรือขนาดใหญ่ ซึ่งประดับด้วยธงทิวสีสันสวยงามล่องไปตามลำน้ำบางปะกง เพื่อให้ประชาชนที่อยู่ริมน้ำได้ทำการกราบไหว้บูชา โดยเรือจะหยุดให้ประชาชนกระทำพิธีสักการะบูชาตามจุดต่างๆ เช่น ท่าเรือ ที่ว่าการอำเภอ สำหรับในงานจะมีการละเล่น มหรสพ เช่น การแข่งเรือฝีพาย แข่งเรือเร็ว เป็นต้น(จัดงาน ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 12 ถึง แรม 1 ค่ำ เดือน 12)

ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้ง

เป็นประเพณีถวายน้ำผึ้งแก่พระสงฆ์และสามเณรของชาวรามัญที่วัดพิมพาวาส(ใต้) อำเภอบางปะกง มูลเหตุของการถวายน้ำผึ้งสืบเนื่องจากสมัยพุทธกาลซึ่งพระพุทธเจ้าอนุญาตให้ พระภิกษุสามเณรรับน้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นยาได้ ชาวรามัญที่อาศัยอยู่ในตำบลพิมพา อำเภอบางปะกง นั้นจะทำการตักบาตรน้ำผึ้งกันที่ศาลาวัด ในขณะที่พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ โดยชาวบ้านจะนำน้ำผึ้งมาใส่บาตรและใส่น้ำตาลในจานที่วางคู่กับบาตร ส่วนอาหารคาวหวานนำไปใส่ภาชนะที่วางไว้อีกด้านหนึ่งของศาลา อาหารพิเศษที่นำมาใส่บาตรนอกเหนือไปจากน้ำผึ้งและน้ำตาลแล้ว มักจะมีข้าวต้มมัดสำหรับพระจิ้มน้ำผึ้งฉันด้วย (จัดงาน กลางเดือน 9 ทุกปี)

 

งานประเพณีวันกตัญญูต่อสายน้ำอำเภอบ้านโพธิ์

เนื่องด้วยวันที่ ๒๐ ก.ย.๒๕๓๗ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จประพาสทางชลมารค เพื่อตรวจสภาพคลองแสบแสบ และตรวจเยี่ยมชมสองฝั่งคลอง จากกรุงเทพมหานคร ถึง จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นระยะทางกว่า ๗๒ กิโลเมตร และเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี คณะรัฐมนตรี จึงกำหนดให้วันที่ ๒๐ ก.ย. ของทุกปีเป็นวันอนุรักษ์แม่น้ำ คู และคลอง ในวันดังกล่าวมีกิจกรรมดังนี้ คือ ๑. ทำบุญตักบาตร ๒.จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับโทษของการไม่ดูแลแม่น้ำ ประโยชน์ของการอนุรักษ์แม่น้ำ คู คลอง ๓. เทจุลินทรีย์ลงคู คลอง แม่น้ำ ๔. ปล่อยพันธ์ปลาลงสู่แม่น้ำ (จัดงานวันที่ 20 กันยายน ของทุกปี)

ประเพณีแห่ธงตะขาบ

เป็นวัฒนธรรมของชาวรามัญที่เข้าตั้งรกรากอยู่บริเวณวัดพิมพาวาส  อำเภอบางปะกง  ประเพณีดังกล่าวจัดขึ้นในช่วงเทศกาลวันสงกรานต์เป็นการสืบสานงานหัตถกรรมอัน แสดงถึงความละเอียดอ่อนและเป็นเอกลักษณ์ของชาวรามัญ  คือ  การทำธงกระดาษ  ผู้ที่จะทำธงกระดาษได้จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้และสืบทอดการทำธงตะขาบมาจากบรรพบุรุษมิเช่นนั้นก็จะไม่สามารถทำธงตะขาบได้อย่างถูกต้องตามประเพณี  ในวันพิธีแห่ธงตะขาบ  แต่ละบ้านจะจัดเตรียมธงเพื่อนำไปถวายวัด  โดยจะถวายครั้งละ  2 - 3  ตัว ลักษณะของธงตะขาบ  คือ  ตะขาบ  1  ตัว  จะมีราวนม  9  ราวนาม  นมละ  14  ช่วง  นมนี้มีลักษณะเป็นนมคู่ หากเป็นตะขาบตัวเทมีย์จะมีปากเพียงปากเดียว ส่วนตัวผู้ต้องมี  2  ปาก เมื่อทำเสร็จผู้ทำจะนำแป้ง  หวี  กระจก  ผม  1  ปอย  และผ้าเช็ดหน้าแขวนไว้ที่ปากตะขาบ  การแห่นิยมแห่ทางบกมากกว่าทางเรือ  เมื่อถึงวัดชาวบ้านจะนำธงตะขาบไปผูกไว้กับต้นเสาในศาลาวัดเพื่อทำพิธี  เมื่อถึงเวลาพระสงฆ์จะนำสายสิญจน์มาวงรอบธง  จากนั้นพิธีถวายธงจะเริ่มขึ้นด้วยการกล่าวบทนมัสการคุณพระศรีรัตนตรัย ตามด้วยการสรงน้ำพระพุทธรูปและพระสงฆ์  เสร็จแล้วชาวบ้านจะนำธงตะขาบขึ้นไปไว้บนหงส์  เชื่อกันวาทุกครั้งที่ธงตะขาบจะนำธงตะขาบไปไว้บนเสาหงส์  เชื่อกันว่าทุกครั้งที่ธงตะขาบส่ายเพราะแรงบ่ม จะทำให้บรกรุณาที่ล่วงลับไปแล้วได้ขึ้นสวรรค์  (จัดงาน  12 - 14  เมษายน  ของทุกปี)

ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว สถานที่สำคัญ

วัดโสธรวรารามวรวิหาร 

 

วัดโสธรวรารามวรวิหาร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำบางปะกง ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดวรวิหาร

วัดโสธรวรารามวรวิหาร เดิมชื่อว่า วัดหงษ์ สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นที่ประดิษฐาน หลวงพ่อพุทธโสธร พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของฉะเชิงเทรา เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ หน้าตักกว้าง 1.65 เมตร สูง 1.48 เมตร ฝีมือช่างล้านช้าง ตามตำนานเล่าว่า หลวงพ่อพุทธโสธร เป็นพระพุทธรูปหล่อสำริดปางสมาธิหน้าตักกว้างศอกเศษ มีรูปทรงสวยงามมาก ได้แสดงปาฏิหาริย์ลอยน้ำมา และมีผู้อัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานที่วัดแห่งนี้ แต่พระสงฆ์ในวัดเกรงจะมีผู้มาลักพาไปจึงได้เอาปูนพอกเสริมหุ้มองค์เดิมไว้จนมีลักษณะที่เห็นในปัจจุบัน แต่เดิม หลวงพ่อพุทธโสธรประทับอยู่ในโบสถ์หลังเก่าที่มีขนาดเล็ก รวมกับพระพุทธรูปอื่นๆ 18 องค์ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2509 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จราชดำเนินมาที่วัดแห่งนี้ มีพระราชปรารภเรื่องความคับแคบของพระอุโบสถเดิม พระพรหมคุณาภรณ์ (จริปุณโญ ด. เจียม กุลละวณิชย์) อดีตเจ้าอาวาสจึงได้รวบรวมเงินบริจาคเพื่อจัดซื้อที่ดินสำหรับสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธานการสร้าง และทรงเป็นผู้กำกับดูแลงานสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนิน ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อ พ.ศ. 2531 และทรงประกอบพิธียกยอดฉัตรทองคำ น้ำหนัก 77 กิโลกรัม ประดิษฐานเหนือยอดมณฑป เมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2539 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จมาทรงตัดหวายลูกนิมิต เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2549 

การก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ สร้างขึ้นครอบพระอุโบสถหลังเดิม โดยใช้เทคนิควิศวกรรมสมัยใหม่ โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายองค์หลวงพ่อพุทธโสธร และพระพุทธรูปทั้ง 18 องค์ ศิลปะภายในพระอุโบสถหลวงพ่อพุทธโสธร ประกอบด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังโดยรอบนับตั้งแต่พื้นพระอุโบสถ เสา ผนัง และเพดานจะบรรจุเรื่องราวให้เป็นแดนแห่งทิพย์ เป็นเรื่องราวของสีทันดรมหาสมุทร จตุโลกบาล สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พรหมโลก ดวงดาว และจักรวาล โดยตำแหน่งของดวงดาวบนเพดาน กำหนดตำแหน่งตรงกับวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2539 ณ เวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพิธียกยอดฉัตรทองคำ

 

สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ฉะเชิงเทรา

คือ สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 80 พรรษา ลำดับที่ 4 ตั้งอยู่ที่ ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทราจังหวัดฉะเชิงเทรา มีเนื้อที่ 90 ไร่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จเป็นประธานเปิดสวนเมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2529 หน่วยงานรับผิดชอบในการดูแลรักษา คือ เทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา ต้นไม้ประจำสวน คือ เฟื่องฟ้า

ลักษณะของสวน สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ฉะเชิงเทรา เป็นสวนที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองรายล้อมไปด้วยอาคารที่ทำการของรัฐ โดยแต่ละหน่วยงานมีสวนของตนเองที่จัดแต่งให้สอดคล้องกับสวนใหญ่ ทางเข้าสวนมีหลายทาง แต่ละทางมีซุ้มประตูทางเข้าที่สวยงาม ถนนเดิมที่ผ่านกลางสวนมีคูน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำสะอาดคู่ขนานไป ริมน้ำปลูกต้นนนทรีและปาล์มเรยงรายตามคูน้ำ ถนนแบ่งสวนออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งด้านตรงข้ามศาลากลางจังหวัดมีอาคารทรงไทยซึ่งเป็นศาลาที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์เมื่อครั้งเสด็จมาเป็นประธานพิธีเปิดสวน ปัจจุบันใช้ในกิจกรรมหลายด้าน หน้าศาลามีต้นเฟื่องฟ้าทรงปลูกในวันเสด็จ อีกฝั่งหนึ่งของถนนมีสนามฟุตบอล ติดกับสนามฟุตบอลเป็นที่ตั้งของ "สวนเกษม" มีรั้วกั้นและมีสวนที่ออกแบบสวยงามประกอบด้วยบึงที่มีน้ำใสสะอาด มีพรรณไม้ต่างๆ ปลูกตามริมน้ำ โดยเฉพาะปาล์มชนิดต่างๆ มีไม้ตัดแต่งพุ่มเป็นลวดลายและสีสันที่หลากหลาย รวมทั้งแปลงไม้ดอกจำนวนมาก บริเวณริมน้ำมีศาลาขนาดเล็กใหญ่และม้านั่งสบายเรียงรายเพื่อการนั่งพักผ่อน สวนแห่งนี้ยังมีสนามเด็กเล่นพร้อมเครื่องเล่นหลากหลายชนิด จึงมีประชาชนมาใช้พักผ่อนออกกำลังกายตั้งแต่เช้าตรู่ถึงตอนค่ำซึ่งจะมีไฟแสงสว่างเปิดรับกับแสงไฟประดับน้ำพุ

พิพิธภัณฑ์ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

 

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เกิดจากความตั้งใจของ พระพรหมคุณาภรณ์ (จิรปุญโญ ด.เจียมกุลละวณิชย์) อดีตเจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร เมื่อปี พ.ศ. 2530 เพื่อถวายแด่ในหลวง จนกระทั่งได้รวบรวมสิ่งของจัดแสดงได้มากพอสมควร และมีโบราณวัตถุภายในวัดโสธรฯ อยู่บ้างแล้ว จนได้เริ่มดำเนินการ และมีการจัดแสดงอยู่บนชั้น 3 ของอาคารหอประชุมโรงเรียนพุทธโสธร โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเสด็จมาเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2531 แต่หลังจากเปิดอย่างเป็นทางการได้ระยะหนึ่ง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็เริ่มประสบปัญหา จึงปิดไป จนกระทั่งปี พ.ศ. 2537 อาจารย์นันทา ผลบุญ ได้เห็นคุณค่าของพิพิธภัณฑ์จึงเริ่มกลับมาฟื้นฟูและเปิดพิพิธภัณฑ์ให้เป็นแหล่งเรียนรู้อีกครั้ง โดยให้เป็นแหล่งความรู้ของนักเรียนโรงเรียนพุทธโสธร โดยเริ่มจากการตั้งชุมนุมยุวมัคคุเทศก์ ขึ้นมาให้เด็ก ๆ ฝึกนำชมพิพิธภัณฑ์ เริ่มจากห้องโถงขนาดใหญ่เป็นห้องแรก จะพบพระพุทธรูปจำลองหลวงพ่อโสธร และมีพระพุทธรูปต่าง ๆ มีเครื่องถ้วยชามเบญจรงค์ ชุดเครื่องเบญจรงค์ลายพระอภัยมณี ซึ่งหาได้ดูจากที่นี่ที่เดี่ยว ส่วนบริเวณด้านหลังห้อง ยังมีตู้อาวุธ และเครื่องทองเหลือง ส่วนห้องที่สอง คือ ห้องภูมิปัญญาไทย เกี่ยวกับยาไทย และสมุนไพรไทย สุดท้ายคือ ห้องชนชาติไทย ซึ่งด้านหนึ่งเป็นเก้าอี้ที่เคยใช้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อครั้งเสด็จมาเปิดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ และพระเก้าอี้ของสมเด็จพระเทพฯ ที่ทรงเสด็จมาด้วย ถัดไปเป็นประวัติของพระพรหมคุณาภรณ์ จุดเด่นของห้องนี้ คือ กล้องส่องทางไกลสำหรับดูยอดฉัตรทองคำของโบสถ์วัดโสธรฯ ซึ่งเป็นทองหนัก 77 กิโลกรัม มูลค่า 44 ล้านบาทให้ชมเป็นขวัญตา

วัดโพธิ์บางคล้า

วัดโพธิ์บางคล้า ตั้งอยู่ที่ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ตามคำบอกเล่าของผู้สูงอายุในท้องถิ่น วัดแห่งนี้สร้างขึ้นสมัยใดไม่แน่ชัด แต่สันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย และคาดว่าเคยเป็นที่พักทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งยกทัพไปต่อสู้กับพม่า ที่บริเวณปากน้ำโจ้โล้(ห่างจากวัด 1 กม.)เมื่อราวๆปี พ.ศ. 2309จากคำบอกเล่าอีกนั้น วัดแห่งนี้เดิมเป็นกุฎิไม้ใต้ถุนสูง หลังคามุงจาก อยู่ใกล้กับท่าน้ำแม่น้ำบางปะกงและต้นโพธิ์ใหญ่ มีโบสถ์คล้ายเก๋งจีน หลังคาซ้อน2ชั้น มุงด้วยกระเบื้องกาบกล้วย ช่อฟ้าเป็นรูปหัวมังกร ผนังก่ออิฐฉาบปูนขาวผสมน้ำอ้อย ล้อมรอบด้วยใบเสมา (ปัจจุบันทางวัดได้รื้อถอนโบสถ์และกุฏิไม้แล้ว)และด้านหน้าวัดจะมีวิหารเก่าแก่อายุหลายร้อยปี ทรงจตุรมุขสมัยอยุธยาตอนปลาย หลังคามุงด้วยกระเบื้องเกล็ดเต่า และมีการซ่อมแซมหลังคาอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ.2485 และต่อมาหลังคาเกิดพังทลายลง ทำให้ต้องสร้างหลังคาขึ้นใหม่แทนของเดิม เมื่อปี พ.ศ.2541ปัจจุบันวิหารแห่งนี้มีเฉพาะฝาผนังปูน และพระพุทธรูปปางไสยยาสน์เท่านั้น ที่ยังคงเป็นของดั้งเดิม

 

ศาลหลักเมืองฉะเชิงเทรา 

ในอดีตนั้นเมืองฉะเชิงเทราจึงเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญในการปกป้องราชธานีจากการรุกรานของญวนซึ่งลุกลามเป็นสงคราม “อานามสยามยุทธ” พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายที่ว่าการฉะเชิงเทรามาที่บริเวณริมแม่น้ำบางปะกงและให้สร้างป้อมกำแพงเมืองขึ้น พร้อมทั้งมีการสร้างเสาหลักเมืองจังหวัดฉะเชิงเทราขึ้นเป็นครั้งแรก ใน พ.ศ. 2377 เชื่อกันว่าเป็นที่สถิตของจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อคุ้มครองบ้านเมืองและประชาราษฎร์ให้พ้นจากภัยสงครามและอันตรายทั้งปวง ต่อในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสาหลักเมืองได้ชำรุด จึงมีการเปลี่ยนเสาหลักเมืองฉะเชิงเทราเสียใหม่ พร้อมทั้งมีการบำเพ็ญกุศลและสมโภชในการยกเสาหลักเมือง ในพ.ศ. 2540 ได้มีการก่อสร้างเสาหลักเมืองใหม่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ประกอบพิธีสมโภชศาลหลักเมือง เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2542

 

ตลาดบ้านใหม่

 

 

ตลาดบ้านใหม่ หรือตลาดร้อยปีบ้านใหม่ ตั้งอยู่ภายในชุมชนโบราณริมแม่น้ำบางปะกงประกอบด้วย 2 ชุมชน คือ ชุมชนตลาดบ้านใหม่และชุมชนตลาดบ้านบน อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่คึกคักอีกหนึ่งที่เพราะยังคงมีการอนุรักษ์สภาพบ้านเรือนในรูแบบห้องแถวที่สร้างด้วยไม้ ความเป็นอยู่และร้องรอยทางประวัติศาสตร์ในอดีตไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา อีกทั้งยังเป็นอีกหนึ่งโลเคชั่นสวยคลาสสิก สำหรับถ่ายทำละคร ภาพยนตร์ และถ่ายภาพอีกด้วย ปัจจุบันที่นี่เต็มไปด้วยร้านค้าขายมากมาย อาทิ ร้านของที่ระลึกจากกะลามะพร้าว ของเล่นโบราณ เอาใจคนรักของกินด้วยเมนูอาหารโบราณที่หาทานยากร้านกวยจั๊บ, กาแฟโบราณเฮียคุณ, กาแฟโบราณแป๊ะเอ๊ย, ร้านอาหารร้านบ้านป้าหนู, ร้านตำเคียงน้ำ และร้าริมทางที่จำหน่ายขนมถุงทอง, ก๋วยเตี๋ยวโบราณ, ผลไม้ดอง ผลไม้แช่อิ่ม ขนมต่าง ๆ เรียกได้ว่าเลือกได้เต็มอิ่มไม่มีเบื่อเลยก็ว่าได้

 

ตลาดคลองสวน 100 ปี

 

ตลาดบรรยากาศโบราณที่รวบรวมของกินของอร่อยเอาไว้อย่างละลานตา

บรรยากาศภายในชวนย้อนอดีตไปยังชุมชนในอดีตสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ยังคงกลิ่นอายของบ้านเรือนรูปแบบเก่าแก่ ร้านกาแฟโบราณ อาหาร ผักผลไม้สด ต่าง ๆ ซึ่งในอดีตตลาดแห่งนี้ถือเป็นจุดแวะพักเรือจุดแลกเปลี่ยนสินค้า รวมทั้งเป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่เป็นการเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ที่รวดเร็วและสะดวกที่สุด ปัจจุบันมีการพัฒนาตลาดให้คึกคักมากขึ้นและกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวประจำ จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อมาถึงตลาดคลองสวนแล้ว นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวันวานแสนคลาสสิก สนุกกับการเลือกซื้อสินค้าท้องถิ่น นั่งชิลในร้านแป๊ะหลี เจ้าของร้านกาแฟโบราณที่เต็มไปด้วยความเพลิดเพลินในบรรยากาศเก่าที่ตกแต่งร้านด้วยของโบราณที่น่าจดจำมากมาย

 

ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

แหล่งน้ำธรรมชาติ

แหล่งน้ำผิวดิน

จังหวัดฉะเชิงเทรา มีแหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญ คือ แม่น้ำบางปะกงความยาวทั้งสิ้น 122 กิโลเมตร (นับจากจุดบรรจบของต้นน้ำถึงบริเวณปากอ่าว) และตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำบางปะกงในลุ่มแม่น้ำบางปะกงสายหลักฝั่งซ้าย  ฝั่งขวา และลุ่มน้ำคลองท่าลาด รวมพื้นที่ลุ่มน้ำสาขาทั้ง 3 ลุ่มน้ำ เป็นพื้นที่ 4,052.56 ตร.กม. โดยมีปริมาณน้ำท่ารายปีเฉลี่ยของลุ่มน้ำคลองท่าลาดมากที่สุด คือ 744.81  ล้าน ลบ.ม. รองลงมา คือ ลุ่มน้ำบางปะกงสายหลักฝั่งซ้าย มีปริมาณน้ำท่ารายปีเฉลี่ย 167.33 ล้าน ลบ.ม. และลุ่มน้ำฝั่งขวามีปริมาณน้ำท่ารายปี 131.61 ล้าน ลบ.ม. ส่งผลให้มีปริมาณน้ำท่ารายปีเฉลี่ยต่อประชาชนสูงกว่าเกณฑ์กำหนด แต่อย่างไรก็ตามบางพื้นที่อาจมีสภาพขาดแคลนน้ำได้เนื่องจากอยู่ห่างไกลแหล่งน้ำหรือมีคุณภาพน้ำไม่เหมาะสม เช่น น้ำเสียหรือน้ำเค็ม โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้งที่มีการรุกล้ำของน้ำเค็มขึ้นไปตามแม่น้ำบางปะกงและคลองสาขา แหล่งน้ำธรรมชาติ

แม่น้ำบางปะกง เกิดจากแม่น้ำหนุมานและแม่น้ำพระปรงบรรจบกันในจังหวัดปราจีนบุรี (ช่วงที่ไหลผ่านในจังหวัดปราจีนบุรี เรียก แม่น้ำปราจีนบุรี) ไหลลงมาทางทิศตะวันตกแล้ววกลงทางใต้ มีแม่น้ำนครนายกมาบรรจบทางฝั่งขวา เป็นเส้นแบ่งเขตจังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดฉะเชิงเทรา ช่วงนี้จะเรียกว่า แม่น้ำบางปะกง จากนั้นจะไหลลงสู่ทะเลระหว่างตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา และตำบลหนองตำหรุ อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี มีความยาวประมาณ 122 กิโลเมตร

คลองท่าลาด ในจังหวัดฉะเชิงเทราอยู่ในอำเภอพนมสารคาม บางคล้า ราชสาส์น เป็นคลองธรรมชาติที่เกิดจากคลองสาขา คือ คลองสียัดและคลองระบม ซึ่งมีต้นน้ำอยู่ในเขตอำเภอสนามชัยเขต และอำเภอท่าตะเกียบ  

คลองสายย่อย เช่น คลองสำโรง คลองท่าไข่ คลองบางขนาก คลองหลวงแพ่ง ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งเป็นคลองที่เชื่อมโยงกับคลองในกรุงเทพมหานคร

พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) จังหวัดฉะเชิงเทรามีพื้นที่บางส่วนอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำ อ่าวไทย  เนื่องจากขอบเขตของพื้นที่ชุ่มน้ำอ่าวไทยครอบคลุมในหลายจังหวัด โดยขอบเขตของพื้นที่ชุ่มน้ำอ่าวไทย เริ่มจากบริเวณตั้งแต่ใต้สุดของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ถึงตอนใต้สุดของจังหวัดตราด มีเนื้อที่ครอบคลุม 931.8 ตารางกิโลเมตร ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ประกอบด้วย พื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งทะเลและพื้นที่ชุ่มน้ำน้ำจืด โดยเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำในจังหวัดฉะเชิงเทราที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติมี 2 แห่ง คือ

4.1) พื้นที่ชุ่มน้ำแม่น้ำบางปะกง แม่น้ำบางปะกงมีจุดเริ่มต้นที่บริเวณแม่น้ำนครนายกและแม่น้ำปราจีนบุรี มาบรรจบกันที่อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา และไหลลงอ่าวไทยระหว่างอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา กับอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี มีความยาวตลอดลำน้ำ 122 กิโลเมตร

4.2) พื้นที่ชุ่มน้ำในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขาอ่างฤาไน พื้นที่ชุ่มน้ำในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ครอบคลุมพื้นที่อำเภอสนามชัยเขต และอำเภอท่าตะเกียบ

คลองระบม เป็นคลองเหนือคลองสียัด เกิดจากการรวมตัวของลำห้วยสายเล็กๆ หลายสายในบริเวณเขาชำระค้า เขาพลเหม็น เขาสมาลิง และเทือกเขาอื่นๆ ในบริเวณด้านตะวันออกของอำเภอสนามชัยเขต พบว่าคลองนี้จะมีน้ำเกือบตลอดปี

คลองแสนแสบหรือคลองบางขนาก เริ่มจากคลองมหานาคแล้วผ่านเขตบางกะปิ เขตมีนบุรี และเขตหนองจอก แล้วไปบรรจบกับคลองบางขนาก ที่อำเภอบางน้ำเปรี้ยว คลองนี้ใช้เป็นเส้นทางคมนาคมได้ตลอดปี

คลองสิบเอ็ด เริ่มต้นจากคลองระหว่างตำบลดอนฉิมพลีและอำเภอบางน้ำเปรี้ยว เป็นคลองธรรมชาติที่มีน้ำตลอดปี

คลองสียัด เกิดจากลำห้วยเล็กๆ ในบริเวณเขาใหญ่ด้านที่ติดกับจังหวัดฉะเชิงเทรา  และจังหวัดชลบุรี ไหลผ่านอำเภอท่าตะเกียบ สนามชัยเขต และไปบรรจบกับคลองระบมกลายเป็นคลองท่าลาด

คลองประเวศบุรีรมย์ เกิดจากแหล่งน้ำเจ้าพระยาในเขตพระโขนง ไหลลงสู่แม่น้ำบางปะกงฝั่งเหนือ ที่อำเภอบ้านโพธิ์ เป็นคลองธรรมชาติที่มีน้ำตลอดปี

 

ทรัพยากรน้ำใต้ดิน

จังหวัดฉะเชิงเทราพบว่ามีแหล่งน้ำใต้ดินหรือน้ำบาดาลอยู่ทั่วไปภายในจังหวัด โดยพื้นที่มีปริมาณน้ำใต้ดินมาก จะอยู่ทางด้านตะวันตกของจังหวัดในเขตลุ่มน้ำบางปะกง ส่วนทางด้านตะวันออกมีปริมาณน้ำใต้ดินน้อย น้ำใต้ดินส่วนใหญ่มีคุณภาพไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ประโยชน์ในการอุปโภค บริโภค หรือเกษตรกรรม เนื่องจากน้ำมีความเค็มหรือเป็นน้ำกร่อย พื้นที่ที่สามารถนำน้ำใต้ดินมาใช้ประโยชน์ได้คือ บางส่วนของอำเภอบางคล้า อำเภอสนามชัยเขต อำเภอพนมสารคาม อำเภอท่าตะเกียบ แต่มีปริมาณน้อย

 

แหล่งน้ำชลประทาน

แหล่งน้ำจากการพัฒนาที่มีอยู่ภายในจังหวัดฉะเชิงเทรา ประกอบด้วย แหล่งน้ำตามโครงการชลประทานขนาดใหญ่ โครงการชลประทานขนาดกลาง โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการชลประทานขนาดเล็กที่สร้างเสร็จแล้ว

โครงการชลประทานขนาดใหญ่ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรามี 8 โครงการ ดังนี้

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้  

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระองค์ไชยานุชิต

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชลหารพิจิตร

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางพลวง

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนบางปะกง             

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองสียัด

โครงการชลประทานฉะเชิงเทรา

โครงการชลประทานชลบุรี

โครงการชลประทานขนาดกลางในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรามี 3 โครงการ ดังนี้

โครงการอ่างเก็บน้ำคลองระบม

โครงการอ่างเก็บน้ำลาดกระทิง

โครงการฝายท่าลาด

 

ข้อมูลเศรษฐกิจ

 

รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังจังหวัดฉะเชิงเทรา  Chachoengsao Economic & Fiscal Report ประจำเดือนกุมพาพันธ์ 2561

“เครื่องชี้เศรษฐกิจจังหวัด บ่งชี้เศรษฐกิจจังหวัดฉะเชิงเทรามีสัญญาณขยายตัวเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน พิจารณาจากเครื่องชี้ด้านอุปทานขยายตัวจากภาคเกษตรกรรมภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ เครื่องชี้ด้านอุปสงค์ขยายตัวจากการลงทุนภาคเอกชน ส่วนการบริโภคภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐหดตัว ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจจังหวัดอยู่ในเกณฑ์ดี”

เศรษฐกิจด้านอุปทาน (การผลิต)

พบว่าขยายตัวจากเดือนเดียวกันของปีก่อน และขยายตัวในอัตราที่เพิ่มขึ้นเทียบกับเดือนก่อน สะท้อนจากดัชนีผลผลิตภาคเกษตรกรรมขยายตัวร้อยละ 90.9 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน และขยายตัวในอัตราที่เพิ่มขึ้นเทียบกับเดือนก่อน จากปริมาณผลผลิตข้าวซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์เป็นช่วงเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังที่เกษตรกรได้ท าการเพาะปลูกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2560 ประกอบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2560 มีฐานที่ต่ าส่งผลให้ภาคเกษตรกรรมขยายตัวในอัตราที่สูง และปริมาณผลผลิตสุกรไข่ไก่ และกุ้งเพิ่มขึ้น ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวร้อยละ 7.8 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนและขยายตัวในอัตราที่เพิ่มขึ้นเทียบกับเดือนก่อน จากปริมาณการใช้ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรม จำนวนโรงงานในจังหวัด และทุนจดทะเบียนของอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มก าลังการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมและดัชนีผลผลิตภาคบริการขยายตัวร้อยละ 2.7 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน และขยายตัวในอัตราที่ลดลงเทียบกับเดือนก่อน จากการจัดเก็บรายได้จากภาษีสถานบริการ (สนามกอล์ฟ) ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นในจำนวนที่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อน

 

เศรษฐกิจด้านอุปสงค์ (การใช้จ่าย)

พบว่าขยายตัวจากเดือนเดียวกันของปีก่อน และขยายตัวในอัตราที่ลดลงเทียบกับเดือนก่อน สะท้อนจากดัชนีการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 22.7 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน และขยายตัวในอัตราที่เพิ่มขึ้นเทียบกับเดือนก่อน จากพื้นที่อนุญาตก่อสร้างทั้งหมด สินเชื่อเพื่อการลงทุน และรถยนต์ที่จดทะเบียนใช้ในการพาณิชย์เพิ่มขึ้น ส่วนดัชนีการบริโภคภาคเอกชนหดตัวร้อยละ -4.3 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน พลิกกลับมาหดตัวจากที่ขยายตัวจากเดือนก่อน จากจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มหมวดขายส่ง ขายปลีกฯ จำนวนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ลดลงเนื่องจากในช่วง 3 เดือนแรกของปียังไม่มีการจดทะเบียน ส่วนใหญ่จะจดทะเบียนในช่วงปลายปี ลูกค้าส่วนใหญ่นำรถมาจดทะเบียนในช่วงปลายปี ส่งผลให้ปริมาณรถจดทะเบียนต้นปีจึงมีน้อยและการใช้จ่ายภาครัฐหดตัวร้อยละ -14.2 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน พลิกกลับมาหดตัวจากที่ขยายตัวจากเดือนก่อน จากการเบิกจ่ายรายจ่ายลงทุนลดลงร้อยละ 41.4

ด้านรายได้เกษตรกรในจังหวัด

พบว่า รายได้เกษตรกรในเดือนนี้ขยายตัวร้อยละ 48.6 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน พลิกกลับมาขยายตัวจากที่หดตัวจากเดือนก่อน ด้วยปัจจัยทางด้านสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ส่งผลให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากผลผลิตข้าว สุกร ไข่ไก่ และกุ้งที่เพิ่มขึ้น

ด้านการเงิน พบว่า

สภาพคล่องในระบบสถาบันการเงินมีการขยายตัวของปริมาณเงินฝากรวมต่ำกว่าปริมาณสินเชื่อรวม โดยปริมาณเงินฝากรวมขยายตัวร้อยละ 5.3 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนและขยายตัวในอัตราที่เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน สำหรับปริมาณสินเชื่อรวมขยายตัวร้อยละ 5.8 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน และขยายตัวในอัตราที่ลดลงจากเดือนก่อน

ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ

พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของจังหวัดฉะเชิงเทราในเดือนกุมภาพันธ์2561อยู่ที่ร้อยละ 0.2 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อน การจ้างงาน มีจำนวน 439,301 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.0

ด้านการคลัง

พบว่า ผลการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรวมในเดือนกุมภาพันธ์2561 มีจำนวน 477.1ล้านบาทลดลงร้อยละ 17.8 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน จากการเบิกจ่ายรายจ่ายลงทุน จำนวน 252.3 ล้านบาทลดลงร้อยละ 41.4 ขณะที่การเบิกจ่ายรายจ่ายประจำ จำนวน 224.8ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 50.2ผลการจัดเก็บรายได้ เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 1,061.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.7 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน และมีจำนวนลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อน เป็นผลจากการจัดเก็บรายได้ลดลงของสรรพสามิต พื้นที่ฉะเชิงเทรา ส่วนบริการศุลกากรฉะเชิงเทรา ธนารักษ์พื้นที่ฉะเชิงเทรา และหน่วยราชการอื่นๆ

 

อาชีพในจังหวัดฉะเชิงเทรา

อาชีพหลักของประชาชนฉะเชิงเทรา

อาชีพของชาวแปดริ้วส่วนใหญ่ทำด้านการเกษตร เน้นการทำนาปลูกข้าว ปลูกพืชสวน เช่นมะม่วง มะพร้าวอ่อน ยางพารา มันสำปะหลัง เลี้ยงปลาน้ำจืด กุ้งน้ำจืด กุ้งทะเล เลี้ยงไก่ไข่ ไก่เนื้อ ในอดีตนิยมปลูกอ้อยกันมาก เคยมีโรงหีบอ้อยมากกว่า 20 โรง และเคยเป็นแหล่งผลิตน้ำตาลขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศ ปัจจุบันผลิตผลที่สร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัด ได้แก่ ข้าว (พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105) ไข่ไก่ มะม่วง* มะพร้าวอ่อน อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หมาก ยางพารา สับปะรด ไก่เนื้อ เป็นต้น

 

 

 

 

ผลิตภัณฑ์ในจังหวัดฉะเชิงเทรา

สินค้า OTOP จังหวัดฉะเชิงเทรา

มะม่วงกวนอบแห้ง

 

 

 

 

ประวัติความเป็นมา                                                                                                                       

การปลูกมะม่วงมีมาช้านานตั้งแต่บรรพบุรุษ มีการสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันกล่าวกันว่า มะม่วงที่ดีที่สุด และมีรสชาติหวานอร่อยที่สุดในประเทศไทย อยู่ที่อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา เพราะว่ามีสภาพพื้นที่ที่เหมาะสม มีดิน ที่มีลักษณะเฉพาะ คือ เป็นแหล่งดิน 2 น้ำ มีความเค็มและความจืดผสมกันตามธรรมชาติ ซึ่งทำให้มะม่วงมีรสชาติดี หวาน อร่อย ในยามที่มะม่วงมีมากและราคาตก จึงมีการคิดแปรรูปมะม่วงขึ้นเพื่อเก็บไว้รับประทานได้นาน เช่น การนำมากวน อบแห้ง การดอง การแช่อิ่ม เป็นต้น

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ : รสชาติดี อร่อย

ปริมาณการผลิต : 1,000 กิโลกรัม/เดือน

ราคา : 25 บาท/กล่อง

สถานที่จำหน่าย : 5 ถ.สุวินทวงศ์ ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา  038 813444  

 

ขนมเปี๊ยะนมสด คุกกี้สมุนไพร ขนมเปี๊ยะมะลิ

 

 

 

 

 

 

ประวัติความเป็นมา

ขนมเปี๊ยะเป็นขนมของชาวจีนมีมาแต่ช้านาน ขนมเปี๊ยะแปดริ้วที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เช่น ขนมเปี๊ยะอึ้งมุ่ยเส็ง ขนมเปี๊ยะตั้งเซ่งจั๊ว ขนมเปี๊ยะบ้านบุญมี มีต้นกำเนิดอยู่แถวอำเภอบางคล้า เนื่องจากมีบรรพบุรุษชาวจีนที่อพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ตั้งรกรากอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แรกเริ่มมีการทำขนมเปี๊ยะทานกันเองภายในครอบครัว ต่อมาจึงแจกจ่ายไปยังเพื่อนบ้าน และขยายเป็นการค้า มีการพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ตามลำดับ มาจนถึงปัจจุบัน

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ : หอม อร่อย ได้รับมาตรฐานสากล เหมาะเป็นของขวัญของฝาก มีหลายชนิดให้เลือก

ปริมาณการผลิต : 1,000 กล่อง/เดือน

ราคา : 35 บาท/กล่อง

สถานที่จำหน่าย :  39/4 หมู่ 1 ต.ปากน้ำ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา   01 9288216

 

 

ฝอยทอง ฝอยเงิน ทองหยิบ ทองหยอด

 

 

 

 

ประวัติความเป็นมา

ด้วยความรู้ ความสามารถ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่สืบทอดวิธีการทำขนมไทยโบราณ จากบรรพบุรุษมาจนถึงลูกหลานในปัจจุบัน โดยขนมไทยโบราณที่กลุ่มเลือกผลิตนั้น จะเน้นขนมที่เป็นมงคลที่ชื่อมีคำว่า ทอง อยู่ด้วย เพราะเชื่อว่าทองเป็นของมีค่า เมื่อทำขึ้นประกอบในงานมงคล ก็จะนึกไปถึงความร่ำรวยมั่งคั่งด้วยเงินทอง หากมอบเป็นของขวัญในวันสำคัญ ให้กับบุคคลที่รัก เคารพ หรือญาติสนิท มิตรสหาย ก็เปรียบเสมือนให้ของดีของมีค่าดังให้ทองคำแก่กัน เช่น ฝอยทอง ทองหยอด ทองหยิบ ทองเอก ประกอบกับจังหวัดได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตไข่ไก่ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ การนำวัตถุดิบในท้องถิ่น (ไข่ไก่) ซึ่งมีความสดใหม่ ให้คุณค่าทางโภชนาการ (ให้พลังงานและโปรตีนสูง) และสามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่น มาใช้ในกระบวนการผลิต เป็นแนวคิดที่นำไปสู่การจัดตั้งกลุ่มทำขนมหวานบ้านคลองผีขุด

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์  : ชื่อมีคำว่าทอง เป็นขนมมงคล นำมาซี่งความร่ำรวย ความเจริญ

ปริมาณการผลิต :  200 กิโลกรัม/เดือน

ราคา  : 150 บาท/กล่อง

สถานที่จำหน่าย :  38 หมู่ที่ 14 บ้านคลองผีขุด ต.บางปะกง อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา 0-9832-4133

 

ไข่เค็มกลิ่นใบเตย ”บ้านโพธิ์”

ประวัติความเป็นมา

กลุ่มจัดตั้งเมื่อ พ.ศ.2541 เกิดจากการที่ตอนยังเรียนหนังสืออยู่แล้วได้ตามป้ามาขายของที่ศาลากลางเป็นประจำ เห็นคนขายสินค้าน่าสนุกดีก็เลยเกิดแนวคิดว่าว่างจากเรียน เสาร์-อาทิตย์ รวมกลุ่มกันแล้วทำสินค้าที่ในตลาดยังไม่มีขายมาลองขาย เลยทำไข่เค็มแล้วได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์  :  ทำจากไข่เป็ดสด พอกด้วยดินสอพองกับใบเตย และต้มด้วยน้ำใบเตย ไข่แดง ไข่ขาว ไม่เค็ม

ปริมาณการผลิต : 10,000 ฟอง/เดือน

ราคา :  6 บาท/ฟอง

สถานที่จำหน่าย :  94/2 ม.3 ต.แสนภูดาษ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา 0-6844-4549

 

กล้วยแผ่นอบ

 

ประวัติความเป็นมา

  ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา มีการปลูกกล้วยกันมาก เมื่อมีผลผลิตเกินความต้องการ จึงคิดหาทางแปรรูป โดยทางกลุ่มนำกล้วยสุกมาแปรรูปเป็นกล้วยอบโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งคุณจินตนา ตันเจริญ ประธานกลุ่ม ได้รับการฝึกอบรมมาจากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ นอกจากกล้วยอบแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปกล้วยอื่น ๆ อีกหลายชนิด เช่น กล้วยกรอบอบเนย กล้วยกรอบรสปาปริกา กล้วยกรอบรสบาร์บีคิว กล้วยสามรส น้ำพริกเผากล้วย ข้าวเกรียบกล้วย กล้วยอบน้ำผึ้ง เป็นต้น นอกจากขายตามร้านทั่วไปแล้ว กล้วยอบชุมชนของกลุ่ม ยังเคยได้รับความไว้วางใจจากการบินไทย ให้เสิร์ฟ เป็นอาหารว่างบนสายการบินไทยด้วย

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์  : หอม อร่อย เก็บไว้ได้นาน

ปริมาณการผลิต : 200 กิโลกรัม/เดือน

ราคา  :  80 บาท/กิโลกรัม (บรรจุถุง)

สถานที่จำหน่าย : 34 ม.4 ต.บางคา อ.ราชสาส์น จ.ฉะเชิงเทรา 0-1455-1861

 

ปุ๋ยน้ำสกัด ชีวภาพ

 

ประวัติความเป็นมา

เริ่มจัดตั้งกลุ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2526 โดยปัจจุบันทางกลุ่มได้มีการเปิดรับสาธิตให้กับบุคคลภายนอก โดยมีสมุนไพรโล่ติ๊น สูตรสร้างตัว มีส่วนผสมของโล่ติ๊นเป็นผลิตภัณฑ์หลัก

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์  : สมุนไพรโล่ติ๊น สูตรสร้างตัว มีส่วนผสมของโล่ติ๊นอย่างเดียว  (30348)(OTOP)  

ปริมาณการผลิต :  100 ขวด/เดือน

ราคา : 150 บาท/ขวด

สถานที่จำหน่าย : 2 ม.8 ต.วังเย็น อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา 01-9492181

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อมูลสาธารณสุข

 

 

 

 

ข้อมูลสาธารณสุข

การสาธารณสุขและสถานีอนามัย

จังหวัดฉะเชิงเทรามีโรงพยาบาล ศูนย์การแพทย์ และโรงพยาบาลประจำตำบลจำนวน 119 แห่งโดยมีค่าเฉลี่ยการให้บริการรักษาพยาบาลต่อเดือนต่อครั้งที่เพิ่มสูงขึ้น จาก 754.47 บาท ในปี 2551 เป็น 1215 บาทต่อเดือนต่อครั้งในปี 2554 ประกอบกับค่าเฉลี่ยจำนวนวันในการให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลต่างเพิ่มสูงขึ้นจาก 24.81 วันต่อครั้งในปีพ.ศ.2551 เป็น 39.95 วันต่อครั้ง ในปี พ.ศ. 2554

จังหวัดฉะเชิงเทรา ดำเนินโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มีการขึ้นทะเบียนหน่วยบริการ

คู่สัญญา ทั้งหมด 11 เครือข่าย ได้ดำเนินการออกบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้แก่ประชาชน ผู้มีสิทธิ ณ

เดือน กันยายน 2556 เป็นความครอบคลุมร้อยละ 99.74 ของประชากรทั้งหมด 682,237 คน

สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า                 469,405 ราย

สิทธิประกันสังคม                             143,876 ราย

สิทธิข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ                  41,314 ราย

แพทย์ 201 คน                               คิดเป็น 1 คน/3,412 คน

ทันตแพทย์ 56 คน                           คิดเป็น 1 คน/12,245 คน

เภสัชกร 79 คน                               คิดเป็น 1 คน/8,680 คน

พยาบาลวิชาชีพ 1,223 คน                  คิดเป็น 1 คน/561 คน

          การปราบปรามยาเสพติด

ผลการจับกุมคดียาเสพติดในปีงบประมาณปี 2557 โดยจับกุมผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ

ทั้งหมด 6,876 ราย/ผู้ต้องหา 6,989 คน รายละเอียดปรากฏ ดังตาราง โดยมีของกลางเป็น ยาบ้า

508,865 เม็ด ยาไอซ์ 1,305.3 กรัม กัญชาแห้ง 5.49 กรัม กัญชาสด 284.75 กรัม พืชกระท่อม

126.52 กรัม สารระเหย 8 กระป๋อง

          การบำบัดและฟื้นฟ้ผู้เสพยาเสพติด

          ในปีงบประมาณปี 2557 มีผู้เข้ารับการฟื้นฟ้ในระบบสมัครใจบำบัด จำนวน 609 ราย มีผู้เข้ารับการฟื้นฟ้ในระบบบังคับบำบัด จำนวน 1,899 ราย มีผู้เข้ารับการฟื้นฟ้ฯ ที่เข้ารับการบำบัดแล้วมีผลน่าพอใจคณะอนุกรรมการฯ มีคำวินิจฉัยให้ผ่านการบำบัด จำนวน 5,513 ราย โดยอยู่ระหว่างติดตามผล 1 ปี และผู้ที่ต้องโทษบำบัดฯ จำนวน 212 ราย

การศึกษาในจังหวัดฉะเชิงเทรา

โรงเรียนในจังหวัดฉะเชิงเทรา

อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา

โรงเรียนดัดดรุณี

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเปร็งวิสุทธาธิบดี

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการสุวินทวงศ์

โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์

โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ 2

โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ 3 ชนะสงสารวิทยา

โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ 5

โรงเรียนวัดโสธรวรารามวรวิหาร (พุทธโสธร)

โรงเรียนแปดริ้ววิทยาคม ชินูปถัมภ์

อำเภอบางคล้า

โรงเรียนบางคล้าพิทยาคม

โรงเรียนวัดเปี่ยมนิโครธาราม

อำเภอบางน้ำเปรี้ยว

โรงเรียนการทำมาหากินวัดโพธิ์เฉลิมรักษ์ ฯ

โรงเรียนดอนฉิมพลีพิทยาคม

โรงเรียนบางน้ำเปรี้ยววิทยา

โรงเรียนหมอนทองวิทยา

อำเภอบ้านโพธิ์

โรงเรียนผาณิตวิทยา

โรงเรียนพุทธิรังสีพิบูล

โรงเรียนวิทยาราษฎร์รังสรรค์

อำเภอบางปะกง

โรงเรียนบางปะกง "บวรวิทยายน"

อำเภอพนมสารคาม

โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ฉะเชิงเทรา

โรงเรียนพนมสารคาม "พนมอดุลวิทยา"

โรงเรียนวัดท่าเกวียน(สัยอุทิศ)

อำเภอราชสาส์น

โรงเรียนราชสาส์นวิทยา

อำเภอสนามชัยเขต

โรงเรียนมัธยมพระราชทานนายาว

โรงเรียนสนามชัยเขต

อำเภอแปลงยาว

โรงเรียนแปลงยาวพิทยาคม

โรงเรียนไผ่แก้ววิทยา

โรงเรียนหนองไม้แก่นวิทยา

อำเภอท่าตะเกียบ

โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี 3 ฉะเชิงเทรา

อำเภอคลองเขื่อน

โรงเรียนก้อนแก้วพิทยาคม

โรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา

อำเภอสนามชัยเขต

โรงเรียนชำป่างามวิทยาคม

โรงเรียนเอกชน

โรงเรียนเซนต์หลุยส์ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา

โรงเรียนเซนต์แอนโทนี อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา

โรงเรียนสุตะบำรุงพิทยาคาร อำเภอบางคล้า

โรงเรียนปัญจพิทยาคาร "สนั่น พิชิตกุล อนุสรณ์" อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา

โรงเรียนดาราสมุทร อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา

โรงเรียนดาราจรัส อำเภอบางคล้า

โรงเรียนอนุบาลศรีวรการแปลงยาว อำเภอแปลงยาว

โรงเรียนมารดานฤมล อำเภอบางปะกง

โรงเรียนศรีวรการ อำเภอเมือง

โรงเรียนจันทราทิราช สุวินทวงศ์

โณงเรียนเทพประสิทธิ์วิทยา อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา

 

วิทยาลัย

มหาวิทยาลัย

 

 

กองทุนสวัสดิการชุมชน ตำบลหนองยาว อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา

กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลหนองยาว ตั้งอย่เูลขที่ 1/1 บ้านหนองยาว หมู่ที่ 7 ตำบลหนองยาว อำเภอ พนมสารคาม จังหวัด ฉะเชิงเทรา จำนวนหมู่บ้านทั้งหมด 12 หมู่บ้านซึ่งเข้าร่วม กองทุนทั้งหมด มีคณะกรรมการกองทุนจำนวน 19 คน

วัตถุประสงค์ของการก่อตั้งกลุ่ม

1.เพื่อปลูกฝังนิสัยของทุกคนในชุมชนให้รู้จักพึ่งพาตนเอง

2.เพื่อให้เกิดการดูแลช่วยเหลือเกื้อกูลกันเองของพี่น้องสมาชิก

3.ปลูกฝังนิสัยของคนในชุมชนให้ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด และอดออม

4.เพื่อให้คนในชุมชนร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมรับผลประโยชน์

5.เพื่อเชื่อมโยงและสร้างพลังร่วมใจการพัฒนาระบบสวัสดิการ

6.เพื่อเป็นหลักประกันสร้างความมั่นใจให้สมาชิกรวมทั้งผู้นำชุมชนที่เสียสละตนเองทำางานเพื่อ ส่วนรวมในยามเดือดร้อน

7.เพื่อเป็นเครื่องมือสร้างกระบวนการเรียนรู้สู่ความรักความสามัคคี

 

กิจกรรมที่กลุ่ม / องค์กร / ชุมชนดำเนินการอยู่

- สภาองค์กรชุมชน

- ทำสาธารณะประโยชน์ต่อหมู่บ้าน

- เปิดรับสมาชิกใหม่ทุกปี

- มีการประชุมชี้แจงผลการดำเนินงานของกองทุนทุกปี

- เมื่อสมาชิกเสียชีวิตประธานพร้อมคณะกรรมการกองทุนไปมอบให้แก่ญาติผู้เสียชีวิต

- การออมทรัพย์

- การปันผลกำไร

 

จำนวนกองทุนเริ่มแรก ปี2551 : 385,580 บาท จำนวนกองทุนปัจจุบัน ปี2551 : 385,580 บาท ที่มาของกองทุน มาจาก

- กองทุนหมู่บ้าน : จำนวนเงิน 6,000 บาท 

- การออมวันละบาท/สัจจะวันละบาท : จำนวนเงิน 179,580 บาท 

- เงินสมทบจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน : จำนวนเงิน 100,000 บาท 

- เงินสมทบจากองค์การบริหารส่วนต าบล : จำนวนเงิน 100,000 บาท 

 

สวัสดิการที่จัดไว้มี4 ประเภท

1. เด็กแรกเกิด/คลอดบุตร

2. เจ็บป่วย

3. เสียชีวิต

4. กิจกรรมรักษาสิ่งแวดล้อม

 

ปัจจุบันมีผู้ได้รับสวัสดิการไปแล้วดังนี้ 

- เจ็บป่วย : จำนวนคน 102คน : จำนวนเงิน 48,100 บาท

- เด็กแรกเกิด/คลอดบุตร : จำนวนคน 10คน : จำนวนเงิน 5,000 บาท 

- เสียชีวิต : จำนวนคน 22คน : จำนวนเงิน 220,000 บาท

 

 

 

 

 

องค์กรพัฒนาท้องถิ่นในจังหวัดฉะเขิงเทรา

วิสัยทัศน์

เป็นองค์กรที่มีสมรรถนะในการส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งในการให้บริการสาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ

พันธกิจ

๑. สนับสนุนการกำกับ ดูแล ตรวจสอบ การบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

๒. ส่งเสริมสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบูรณาการในการดำเนินกิจกรรม พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ฟื้นฟูธรรมชาติและรักษาสิ่งแวดล้อม

๓. พัฒนาบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ

๔. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เกิดความโปร่งใส และตรวจสอบได้

๕. ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งในการบริหารงานให้เกิดผล สัมฤทธิ์ต่อภารกิจขององค์กร และการบริการประชาชน

๖. ส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษา

๗. ส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องท้องถิ่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและแก้ไขปัญหาความยากจนโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง