26/02/2018

ภูมิรัฐศาสตร์และการปกครอง

Written by  โครงการโรงไฟฟ้าบางประกง ทดแทน เครื่องที่ 1 - 2 (จ.ฉะเทริงเทรา)
Rate this item
(0 votes)

ภูมิรัฐศาสตร์และการปกครอง

จังหวัดฉะเชิงเทรา

ประวัติความเป็นมา

             ประวัติความเป็นมาของจังหวัดแต่ละยุคสมัย จังหวัด ฉะเชิงเทราหรือที่นิยมเรียกกันว่า " แปดริ้ว " เคยเป็นเมืองหนึ่งที่อยู่ในอำนาจการปกครองของขอมมาก่อนในสมัยอิทธิพลของ อาณาจักรลพบุรี (ขอม) เมืองฉะเชิงเทราตั้งอยู่สองฝั่งแม่น้ำบางปะกง เป็นไปได้ว่าชาวเมืองสมัยโบราณอาจจะเรียกชื่อแม่น้ำบางปะกงว่า คลองลึกหรือคลองใหญ่ ตามลักษณะที่มองเห็นแต่ด้วยอิทธิพลเขมรจึงได้เรียกชื่อแม่น้ำ เป็นภาษาเขมรว่า " สตึงเตรง หรือ ฉทรึงเทรา " ซึ่งแปลว่า คลองลึก นั่นเอง ครั้นเรียกกันไปนาน ๆ เสียงเลยเพี้ยนกลายเป็น "ฉะเชิงเทรา" แต่ก็มีความเห็นอื่นที่แตกต่างออกไปว่าชื่อ "ฉะเชิงเทรา" น่าจะเพี้ยนมาจาก "แสงเชรา" หรือ "แซงเซา" หรือ "แสงเซา" อันเป็นชื่อเมืองที่สมเด็จพระบรมราชาธิราช เสด็จไปตีได้ตามที่พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐกล่าวไว้ มากกว่า ส่วนความเป็นมาของชื่อ "แปดริ้ว" ก็มีเล่าขานกันมาหลายกระแส บ้างก็ว่าที่ได้ชื่อว่าเมืองแปดริ้ว ก็เพราะขนาดอันใหญ่โตของปลาช่อนที่ชุกชุมเมื่อนำมาแล่ จะต้องแล่ถึงแปดริ้ว หรือไม่ก็ว่ามาจากนิทานพื้นบ้านเรื่อง "พระรถเมรี" เล่าว่ายักษ์ฆ่านางสิบสองแล้วชำแหละศพออกเป็นชิ้น ๆ รวมแปดริ้ว ทิ้งลอยไปตามลำน้ำท่าลาดสำหรับข้อสันนิษฐานการตั้งเมืองฉะเชิงเทรา ปรากฏครั้งแรกในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในฐานะหัวเมืองชั้นในหรือเมืองจัตวา ในแผ่นดินของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ.๑๙๙๑-๒๐๓๑) แต่สำหรับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ปรากฏชัดเจนในสมัยพระนเรศวรมหาราชที่ใช้ เมืองฉะเชิงเทราเป็นที่รวบรวมไพร่พล เมื่อ พ.ศ.๒๑๓๖ ด้วยชัยภูมิของเมืองที่เหมาะแก่การทำสงครามกองโจร ทำให้ฉะเชิงเทราเป็นเมืองหน้าด่านที่ใช้ป้องกันศัตรู ปกป้องเมืองหลวง จวบจนสู่การปกครองระบบประชาธิปไตยในปี พ.ศ.๒๔๗๕ และในปี พ.ศ.๒๔๗๖ มีการกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ส่วนภูมิภาค คำว่าเมืองเปลี่ยนเป็นจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ครองเมือง หลังจากนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ซึ่งเป็นปีที่มีการตั้งภาคครั้งสุดท้ายของไทย ฉะเชิงเทราได้รับเลือกเป็นสถานที่ภาคมีเขตความรับผิดชอบ ๘ จังหวัด ซึ่งนับเป็นบทบาทที่สำคัญทางประวัติศาสตร์การปกครองของจังหวัดฉะเชิงเทรา

 

" ฉะเชิงเทรา" กับ "แปดริ้ว "

"ฉะเชิงเทรา" กับ "แปดริ้ว" คือสองชื่อที่เรียกขานเมืองนี้ "ฉะเชิงเทรา" เป็นชื่อที่ใช้ในทางราชการ ส่วน "แปดริ้ว" เป็นภาษาท้องถิ่นที่ชาวบ้านใช้เรียกกันมาช้านาน ซึ่งทั้งสองชื่อต่างก็มีเรื่องเล่าขานถึงความเป็นมาอย่างหลากหลายและมีสีสัน ชื่อ "ฉะเชิงเทรา" มีต้นเค้านึ่งมาจากหนังสือชุมนุมพระนิพนธ์ภาคปกิณกะ ภาค 1 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีความพาดพิงถึงเมืองฉะเชิงเทราว่า "...ชื่อบ้านเมืองเหล่านี้เป็นชื่อไทยบ้าง ชื่อเขมรบ้าง เป็นสองชื่อทั้งไทยทั้งเขมรบ้าง อย่างเมืองฉะเชิงเทราเป็นชื่อเขมร แปดริ้วเป็นชื่อไทย..." นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีบางท่านจึงมีความเห็นว่า "ฉะเชิงเทรา" น่าจะเพี้ยนมาจากคำเขมรว่า "สตึงเตรง" หรือ "ฉ่ทรึงเทรา" ซึ่งแปลว่า "คลองลึก" ความเห็นนี้คงอาศัยเหตุผลทางภูมิศาสตร์ด้วย เพราะเมืองฉะเชิงเทราตั้งอยู่สองฝั่งแม่น้ำบางปะกง เมื่อครั้งที่ขอมยังมีอำนาจปกครองแผ่นดินไทยอยู่นั้น เมืองนี้เป็นเมืองหนึ่งที่อยู่ในอำนาจการปกครองขิงขอมมาก่อน เป็นไปได้ว่าชาวเมืองในสมัยโบราณอาจจะเรียกแม่น้ำบางปะกงว่า "คลองลึก" หรือคลองใหญ่ ตามลักษณะที่มองเห็น และด้วยอิทธิพลเขมรจึงไดเรียกชื่อแม่น้ำเป็นภาษาเขมรว่า "สตรึงเตรง" หรือ "ฉ่ทรึงเทรา" ครั้งเรียกกันไปนานๆ เสียงก็เพี้ยนกลายเป็น "ฉะเชิงเทรา" เมืองที่อยู่บนฝั่งแม่น้ำก็พลอยได้ชื่อว่า "ฉะเชิงเทรา" ไปด้วย

อย่างไร ก็ตาม คนจำนวนมากมักมีความเห็นต่างอกไปว่า ชื่อ "ฉะเชิงเทรา" น่าจะเพี้ยนจาก "แสงเชรา" หรือ "แซงเซา" หรือ "แสงเซา" อันเป็นชื่อเมืองที่สมเด็จพระบรมราชาธิราชเสด็จไปตีได้ ตามที่พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐกล่าวไว้มากกว่า เพราะการออกเสียงใกล้เคียงกันมาก ยิ่งเมื่อประกอบความคิดที่ว่า เมืองตั้งขึ้นในตอนต้นกรุงศรีอยุธยา อันเป็นเวลาที่ชื่อเสียงเรียงนามต่างๆ น่าจะเป็นคำไทยหมดแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน อย่างนนทบุรี นครไชยศรีและสาครบุรี ซึ่งล้วนแต่มีเชื้อสายไทยอิทธิพลอินเดีย ยิ่งทำให้น่าเชื่อว่าเมืองนี้ไม่ใช่คำเขมร หากแต่เป็นคำไทยที่เพี้ยนมาขากชื่อเมืองในพงศาวดารนี่เอง  ส่วน ความเป็นมาของชื่อ "แปดริ้ว" ก็มีตำนานเล่าขานกันมาหลายกระแสไม่แพ้กัน บ้างก็ว่าเมืองนี้แต่ไหนแต่ไรมาเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ ในลำน้ำอุดมสมบูรณ์ด้วนสัตว์น้ำนานาชนิด โดยเฉพาะปลาช่อนซึ่งเป็นปลาน้ำจืดรสดีนั้นมีชุกชุมและขนาดใหญ่กว่าในท้อง ถิ่นอื่นๆ จนเมื่อนำมาแล่เนื้อทำปลาตากแห้ง จะแล่เพียงสี่ริ้วหรือห้าริ้วตามปกติไม่ได้ ต้องแล่ออกถึง "แปดริ้ว" เมืองนี้จึงได้ชื่อว่า "แปดริ้ว" ตามขนาดใหญ่โตของปลาช่อนซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเมือง  นอกจากเรื่องปากท้องซึ่งเป็นเรื่องใหญ่และมีอิทธิพลต่อความคิดของชาว บ้านอย่างมากแล้ว นิทานพื้นบ้านซึ่งมีเนื้อเรื่องค่อนข้างผาดโผนก็มีส่วนสร้างความเชื่อถือใน เรื่องชื่อเมืองได้เหมือนกัน คนในท้องถิ่นพนมสารคามเล่าถึงเรื่อง "พระรถ-เมรี" ซึ่งเป็นนิทานเรื่องหนึ่งในปัญญาสชาดกว่า ยักษ์ได้ฆ่านางสิบสองแล้วลากศพไปยังท่าน้ำ ในบริเวณที่เป็นคลอง"ท่าลาด" แล้วชำแหละศพออกเป็นริ้วๆ รวมแปดริ้ว แล้วทิ้งลอยไปตามลำน้ำท่าลาด ริ้วเนื้อริ้วหนังของนางสิบสองลอยมาออกยังแม่น้ำบางปะกง ไปจนถึงฉะเชิงเทรา เมืองนี้จึงได้ชื่อว่า "แปดริ้ว"

ฉะเชิงเทราในอดีต 

               เมืองฉะเชิงเทราถือกำเนิดขึ้นเมื่อใด ไม่มีผู้ยืนยันได้แน่ชัด แต่จากที่ตั้งของเมือง นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าริมฝั่งแม่น้ำบางปะกงแห่งนี้ เมื่อหลายพันปีก่อน น่าจะเป็นแหล่งอารยะธรรมสำคัญแห่งหนึ่งเช่นเดียวกับที่ราบลุ่มแม่น้ำอื่นๆ ซึ่งเป็นแหล่งพักพิงอาศัยของผู้คนมาแต่โบราณ และเมื่อมีการขุดค้นพบโครงกระดูกและเครื่องประดับมีค่าอายุกว่า 5,000 ปี ณ แหล่งโบราณคดีโคกพนมดี อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ซึ่งเชื่อว่าอยู่ในเขตการปกครองของเมืองฉะเชิงเทรามาก่อน จึงเกิดเป็นหลักฐานว่า ผู้ที่เคยอาศัยอยู่ในบริเวณนี้ในครั้งนั้น น่าจะเป็นมนุษย์โบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์ทั้งหลายก็น่าจะตั้งรกรากอยู่ ใกล้เคียงกันตามชายฝั่งทะเลแถบนี้ จึงมีความเป็นไปได้ว่า เจ้าของอารยะธรรมที่โคกพนมดีอาจจะเป็นบรรพชนของผู้สร้างอารยะธรรมยุคสำริด อันเลื่องชื่อที่บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานีก็ได้

เมื่อล่วงเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์ แหล่งอารยะธรรมลุ่มแม่น้ำบางปะกงดูจะมีหลัดฐานชัดเจนขึ้น แต่บ้านเมืองในยุคต้นพุทธกาลนี้ก็ยังมิได้รวมเป็นลักษณะ "อาณาจักร" ที่มีราชธานี ณ ที่ใดที่หนึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครอง คงเป็นเพียงการรวมกลุ่มขึ้นเป็น "แคว้น" หรือ "นครรัฐ" เล็กๆ กระนั้น บทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว หากพิจารณาจากสภาพภูมิศาสตร์ ชุมชนศูนย์กลางของอารยะธรรมกลุ่มแม่น้ำบางปะกงนั้น น่าจะเป็นทางออกสู่ทะเลซึ่งสามารถติดต่อซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินค้าและ วัฒนธรรมกับดินแดนโพ้นทะเล และในขณะเดียวกัน ก็สามารถนำพาสินค้าและวัฒนธรรมเหล่านั้นไปยังดินแดนภายในแผ่นดินใหญ่ ซึ่งอยู่บริเวณที่ราบสูงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและที่ราบต่ำในกัมพูชา อันถือได้ว่าเป็นบ่อเกิดแห่งอารยะธรรมสมัยโบราณของภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ได้อย่างสะดวก หลักฐานทางโบราณคดีที่ค้นพบได้ในบริเวณนั้น ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมหรือประติมากรรม ล้วนแสดงว่าชุมชนแห่งนี้มีอายุต่อเนื่องยืนยาวหลายพันปี และมีมนุษย์อาศัยสืบเนื่องมาไม่ขาดสายตั้งแต่ยุคบรรพกาล

อย่างไรก็ตาม ชื่อ "ฉะเชิงเทรา" ได้มาปรากฏอย่างเป็นเรื่องเป็นราวครั้งแรกในสมัยกรุงศรีอยุธยา ในแผ่นดินของสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ (พ.ศ. 1991-2031) ฉะเชิงเทราได้รับบทบาทสำคัญในการปกครอง ในฐานะหัวเมืองชั้นในหรือเมืองจัตวาที่อยู่ใกล้ราชธานีของประเทศ เช่นเดียวกับราชบุรี เพชรบุรี กาญจนบุรี สมุทรสงคราม นครไชยศรี นครสวรรค์ ชัยนาท สุพรรณบุรี สมุทรสาคร ชลบุรี ปราจีนบุรี และนครนายก ในสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา บทบาทของ "เมือง" แห่งนี้ในฐานะเพื่อนร่วมทุกข์สุขของพี่น้องชาวไทยเริ่มเห็นชัดเจนเป็น รูปธรรมครั้งแรก ด้วยเหตุที่ฉะเชิงเทราตั้งอยู่ใกล้ชายแดนเขมร แต่ไหนแต่ไรมา เขมรมักถือโอกาสซ้ำเติมไทยโดยยกทัพมากวาดต้อนผู้คนอยู่เนืองๆ ในเวลาที่ไทยเพลี่ยงพล้ำในการศึกกับพม่า ในปี พ.ศ. 2126 สมเด็จพระนเรศวนมหาราชจึงได้ทรงเกณฑ์ผู้คนนับหมื่น เสด็จกรีธาทัพไปตีเมืองละแวกเพื่อแก้แค้นเขมร การศึกครั้งนั้นเป็นครั้งใหญ่ที่มีการวางแผนรบอย่างรอบครอบ และฉะเชิงเทราได้กลายเป็นขุมกำลังและแหล่งเสบียงสำคัญที่มีหน้าที่แจกจ่าย เสบียงให้แก่กองทัพหลวง

ไม่ถึงสองร้อยปีให้หลัง ฉะเชิงเทราที่มีบทบาททางการเมืองอย่างสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทยอีกครั้ง หนึ่ง ในปี พ.ศ. 2310 ซึ่งเป็นปีที่กรุงศรีอยุธยาแตกพ่ายแก่พม่า พระยากำแพงเพชรผู้ซึ่งในภายหลังได้ขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระเจ้า ตากสินมหาราชได้ชุมนุมพลพันเศษ เดินทัพจากกรุงศรีอยุธยาที่ล่มแล้ว หมายจะไปซ่องสุมกำลังที่เมืองจันทบุรีเพื่อกอบกู้ชาติไทย ทัพไทยถูกทหารพม่าติดตามมาดักที่บริเวณปากน้ำเจ้าโล้ซึ่งเป็นที่ตั้งเมือง ฉะเชิงเทราในขณะนั้นจึงเกิดปะทะกันขึ้นแต่ด้วยชัยภูมิของเมืองอันเหมาะแก่ การทำสงครามกองโจรพระยากำแพงเพชรจึงสามารถตีทัพพม่าแตกพ่ายไปและเดินทางต่อ ไปได้จนถึงที่หมาย และภายหลังจากที่ฝึกปรือทหารจนมีกำลังกล้าแข็งแล้วก็ได้นำกำลังโดยใช้ ฉะเชิงเทราเป็นเส้นทางหนึ่งในการเดินทัพเข้าโจมตีพม่าที่เมืองธนบุรี แล้วขึ้นไปตีค่ายโพธิ์สามต้นซึ่งเป็นค่ายใหญ่ของพม่าที่อยุธยา ทำการกอบกู้เอกราชให้กับชาติไทยได้เป็นผลสำเร็จ

โฉมหน้าใหม่ของเมืองนี้เริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ โดนเฉพาะอย่างยิ่งในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะเป็นเวลาที่ฉะเชิงเทราได้รับบทบาทในฐานะ "เมืองหน้าด่าน" ที่สำคัญแห่งหนึ่งของชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อญวนเกิดฮึกเหิม หมายจะแย่งชิงอำนาจในการปกครองเขมรและสถาปนากษัตริย์เขมรจากไทย จนเกิดเหตุลุกลามกลายเป็นสงคราม "อานามสยามยุทธ" ระหว่างไทยกับญวนดำเนินไปได้ราว 1 ปี คือในปี พ.ศ. 2377 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายที่ว่าการเมืองฉะเชิงเทราจากเดิมซึ่งตั้งอยู่ที่ปากน้ำเจ้าโล้ มาสร้างกำแพงเมืองใหม่ที่บ้านท่าไข่ แขวงเมืองฉะเชิงเทรา ชิดกับลำน้ำบางปะกง ซึ่งเป็นเสมือนกำแพงธรรมชาติที่ป้องกันศัตรูได้อย่างดี หมายให้ช่วยรักษาเมืองหลวงให้พ้นภัยจากข้าศึก กำแพงนี้นอกจากจะเป็นปราการในการปกป้องเมืองหลวงแล้ว ยังกลายเป็นศูนย์กลางอำนาจรัฐแห่งใหม่และเป็นเครื่องแสดงอาณาเขตของเมือง ด้วย ต่อมาเมื่อเกิดการสร้างบ้านแปลงเมืองใหม่ภายในกำแพง ความเป็น "เมือง" ที่มีอาณาเขตแน่นอนของฉะเชิงเทราจึงได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

"สมัยใหม่" ของฉะเชิงเทราเริ่มต้นในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่ง ราชวงศ์จักรี เมื่อไทยได้เปิดรับอารยะธรรมตะวันตกและเริ่มผันชีวิตความเป็นอยู่รับ สถานการณ์โลก มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมนานัปการเพื่อให้นานาชาติเห็นว่า ไทยเป็นประเทศที่มีอารยะธรรมประเทศหนึ่ง เมื่อลุถึงรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อิทธิพลของมหาอำนาจตะวันตกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ยิ่งกว้างขวาง กิจการภายในของไทยถูกคุกคามและแทรกแซง เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ไทยพบกับภัยทางการเมืองในรูปแบบใหม่ที่รุนแรง
ด้วย พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไทยได้หันมาใช้นโยบาย "การเมือง" นำหน้า "การทหาร" และในขณะเดียวกันก็เร่งพัฒนาบ้านเมืองให้ทันสมัย ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกด้าน นำการปกครองระบบ "เทศาภิบาล" มาใช้โดยรวบรวมเมืองต่างๆ ขึ้นเป็น "มณฑล" โดยยึดเอาลำน้ำเป็นหลัก ฉะเชิงเทราก็ได้ร่วมมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าครั้งยิ่งใหญ่นี้ด้วย โดยให้รวมเข้าเป็นหนึ่งในมณฑลปราจีนในปี พ.ศ. 2435 ร่วมกับเมืองปราจีนบุรี นครนายก พนมสารคาม มีลำน้ำบางปะกงเป็นลำน้ำสายหลักและมีการวางผังเมืองอย่างเป็นระบบระเบียบ เป็นครั้งแรก และเมื่อมีการขยายอาณาเขตโดยรวมเอาเมืองพนัสนิคม เมืองชลบุรี และเมืองบางละมุงเพิ่มเข้าไปด้วย ฉะเชิงเทราจึงกลายเป็นที่ว่าการมณฑลแห่งนี้ตั้งแต่นั้นมา "มณฑลปราจีน" ในครั้งนั้นคือสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อเอกราชของชาติในยุคของการล่า อาณานิคมอย่างแท้จริง ฉะเชิงเทราซึ่งเป็นที่ว่าการมณฑล ก็ได้กลายเป็นต้นฉบับของการปกครองที่ก้าวหน้าและมั่นคง ให้มณฑลอื่นๆ ได้ถือเป็นแบบอย่าง จวบจนย่างเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยในปี พ.ศ.2475 เมื่อการปกครองระบบ "เทศาภิบาล" ยุติลงและเริ่มมีการใช้พระราชบัญญัติว่าด้วย "ระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2476" อำนาจปกครองจึงเริ่มกระจายสู่ส่วนภูมิภาค คำว่า "เมือง" ได้เปลี่ยนเป็น "จังหวัด" มี "ผู้ว่าราชการจังหวัด" เป็นผู้ดูแลกิจการของเมือง มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญการปกครองประเทศ และในปี พ.ศ. 2495 ซึ่งเป็นปีที่มีการตั้งภาคครั้งสุดท้ายของไทย ฉะเชิงเทราก็ได้รับเลือกเป็นสถานที่ตั้งภาค มีเขตความรับผิดชอบ 8 จังหวัด นับเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของเมืองนี้

คำขวัญจังหวัดฉะเชิงเทรา

แม่น้ำบางปะปงแหล่งชีวิต พระศักดิ์สิทธิ์หลวงพ่อโสธร พระยาศรีสุนทรปราชญ์ภาษาไทย อ่างฤๅไนป่าสมบูรณ์

ตราประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา

                       

เป็นรูปโบสถ์วัดโสธรวรารามวรวิหาร ความหมายคือ เป็นจุดศูนย์รวมของประชาชนชาวจังหวัดฉะเชิงเทราให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

ธงประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา

ความหมาย : สีแดงเลือดนก คือ ความเสียสละ ความสามัคคี จากการต่อสู้และได้มาซึ่งชัยชนะของพระนเรศวรมหาราชในสมัยกรุงศรีอยุธยา และพระเจ้าตากสินมหาราชต่อสู้ชนะข้าศึกทั้งทางบกและทางน้ำ

สีเหลืองหมาย ถึงสีประจำรัชกาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่9 ศาลากลางน้ำ หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ ความชุ่มชื้น ความร่มเย็น และองค์หลวงพ่อพระพุทธโสธรที่ล่องมาทางแม่น้ำบางปะกง

ต้นไม้ประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา

     

ต้นไม้ประจำจังหวัดคือ ต้นนนทรีป่า ลักษณะทั่วไป เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางสูง 15 – 30 เมตร เรือนยอดเป็นรูปพุ่มกลมทึบ เปลือกต้นสีทองหรือสีเทาอมน้ำตาล ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น

ใบย่อยรูปขอบขนานปลายใบและโคนใบมน ออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ออกดอกเป็นช่อตามปลายกิ่งหรือง่ามใบ สีเหลืองสด กลีบดอกมีลักษณะย่น ออกดอกพร้อมกับใบอ่อนช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม

ผลเป็นฝักแบนรูปหอกขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ดสภาพที่เหมาะสม เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด กลางแจ้งถิ่นกำเนิด ป่าดงดิบแล้งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และตามป่าโปร่งภาคเหนือของประเทศไทย

ดอกไม้ประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา

     

ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกนนทรี ลักษณะทั่วไป เป็นไม้ยืนต้นทรงพุ่มสูงได้ถึง 25 เมตร กึ่งผลัดใบ เรือนยอดรูปร่ม แผ่กว้าง ใบเป็นใบประกอบขนนกสองชั้นรูปไข่ ออกดอกเป็นช่อตั้งขนาดใหญ่ที่ปลายกิ่ง สีเหลือง มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกดอกในฤดูแล้ง ช่วง เดือนมีนาคม-มิถุนายนการขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด สภาพที่เหมาะสม ดินทั่วไป ชอบแสงแดดจัดถิ่นกำเนิด เอเชียเขตร้อน

ที่ตั้งและอาณาเขตติดต่อ

จังหวัดฉะเชิงเทรา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศ ประมาณเส้นรุ้งที่ ๑๓ องศาเหนือ และเส้นแวงที่ ๑๐๐ องศาตะวันออก มีเนื้อที่ประมาณ ๕,๓๕๑ ตารางกิโลเมตรหรือประมาณ ๓,๓๔๔,๓๗๕ ไร่ อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ทางทิศตะวันออกประมาณ ๗๕ กิโลเมตรตามทางหลวงรถยนต์หมายเลข ๓๐๔ และประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข ๓ หรือประมาณ ๙๐ กิโลเมตร ตามทางหลวงรถยนต์หมายเลข ๓๔ แยกเข้าหมายเลข ๓๑๔ และประมาณ ๖๑ กิโลเมตร ตามทางรถไฟสายตะวันออก มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้

  • ทิศเหนือติดกับจังหวัดนครนายก และจังหวัดปราจีนบุรี
  • ทิศใต้ติดกับจังหวัดชลบุรี อ่าวไทย และจังหวัดจันทบุรี
  • ทิศตะวันออกติดกับจังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดสระแก้ว
  • ทิศตะวันตกติดกับสมุทรปราการ จังหวัดปทุมธานี และกรุงเทพฯ          

    ลักษณะภูมิประเทศ

    ฉะเชิงเทรา เป็นที่ราบชายฝั่งทะเล ทางด้านตะวันตก เฉียงใต้สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ ๒ เมตร และมีที่ดินบางส่วนโดยเฉพาะในเขตอำเภอสนามชัยเขตและอำเภอท่าตะเกียบ มีลักษณะเป็นที่ดิน ซึ่งบริเวณที่อยู่ถัดเข้าไปในพื้นที่แผ่นดินด้านตะวันออกเฉียงเหนือ มีสภาพพื้นที่ราบ เกิดจากการทับถมของตะกอนลำน้ำ พื้นที่จะค่อย ๆ ลาดสูงขึ้นไปทางทิศตะวันออกและทิศเหนือ โดยที่ประมาณครึ่งหนึ่งของจังหวัดจะมีสภาพเป็นลูกคลื่นและสูงชัน เป็นพื้นที่ภูเขา ซึ่งอยู่ในพื้นที่อำเภอพนมสารคามและอำเภอสนามชัยเขตมีความสูงจากระดับน้ำทะเล ๓๐-๘๐ เมตร จังหวัดฉะเชิงเทรามีแม่น้ำบางปะกงไหลผ่านพื้นที่อำเภอต่างๆ คือ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว อำเภอบางคล้า อำเภอเมือง อำเภอ บ้านโพธิ์ และออกสู่อ่าวไทยที่อำเภอบางปะกง รวมความยาวชายฝั่งทะเลประมาณ ๑๒ กิโลเมตร

    ลักษณะภูมิอากาศ

    จังหวัดฉะเชิงเทรามีลักษณะอากาศร้อนชื้นเขตศูนย์สูตร โดยมีลมมรสุมพัดปกคลุมเกือบตลอดปี แบ่งออกตามฤดูกาลได้ ๓ ฤดู ดังนี้

    • ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม โดยมีลมตะวันออกและลมใต้ พัดปกคลุม ทำให้มีอากาศร้อนอบอ้าวและอากาศร้อนจัดเป็นบางวัน บางครั้งอาจมีพายุฤดูร้อน ลักษณะเป็นฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรงอุณหภูมิอากาศเฉลี่ยสูงสุด ๓๕-๓๘ องศาเซลเซียส ปริมาณฝนรวมเฉลี่ย ๒๐๐-๓๐๐ มิลลิเมตร เป็นช่วงที่เหมาะแก่การปลูกพืชไร่ อายุการเก็บเกี่ยวสั้น เช่น ข้าวโพดและถั่วต่าง ๆ
    • ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม โดยมีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุม ประกอบกับมีร่องความกดอากาศต่ำ พาดผ่านภาคกลางและภาคตะวันออกทำให้มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไปและตกหนักบางพื้นที่ อาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในที่ราบลุ่มแม่น้ำบางปะกง โดยมีปริมาณฝนเฉลี่ย ๑,๐๐๐-๑,๒๐๐ มิลลิเมตร
    • ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ พัดปกคลุม ประกอบกับบริเวณความกดอากาศสูงพัดผ่านทำให้ท้องฟ้าโปร่ง อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า และมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน อุณหภูมิอากาศต่ำสุดเฉลี่ย ๑๘-๒๑ องศาเซลเซียส ปริมาณฝนรวมเฉลี่ย ๕๐-๑๐๐ มิลลิเมตร เป็นช่วงที่เหมาะแก่การปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ดอกและไม้ประดับ

     

    เขตการปกครอง

    จังหวัดฉะเชิงเทราแบ่งเขตการปกครองแบ่งออกเป็น ๑๑ อำเภอ ๙๑ ตำบล และตำบลในเขตเทศบาล ๒ ตำบล ๘๙๒ หมู่บ้าน ๓๒ เทศบาล (๑ เทศบาลเมือง ๓๑ เทศบาลตำบล) ๑ องค์การบริหารส่วนจังหวัด ๗๖ องค์การบริหารส่วนตำบล

     

    ผู้บริหารจังหวัดฉะเชิงเทรา

  •   

    นายสุวิทย์   คำดี
    ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา

                                                                                                                                                                  

                                                                              

                                                      นายกิตติพันธุ์   โรจนชีวะ                                                                                                                                                                   นายชาธิป   รุจนเสรี

                                                       รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา                                                                                                                                              รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา

 

 

หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา

                                                                                                                                นายเริงศักดิ์   มหาวินิจฉัยมนตรี

                                                                                                                                                  ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา

    

                                                                                                                                                          

                                 นายบัณฑิต   เทวีทิวารักษ์                                                                          นางเพชรน้อย   สมะวรรธนะ                                                                           นายอนุรัตน์   ลิ่มทอง

                            รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา                                                                       ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล                                                                        ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชน
                                                                                                                                                 จังหวัดฉะเชิงเทรา                                                                                       และครอบครัว

 

                                                                                                                                                                                  

                       นายสมชัย   เตชะเกิดกมล                                                                                  นายอุดมวิทย์   อริยสุนทร                                                                      พลตำรวจตรีสมบัติ   บัวเรือง

                          อัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา                                                                                     อัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา                                                                           ผู้บังคับการตำรวจภูธร

                                                                                                                                           แผนกคดีเยาวชน และครอบครัว                                                                         จังหวัดฉะเชิงเทรา

 

                                                                                                                                                                                               

                                                                                                                                                                                   

                          พันเอก ศิริพงศ์ โตมั่นคง                                                                                   นายบรรเชิญ บุญประเสริฐ                                                                                นางเตือนใจ เจริญพงษ์

                            สัสดีจังหวัดฉะเชิงเทรา                                                                                      ประธานสภาทนายความ                                                                              ผู้อำนวยการสำนักงานยุติธรรม 

 

                                                                                                                                                                                

                          นายไพบูลย์   สุนทรประเสริฐ                                                                                นายธนิต   ลิ้มเจริญชัย                                                                                 นางพนิดา   บัวสุวรรณ

                         ผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติ                                                                        ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดี                                                                        ผู้อำนวยการสถานพินิจ
                                 จังหวัดฉะเชิงเทรา                                                                                    และคุ้มครองเด็กและเยาวชน
                                                                                                                                                                                                                                                                      

                                                                                                                                                                                       

 

                                 

                           นายธวัชชัย   ชัยวัฒน์

                     ผู้บัญชาการเรือนจำกลางฉะเชิงเทรา

 

   

 

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอบางน้ำเปรี้ยวประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 14 แห่ง ได้แก่

เทศบาลตำบลดอนฉิมพลี ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลดอนฉิมพลี

เทศบาลตำบลบางขนาก ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลบางขนาก

เทศบาลตำบลบางน้ำเปรี้ยว ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลบางน้ำเปรี้ยวและบางส่วนของตำบลโพรงอากาศ

เทศบาลตำบลศาลาแดง ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลศาลาแดง

เทศบาลตำบลดอนเกาะกา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลดอนเกาะกาทั้งตำบล

เทศบาลตำบลคลองแสนแสบ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางขนาก (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลบางขนาก)

องค์การบริหารส่วนตำบลบางน้ำเปรี้ยว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางน้ำเปรี้ยว (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลบางน้ำเปรี้ยว)

องค์การบริหารส่วนตำบลสิงโตทอง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสิงโตทองทั้งตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบลหมอนทอง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหมอนทองทั้งตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบลบึงน้ำรักษ์ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบึงน้ำรักษ์ทั้งตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบลโยธะกา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโยธะกาทั้งตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบลดอนฉิมพลี ครอบคลุมพื้นที่ตำบลดอนฉิมพลี (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลดอนฉิมพลี)

องค์การบริหารส่วนตำบลศาลาแดง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลศาลาแดง (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลศาลาแดง)

องค์การบริหารส่วนตำบลโพรงอากาศ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโพรงอากาศ (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลบางน้ำเปรี้ยว)

อำเภอบางน้ำเปรี้ยวแบ่งออกเป็น 10 ตำบล 148 หมู่บ้าน

ตำบลบางน้ำเปรี้ยว

ตำบลบางขนาก

ตำบลสิงโตทอง

ตำบลหนองทอง

ตำบลบึงน้ำรักษ์

ตำบลเกาะกา

ตำบลโยธะกา

ตำบลดอนฉิมพลี

ตำบลศาลาแดง

ตำบลโพรงอากาศ

 

ข้อมูลการปกครอง

1.เทศบาลตำบลบางน้ำเปรี้ยว

ที่ตั้งและขนาด
– จำนวนพื้นที่ของตำบลบางน้ำเปรี้ยว ประมาณ 1.65 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขตติดต่อ
– ทิศเหนือ ติดกับ องค์การบริหารส่วนตำบลหมอนทอง
– ทิศใต้ ติดกับ องค์การบริหารส่วนตำบลโพรงอากาศ
– ทิศตะวันออก ติดกับ องค์การบริหารส่วนตำบลโพรงอากาศ
– ทิศตะวันตก ติดกับ องค์การบริหารส่วนตำบลบางน้ำเปรี้ยว

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลบางน้ำเปรี้ยว มีลักษณะทางภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นพื้นที่ราบลุ่ม

ประวัติความเป็นมา
เทศบาลตำบลบางน้ำเปรี้ยว จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ. 2542 ทำให้สุขาภิบาลเปลี่ยนแปลงฐานะเป็นเทศบาลตำบลบางน้ำเปรี้ยว ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2542 โดยมีพื้นที่ในหมู่ที่ 1,2 ตำบลบางน้ำเปรี้ยว และหมู่ที่ 4,5,6 ตำบลโพรงอากาศ พื้นที่เทศบาลตำบลบางน้ำเปรี้ยวทั้งสิ้น 1.65 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นพื้นที่ 1,031.25 ไร่

 

  1. เทศบาลตำบลศาลาแดง

ที่ตั้งและขนาด
– ระยะทางจากเทศบาลตำบลศาลาแดง ถึง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว ประมาณ 11 กิโลเมตร
– จำนวนพื้นที่ของเทศบาลตำบลศาลาแดง ประมาณ 4.72 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
– ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลดอนฉิมพลี อำเภอบางน้ำเปรี้ยว
– ทิศใต้ ติดกับ ตำบลศาลาแดง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว
– ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลบางน้ำเปรี้ยว อำเภอบางน้ำเปรี้ยว
– ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลศาลาแดง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว

ลักษณะภูมิประเทศ
พื้นที่โดยทั่วไปของเทศบาลตำบลศาลาแดง เป็นพื้นที่ราบลุ่มต่อเนื่องกับอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา และเขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ภายในชุมชนมีแหล่งน้ำอยู่หลายแหล่งด้วยกัน ได้แก่ คลองแสนแสบ, คลอง 16, คลอง 17, คลองไผ่ดำ, คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต ฯลฯ ซึ่งคลองต่าง ๆ เหล่านี้ใช้เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร เพื่อระบายน้ำ และการขนส่งผลผลิตทางการเกษตร ได้แก่ ข้าว

 

ประวัติความเป็นมา
เทศบาลตำบลศาลาแดง จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ. 2542 ทำให้สุขาภิบาลเปลี่ยนแปลงฐานะเป็นเทศบาลตำบลศาลาแดง ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2542 ประกอบด้วย 1 ตำบล มีพื้นที่เต็มหมู่ ได้แก่ หมู่ที่ 1, 3, 4 และมีบางส่วน คือ หมู่ที่ 2, 5 ของตำบลศาลาแดง

 

  1. เทศบาลตำบลดอนฉิมพลี

ที่ตั้งและขนาด
– ระยะทางจากเทศบาลตำบลดอนฉิมพลี ถึง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว ประมาณ 18 กิโลเมตร
– จำนวนพื้นที่ของเทศบาลตำบลดอนฉิมพลี ประมาณ 0.392 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
– ทิศเหนือ ติดกับ อำเภอองค์รักษ์ จังหวัดนครนายก
– ทิศใต้ ติดกับ องค์การบริหารส่วนตำบลดอนฉิมพลี
– ทิศตะวันออก ติดกับ องค์การบริหารส่วนตำบลหมอนทอง
– ทิศตะวันตก ติดกับ องค์การบริหารส่วนตำบลบึงน้ำรักษ์

ลักษณะภูมิประเทศ
เทศบาลตำบลดอนฉิมพลีมีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่รุ่ม พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแหล่งธุรกิจการค้าและอาคารพาณิชย์ เป็นที่พักอาศัย โดยมีถนนเทศบาล 1, ถนนเทศบาล 2 และถนนเทศบาล 3 เป็นถนนที่มีการคมนาคมสายหลัก สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ไม่มี

ประวัติความเป็นมา
เทศบาลตำบลดอนฉิมพลี ได้ยกฐานะเป็นสุขาภิบาลดอนฉิมพลี และมีพื้นที่ในความรับผิดชอบเป็นอาณาเขตกว้าง มีประชากรหนาแน่น ทำให้การดูแลไม่ทั่วถึง ดังนั้น กระทรวงมหาดไทยจึงได้ประกาศจัดตั้งสุขาภิบาลดอนฉิมพลี เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2499 ประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม 7 ตอนที่ 5 วันที่ 30 พฤษภาคม 2499 ประกอบด้วยหมู่บ้าน จำนวน 2 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 18 บางส่วน เพื่อจะได้ดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งการจัดเก็บภาษีต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผลให้ท้องถิ่นมีความเจริญมากยิ่งขึ้น
ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลดอนฉิมพลีเป็นเทศบาลตำบลดอนฉิมพลี ตามพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ. 2542 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 116 ตอนที่ 9 ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2542) สุขาภิบาลดอนฉิมพลี จึงมีฐานะเป็นเทศบาลตำบลดอนฉิมพลี ซึ่งเป็นเทศบาล ชั้น 6 ขนาดกลาง
ปัจจุบันอาคารสำนักงานเทศบาล เป็นอาคาร 2 ชั้น มีขนาดกว้าง 8 เมตร ยาว 12 เมตร

 

  1. เทศบาลตำบลบางขนาก

ที่ตั้งและขนาด
– ระยะทางจากเทศบาลตำบลบางขนาก ถึง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว ประมาณ 10 กิโลเมตร
– จำนวนพื้นที่ของเทศบาลตำบลบางขนาก ประมาณ 5.8 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
– ทิศเหนือ ตั้งแต่หลักเขตที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองตันคลองสิบแปด ฝั่งใต้ห่างจากทางรถไฟ สายกรุงเทพ-อรัญประเทศ ตามแนวคลองตันคลองสิบแปด ฝั่งใต้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ระยะ 65 เมตร เลียบริมคลองตันคลองสิบแปด ฝั่งใต้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือถึงหลักเขตที่ 2 ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำบางปะกงฝั่งตะวันออก
– ทิศใต้ จากหลักเขตที่ 3 ตรงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ขนานกับถนนสายบางน้ำเปรี้ยว-บางขนาก ระยะ 100 เมตร ผ่านคลองชีปะขาว คลองบางอ้อ และตัดถนนสายบางน้ำเปรี้ยว-บางขนาก ถึงหลักเขตที่ 4 ซึ่งห่างจากริมทางรถไฟสายกรุงเทพ-อรัญประเทศในแนวตั้งฉากไปทางทิศตะวันออก ระยะ 65 เมตร
– ทิศตะวันออก จากหลักเขตที่ 2 เลียบริมแม่น้ำบางปะกงฝั่งตะวันตกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ถึงหลักเขตที่ 3 ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากหลักเขตที่ 2 วัดตามแนบริมแม่น้ำบางปะกงฝั่งตะวันตกระยะ 1,020 เมตร
– ทิศตะวันตก จากหลักเขตที่ 4 ขนาดกับทางรถไฟสายกรุงเทพ-อรัญประเทศ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ บรรจบหลักเขตที่ 1

ลักษณะภูมิประเทศ
เทศบาลตำบลบางขนาก มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบลุ่ม มีคลองแสนแสบ คลองสะแก และคลองตันคลองสิบแปด เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญของเทศบาล พื้นที่ในเขตเทศบาลส่วนใหญ่ใช้ทำการเกษตรโดยอาศัยแหล่งน้ำดังกล่าว และใช้ในการอุปโภค-บริโภค

ประวัติความเป็นมา
เทศบาลตำบลบางขนาก เดิมเป็นสุขาภิบาล จัดตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2515 และยกฐานะเป็นเทศบาลตำบลบางขนาก ตาม พ.ร.บ.เปลี่ยนฐานะจากสุขาภิบาลเป็นเทศบาล ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2542 โดยมีพื้นที่ในหมู่ที่ 1, 2 และหมู่ที่ 3, 4, 6 บางส่วน

 

  1. ตำบลหมอนทอง

ที่ตั้งและขนาด
– ระยะทางจากตำบลหมอนทอง ถึง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว ประมาณ 2.5 กิโลเมตร
– จำนวนพื้นที่ของตำบลหมอนทอง ประมาณ 53.85 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
– ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลสิงโตทอง
– ทิศใต้ ติดกับ ตำบลบางน้ำเปรี้ยวและตำบลโพรงอากาศ
– ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลโยธะกาและตำบลบางขนาก
– ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลดอนฉิมพลี

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลหมอนทอง มีพื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม ดินมีลักษณะเป็นดินเหนียว มีคลองชลประทาน 3 คลอง คือ คลองสิบแปด คลองสินค้า คลองแดน (คึกฤทธิ์) และมีบึง จำนวนถึง 10 บึง เชื่อมระหว่างคลอง 3 สาย กระจายอยู่เต็มพื้นที่ ได้แก่ บึงสิงโต, บึงง่ามกล้วย, บึงวังข่อน (อยู่ด้านทิศเหนือของตำบล), บึงชวดบัว, บึงมะกอก (อยู่ด้านทิศใต้ของตำบล), บึงหมอนทอง, บึงสะแก (อยู่ด้านทิศตะวันออกของตำบล), บึงตาป๊อ, บึงอ้ายเสี้ยว, บึงหอคอย (อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของตำบล) ทำให้พื้นที่ของตำบลมีน้ำเพื่อใช้ในการเกษตรได้ตลอดทั้งปี และสามารถใช้เป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งได้ในบางโอกาส พื้นที่ทางน้ำทั้งหมดนี้อยู่ในความรับผิดชอบของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา ชลประทานรังสิตใต้

ประวัติความเป็นมา
ตำบลหมอนทอง ตั้งขึ้นประมาณรัชกาลที่ 5 ผู้ปกครองคนแรกชื่อ ขุนคณิน เขนยทอง ต่อมามีการแบ่งเขตการปกครองเป็นตำบล กำนันคนแรก จึงชื่อ ขุนคณิน เขนยทอง และกำนันคนต่อ ๆ มา มีรายนามดังนี้
– นายศิริ แจ้งสัจจา
– นายสหาก แย้มแสง
– นายฮารีฟีน วรหวัง
– นายสมาน แย้มแสง

 

  1. ตำบลโพรงอากาศ

ที่ตั้งและขนาด
– ระยะทางจากตำบลโพรงอากาศ ถึง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว ประมาณ 1 กิโลเมตร
– จำนวนพื้นที่ของตำบลโพรงอากาศ ประมาณ 58.7 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
– ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลบางขนาก ตำบลหมอนทอง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว
– ทิศใต้ ติดกับ ตำบลบางแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา
– ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลบางโรง กิ่งอำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา
– ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลบางน้ำเปรี้ยว ตำบลเนื่องเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลโพรงอากาศ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มส่วนใหญ่เป็นพื้นที่การเกษตร ไม่มีพื้นที่ป่าไม้และภูเขา ลักษณะดินเป็นดินเหนียว มีความอุดมสมบูรณ์ และบางแห่งเป็นดินเปรี้ยว ไม่มีดินทราย หรือดินปนลูกรัง มีลำคลองต่าง ๆ เป็นสายหลัก คือ คลองชวดตาสี คลองขวาง คลองแสนแสบ คลองบ้านใหม่ คลองปลื้มพับผ้า เป็นต้น

ประวัติความเป็นมา
ตำบลโพรงอากาศ จัดตั้งเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2538 เป็นชื่อหมู่บ้านหนึ่งที่ตั้งอยู่ในอำเภอบางน้ำเปรี้ยวตามคำบอกเล่าของผู้ สูงอายุ ตำบลนี้มีชื่อว่า “บ้านพงกะกาด” มีสภาพกว้างว่างเปล่า เป็นที่ราบลุ่มมีพงหญ้า ที่เรียกว่าต้นตะกาดและต้นลำโพงขึ้นอยู่มากมาย ซึ่งต้นลำโพงนี้มีดอกสีขาว ลักษณะดอกคล้ายลำโพง มีสรรพคุณรักษาโรคไซนัสได้เมื่อนำมาสูบ เหตุที่มีต้นลำโพงอยู่มากและมีหญ้าตะกาดขึ้นเป็นพงอยู่มากมาย ชาวบ้านจึงเรียกว่า “บ้านพงตะกาด” ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น “บ้านโพรงอากาศ” ดังในปัจจุบัน

 

  1. ตำบลโยธะกา

ที่ตั้งและขนาด
– ระยะทางจากตำบลโยธะกา ถึง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว ประมาณ 25 กิโลเมตร
– จำนวนพื้นที่ของตำบลโยธะกา ประมาณ 58.2 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
– ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลบางสมบูรณ์ อำเภอองค์รักษ์ จังหวัดนครนายก
– ทิศใต้ ติดกับ ตำบลบางขนาก อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา
– ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลสิงโตทอง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา
– ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลบางแตน อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลโยธะกา มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มเหมาะแก่การเพาะปลูก

ประวัติความเป็นมา
ตำบลโยธะกา จัดตั้งเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2539 โดยแยกมากจากตำบลดอนเกาะกา และตำบลหมอนทอง เมื่อปี พ.ศ. 2480 สมัยก่อนชาวบ้านเรียก “แม่น้ำโยธะกา” เนื่องจากมีต้นโยธะกาซึ่งเป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งดอกสีชมพู ฝักคล้ายกระถินขึ้นเรียงรายตามสองฝั่งแม่น้ำ ปัจจุบันนี้ต้นไม้ดังกล่าวสูญหายไปหมดแล้ว ชาวบ้านจึงเรียกแม่น้ำโยธะกา ว่า แม่น้ำนครนายกตามชื่อเดิม ส่วนชื่อตำบลโยธะกานั้น เนชื่อที่ใช้เรียกตามเชื่อแม่น้ำโยธะกาซึ่งไหลผ่านตำบล

  1. ตำบลสิงโตทอง

ที่ตั้งและขนาด
– ระยะทางจากตำบลสิงโตทอง ถึง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว ประมาณ 8 กิโลเมตร
– จำนวนพื้นที่ของตำบลสิงโตทอง ประมาณ 34 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
– ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลดอนเกาะกา
– ทิศใต้ ติดกับ ตำบลหมอนทอง
– ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลโยธะกา
– ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลดอนฉิมพลี

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลสิงโตทอง มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม มีความสูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 2-3 เมตร

ประวัติความเป็นมา
ตำบลสิงโตทอง จัดตั้งเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2516 ก่อนตั้งตำบลสิงโตทอง แยกมาจากตำบลหมอนทอง

 

  1. ตำบลดอนเกาะกา

ที่ตั้งและขนาด
– ระยะทางจากตำบลดอนเกาะกา ถึง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว ประมาณ 10 กิโลเมตร
– จำนวนพื้นที่ของตำบลดอนเกาะกา ประมาณ 65.2 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
– ทิศเหนือ ติดกับ อำเภอองค์รักษ์ จังหวัดนครนายก
– ทิศใต้ ติดกับ ตำบลสิงโตทอง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว
– ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลโยธะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว
– ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลดอนฉิมพลี อำเภอบางน้ำเปรี้ยว

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลดอนเกาะกา มีพื้นที่ราบต่อเนื่องจากตำบลสิงโตทอง ตำบลดอนฉิมพลี และตำบลโยธะกา

ประวัติความเป็นมา
เดิมสภาพพื้นที่เป็นที่ดอน และป่าทึบ มีสัตว์ป่าอาศัย และบรรดานกต่าง ๆ โดยเฉพาะกาลงมาหากิน เพราะเป็นแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านจึงเรียกพื้นที่แถบนี้ว่า “ดอนเกาะกา”

  1. ตำบลบึงน้ำรักษ์

ที่ตั้งและขนาด
– ระยะทางจากตำบลบึงน้ำรักษ์ ถึง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว ประมาณ 15 กิโลเมตร
– จำนวนพื้นที่ของตำบลบึงน้ำรักษ์ ประมาณ 30,859,200 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
– ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลชุมพล อำเภอองค์รักษ์ จังหวัดนครนายก
– ทิศใต้ ติดกับ ตำบลศาลาแดง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา
– ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลดอนฉิมพลี อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา
– ทิศตะวันตก ติดกับ แขวงคลองสิบสอง กรุงเทพมหานคร และตำบลพืชอุดม อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลบึงน้ำรักษ์ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 1-9 เมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นลำคลอง ซึ่งมีน้ำไหลผ่านตลอดปี ไม่มีป่าไม้และภูเขาเหมาะสมสำหรับการทำเกษตรและเลี้ยงสัตว์

ประวัติความเป็นมา
องค์การบริหารส่วนตำบลบึงน้ำรักษ์จัดตั้งโดยประกาศกระทรวงมหาดไทยว่าด้วย เรื่อง “การจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล” ประกาศ ณ วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2539

 

อำเภอบางปะกง

ประวัติความเป็นมา

คำว่า "บางปะกง" เพี้ยนมาจากคำว่า "บางมังกง" ซึ่งได้ชื่อมาจากปลามังกง หรือ ปลาอีกง ที่พบชุกชุมในถิ่นนี้ บางตำนานว่าชื่อบางปะกง อาจมาจากมีต้นโกงกางที่ป่าชายเลนเป็นจำนวนมาก จึงเรียกว่า “บางปะกง” จัดตั้งเป็นอำเภอเมื่อปี พ.ศ. 2450 อำเภอบางปะกง อยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำบางปะกง ถือเป็นประตูเข้าเขตภาคตะวันออก

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอบางปะกง  ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกใต้ของของจังหวัด บริเวณปากแม่น้ำบางปะกง ห่างจากตัวจังหวัดไปประมาณ 22 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 45 กิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้

ทิศเหนือ             ติดกับ  อำเภอบ้านโพธิ์  จังหวัดฉะเชิงเทรา

ทิศใต้                ติดกับ  อำเภอบางบ่อ  จังหวัดสมุทรปราการ, อำเภอเมืองชลบุรี และอ่าวไทย

ทิศตะวันออก       ติดกับ  อำเภอบ้านโพธิ์ และอำเภอพานทอง  จังหวัดชลบุรี

ทิศตะวันตก         ติดกับ  อำเภอบางบ่อ  จังหวัดสมุทรปราการ

 

ลักษณะภูมิประเทศ

อำเภอบางปะกง  มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำสูงกว่าระดับน้ำทะเล 1-2  เมตร   พื้นที่บางส่วนอยู่ติดทะเล  มีสภาพเป็นป่าชายเลน  สภาพน้ำในแม่น้ำบางปะกง น้ำจะจืดอยู่ประมาณ  6 เดือน  และมีน้ำเค็มประมาณ  6  เดือน  พื้นที่ส่วนใหญ่ใช้ประกอบการเกษตร  เช่น  เลี้ยงกุ้ง  เลี้ยงปลา

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอบางปะกง แบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 12 ตำบล 107 หมู่บ้าน

 

ข้อมูลการปกครอง

1.ตำบลเขาดิน

ที่ตั้งและขนาด
- ระยะทางจากตำบลเขาดิน ถึง อำเภอบางปะกง ประมาณ 30 กิโลเมตร
- จำนวนพื้นที่ของตำบลเขาดิน ประมาณ 11,225 ไร่

อาณาเขต
- ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลท่าสะอ้าน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศใต้ ติดกับ แม่น้ำบางปะกง
- ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลบางผึ้ง อำเภอพานทอง จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศตะวันตก ติดกับ แม่น้ำบางปะกง

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลเขาดิน มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม

ประวัติความเป็นมา
ตำบลเขาดิน ได้แบ่งเขตการปกครองออกจากตำบลบางผึ้ง และตั้งตำบลใหม่ ซึ่งมีวัดเขาดินอยู่ในเขตพื้นที่จึงตั้งชื่อว่า "ตำบลเขาดิน" จัดตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2538

 

  1. ตำบลบางผึ้ง

ที่ตั้งและขนาด
- ระยะทางจากตำบลบางผึ้ง ถึง อำเภอบางปะกง ประมาณ 40 กิโลเมตร
- จำนวนพื้นที่ของตำบลบางผึ้ง ประมาณ 15,340 ไร่

อาณาเขต
- ทิศเหนือ ติดกับ อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี
- ทิศใต้ ติดกับ อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี
- ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลเขาดิน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลท่าข้าม อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลบางผึ้ง มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม

  1. ตำบลท่าข้าม

ที่ตั้งและขนาด
- ระยะทางจากตำบลท่าข้าม ถึง อำเภอบางปะกง ประมาณ 18 กิโลเมตร
- จำนวนพื้นที่ของตำบลท่าข้าม ประมาณ

อาณาเขต
- ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลเขาดิน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศใต้ ติดกับ ตำบลคลองตำหรุ อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี
- ทิศตะวันออก ติดกับ อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี
- ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลท่าข้าม อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลท่าข้าม มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบลุ่ม

ประวัติความเป็นมา
ตำบลท่าข้าม แยกเขตการปกครองออกจากตำบลบางปะกง ตั้งเป็นตำบลใหม่ ซึ่งอยู่ฝั่งท่าข้ามจึงได้ตั้งชื่อตำบลใหม่ว่า "ตำบลท่าข้าม" จัดตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2529

 

  1. ตำบลท่าสะอ้าน

ที่ตั้งและขนาด
- ระยะทางจากตำบลท่าสะอ้าน ถึง อำเภอบางปะกง ประมาณ 3 กิโลเมตร
- จำนวนพื้นที่ของตำบลท่าสะอ้าน ประมาณ

อาณาเขต
- ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลหนองจอก อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศใต้ ติดกับ แม่น้ำบางปะกง
- ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลแสนภูดาษ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลท่าสะอ้าน มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบลุ่ม

ประวัติความเป็นมา
ตำบลท่าสะอ้าน จากคำบอกเล่าของคนเก่าคนแก่ในพื้นที่ทราบเพียงว่าน่าจะมาจากที่แหล่งนี้เป็น "ท่า" ไว้สำหรับเทียบเรือผู้ที่มาติดต่องานราชการที่อำเภอบางปะกง จึงเรียกขานว่า "ท่าสะอ้าน" จัดตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2450

 

  1. ตำบลสองคลอง

ที่ตั้งและขนาด
- ระยะทางจากตำบลสองคลอง ถึง อำเภอบางปะกง ประมาณ 15 กิโลเมตร
- จำนวนพื้นที่ของตำบลสองคลอง ประมาณ 18,359 ไร่

อาณาเขต
- ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลบางเกลือ อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศใต้ ติดกับ อ่าวไทย
- ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ
- ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลสองคลอง มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม

ประวัติความเป็นมา
ตำบลสองคลอง มีคลองดั้งเดิม 2 คลอง คลองหนึ่งเป็นคลองน้ำเค็ม ซึ่งมีพื้นที่ติดทะเลอ่าวไทย อีกฝั่งเป็นคลองน้ำจืด จึงเรียกว่า ตำบลสองคลอง

 

  1. ตำบลหอมศีล

ที่ตั้งและขนาด
- ระยะทางจากตำบลหอมศีล ถึง อำเภอบางปะกง ประมาณ 10 กิโลเมตร
- จำนวนพื้นที่ของตำบลหอมศีล ประมาณ 10,380 ไร่

อาณาเขต
- ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลบางพลีน้อย อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ
- ทิศใต้ ติดกับ ตำบลสองคลอง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลบางสมัคร, ตำบลบางเกลือ อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลคลองด่าน, ตำบลบ้านระกาศ อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลหอมศีล มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม

ประวัติความเป็นมา
ตำบลหอมศีล เป็นตำบลซึ่งถูแบ่งเขตการปกครอง ออกจากตำบลบางเกลือมาตั้งตำบลใหม่ ซึ่งมีวัดหอมศีลอยู่ในเขตพื้นที่ จึงตั้งชื่อว่า "ตำบลหอมศีล" จัดตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2533

 

  1. ตำบลบางเกลือ

ที่ตั้งและขนาด
- ระยะทางจากตำบลบางเกลือ ถึง อำเภอบางปะกง ประมาณ 15 กิโลเมตร
- จำนวนพื้นที่ของตำบลบางเกลือ ประมาณ 9,429 ไร่

อาณาเขต
- ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลบางสมัคร, ตำบลบางวัว อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศใต้ ติดกับ ตำบลบางปะกง, ตำบลสองคลอง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลบางวัว, ตำบลบางสมัคร อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลหอมศีล อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลบางเกลือ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มมีลำคลองไหลผ่านหมู่บ้านเป็นส่วนใหญ่

ประวัติความเป็นมา
สมัยก่อนจะมีพื้นที่เป็นน้ำเค็ม ชาวบ้านมีอาชีพทำนาเกลือ จะนำเกลือไปขายโดยใช้เรือล่องขายตามคลองต่าง ๆ จึงมีชื่อเรียกว่า "ตำบลบางเกลือ"


  1. ตำบลบางวัว

ที่ตั้งและขนาด
- ระยะทางจากตำบลบางวัว ถึง อำเภอบางปะกง ประมาณ 10 กิโลเมตร
- จำนวนพื้นที่ของตำบลบางวัว ประมาณ

อาณาเขต
- ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลพิมพา, ตำบลหนองจอก อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศใต้ ติดกับ ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลท่าสะอ้าน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลบางสมัคร อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลบางวัว มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม


  1. ตำบลพิมพา

ที่ตั้งและขนาด
- ระยะทางจากตำบลพิมพา ถึง อำเภอบางปะกง ประมาณ 20 กิโลเมตร
- จำนวนพื้นที่ของตำบลพิมพา ประมาณ 10,515 ไร่

อาณาเขต
- ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลนิยม อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ
- ทิศใต้ ติดกับ ตำบลบางสมัคร อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลบางวัว อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศตะวันตก ติดกับ อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลพิมพา มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำไหลผ่าน

ประวัติความเป็นมา
ตำบลพิมพา เป็นตำบลที่แยกออกจากตำบลบางสมัคร ตำบลบางเกลือ ตำบลหนองจอก ซึ่งตำบลพิมพาเป็นการนำพระนามท้ายพระนางยโสธรพิมพามเหสีของพระสิทธัตถะกุมาร เป็นชื่อวัดและชื่อตำบล จัดตั้งเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2522

 

  1. ตำบลหนองจอก

ที่ตั้งและขนาด
- ระยะทางจากตำบลหนองจอก ถึง อำเภอบางปะกง ประมาณ 25 กิโลเมตร
- จำนวนพื้นที่ของตำบลหนองจอก ประมาณ 15,399 ไร่

อาณาเขต
- ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลเทพราช อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศใต้ ติดกับ ตำบลท่าสะอ้าน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลแสนภูดาษ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลพิมพา อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลหนองจอก มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม

ประวัติความเป็นมา
ตำบลหนองจอก เดิมพื้นที่ของตำบลหนองจอกในสมัยก่อนมีสภาพแวดล้อมเป็นป่า หนอง คลอง บึง และมีพืช จอก แหน อยู่เป็นจำนวนมากจึงได้ตั้งชื่อตำบลตามสภาพแวดล้อมว่า "หนองจอก"

ตำบลบางปะกง

ที่ตั้งและขนาด
- ระยะทางจากตำบลบางปะกง ถึง อำเภอบางปะกง ประมาณ 6 กิโลเมตร
- จำนวนพื้นที่ของตำบลบางปะกง ประมาณ

อาณาเขต
- ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลบางสมัคร, ตำบลท่าสะอ้าน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศใต้ ติดกับ แม่น้ำบางปะกง
- ทิศตะวันออก ติดกับ แม่น้ำบางปะกง
- ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลบางเกลือ, ตำบลสองคลอง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลบางปะกง มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำสูงกว่าระดับน้ำทะเล 1-2 เมตร พื้นที่เหมาะสมแก่การเกษตร

ประวัติความเป็นมา
ตำบลบางปะกง เดิมเป็นตำบลที่มีต้นไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งชาวบ้าน เรียกว่า "ต้นปะกง" ขึ้นอยู่มากมายเต็มสองฝั่งแม่น้ำ ไม้ชนิดนี้ใช้ประโยชน์ในการทำประมง ต่อมามีผู้คนย้ายมาตั้งถิ่นฐานเพิ่มมากขึ้นจึงเรียกตำบลนี้ว่า "ตำบลบางปะกง"


  1. ตำบลบางสมัคร

ที่ตั้งและขนาด
- ระยะทางจากตำบลบางสมัคร ถึง อำเภอบางปะกง ประมาณ 8 กิโลเมตร
- จำนวนพื้นที่ของตำบลบางสมัคร ประมาณ 20,148 ไร่

อาณาเขต
- ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลพิมพา อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศใต้ ติดกับ ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลบางวัว อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลบางเกลือ อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลบางสมัคร มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม

 

อำเภอบ้านโพธิ์

ประวัติความเป็นมา

การตั้งชุมชนของคนในสมัยโบราณมักเลือกทำเลอยู่ใกล้แหล่งน้ำ เมื่ออพยพมาตั้งบ้านเรือนหลายครัวเรือนมากขึ้นก็เกิดเป็นหมู่บ้าน แล้วจึงสร้างวัด หรือศาสนสถานเอาไว้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ถ้าหากจะคะเนว่าชุมชนใดมีอายุเท่าใด หลักฐานที่พอจะเป็นที่เชื่อถือได้ก็คือ วัด หมู่บ้านสนามจันทร์เกิดขึ้นเมื่อใดนั้นไม่มีหลักฐานบ่งบอกได้เลย แต่ถ้าดูจากการสร้างวัดสนามจันทร์ซึ่งตั้งเมื่อ พ.ศ. 2400 บ้านสนามจันทร์มีอายุถึง 150 ปี

ในปี พ.ศ. 2446 ตำบลบ้านโพธิ์ในปัจจุบันมีชื่อว่า ตำบลสนามจันทร์ ดังรายงานการตรวจราชการมณฑลปราจีนของพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมรุพงศ์  สิริพัฒน์ กราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เรื่องการยุบอำเภอหัวไทรไปรวมกับอำเภอบางคล้า และจัดตั้งอำเภอบ้านโพธิ์ ความว่า

"ถ้าดูตามลำน้ำที่ว่าการอำเภอหัวไทรกับอำเภอบางคล้าห่างกันทางราว 1 ชั่วโมง เห็นด้วยเกล้าฯ ว่าควรจะยกเลิกอำเภอหัวไทรเสีย คงย้ายไปตั้งตำบลสนามจันทร์ ที่จะเรียกนามอำเภอสนามจันทร์ ใต้เมืองฉะเชิงเทรา"

และอีกข้อความหนึ่งในความว่า อำเภอเมืองฉะเชิงเทรามีหมู่บ้านมาก ควรแบ่งท้องที่ตั้งเป็นอำเภอขึ้นอีกหนึ่งอำเภอ ที่ว่าการอำเภอถ้าไปตั้งในคลองประเวศบุรีรมย์ก็ไม่อยู่กึ่งกลางท้องที่ จึงเลือกที่ใต้วัดสนามจันทร์เป็นที่ตั้งอำเภอ ความกราบบังคมทูลดังนี้

"ราษฎรที่อยู่ทางลำน้ำไปมาลำบากเห็นด้วยเกล้าฯ ว่าควรตั้งที่ลำน้ำเมืองฉะเชิงเทรา เหนือปากคลองสนามจันทร์ เพราะเป็นท้องที่มีบ้านเรือนราษฎรตั้งอยู่โดยรอบ แลเป็นทำเลโจรผู้ร้ายปล้นสะดมชุกชุม ส่วนนามอำเภอเรียกว่าอำเภอสนามจันทร์ เกล้าฯ ได้เลือกที่ใต้วัดสนามจันทร์ เป็นที่ตั้งที่ว่าการอำเภอ แลจะยกโรงตำรวจภูธรที่อำเภอหัวไทรมาตั้งอยู่ที่อำเภอสนามจันทร์ด้วย"

สรุปได้ว่าพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมรุพงศ์สิริพัฒน์ สมุหเทศาภิบาล มณฑลปราจีน เป็นผู้จัดตั้งอำเภอบ้านโพธิ์ โดยแยกออกมาจากอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2447 ใช้ชื่อว่า อำเภอสนามจันทร์ ตามชื่อหมู่บ้านและตำบลที่ตั้งอำเภอ ที่ว่าการอำเภอสนามจันทร์หลังแรกเป็นอาคารไม้ชั้นเดียว หลังคามุงด้วยจาก นายอำเภอคนแรกคือขุนประจำจันทเขตต์

เหตุที่ชื่อบ้านสนามจันทร์ มีประวัติเล่ากันว่า สมัยที่ท้องที่ยังเป็นป่าอยู่ มีเสือชุกชุม มีพระยา 3 ท่าน ออกมาตั้งจั่นดักเสือที่หนองน้ำ ราษฎรเรียกว่า "หนองสามพระยา" และเรียกหมู่บ้านว่า "สนามจั่น" เรียกขานกันนานเข้าจึงเพี้ยนเป็นบ้านสนามจันทร์ ส่วนหนองสามพระยาได้ตื้นเขินเป็นพื้นนา ปัจจุบันคือบริเวณที่ตั้งโรงพยาบาลบ้านโพธิ์

ระหว่าง พ.ศ. 24472449 มีการปรับแก้ไขเขตของหมู่บ้านและตำบลตามพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ ร.ศ. 116 (พ.ศ. 2440) มาตรา 22 มีแนวทางการกำหนดเขตตำบลดังนี้

"หลายหมู่บ้านรวมกันราว 10 หมู่บ้าน ให้จัดเป็นตำบล 1 ให้ผู้ว่าราชการเมืองปักหมายเขตรตำบลนั้นให้ทราบได้โดยชัดเจนว่าเพียงใด ถ้าที่หมายเขตรไม่มีลำห้วย หนอง คลอง บึง บาง หรือ สิ่งใด เป็นสำคัญได้ ก็ให้ผู้ว่าราชการเมืองจัดให้มีหลักปักหมายเขตรอันจะถาวรอยู่ไปได้ยืนนาน"

หมายความว่า การกำหนดเขตตำบลให้ใช้ลำห้วย หนอง คลอง บึง บาง เป็นแนวเขต ตำบลสนามจันทร์เมื่อก่อนนี้เข้าใจว่ามีพื้นที่อยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำ จึงถูกแบ่งเขตออกจากกัน โดยมีแม่น้ำบางปะกงเป็นเส้นแบ่งเขต พื้นที่ทางฝั่งขวายังคงใช้ชื่อตำบลสนามจันทร์เหมือนเดิม ทั้งนี้อาจเป็นเพราะมีเนื้อที่มากกว่า ส่วนทางฝั่งซ้ายซึ่งเป็นที่ตั้งที่ว่าการอำเภอตั้งชื่อใหม่ว่า "ตำบลบ้านโพธิ์" มีหลักฐานคือโฉนดที่ดินที่ออกให้ราษฎรเมื่อ ร.ศ. 125 (พ.ศ. 2449) เปลี่ยนชื่อเป็นตำบลบ้านโพธิ์แล้ว เหตุที่ตั้งชื่อว่าบ้านโพธิ์ เนื่องจากถิ่นนี้มีต้นโพธิ์ขึ้นอยู่ทั่วไป เมื่อก่อนวัดสนามจันทร์ก็มีต้นโพธิ์ใหญ่หลายต้น ชาวบ้านมีความเคารพเพราะเป็นต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ จึงเอาผ้าเหลืองห่มต้นโพธิ์ ถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกองเสือป่าขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2454 และทรงสถาปนาพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม เป็นค่ายหลวงสำหรับประชุมและซ้อมรบแบบเสือป่าเพื่อเป็นกำลังร่วมป้องกันประเทศ และเสด็จพระราชดำเนินไปประทับแรมอยู่เนือง ๆ ทางราชการได้พิจารณาเห็นว่าชื่ออำเภอไปพ้องกับชื่อพระราชวังสนามจันทร์ จึงเปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอเขาดิน ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องเปลี่ยนชื่ออำเภอ ลงวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2457 สมัยขุนเหี้ยมใจหาญ (พงษ์ บุรุษชาติ) เป็นนายอำเภอ

เขาดินอยู่ต่อแดนกับอำเภอบางปะกง เป็นเนินหินแกรนิต สูงประมาณ 15 เมตร เป็นที่ตั้งของวัดเขาดิน ภายในวัดมีมณฑปร้างเก่าแก่มาก เข้าใจว่าเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท เหตุที่เอาเขาดินมาตั้งเป็นชื่ออำเภอแทนสนามจันทร์ คงเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จประพาสวัดเขาดิน เมื่อปี พ.ศ. 2402 ซึ่งถือเป็นความปีติและเป็นสิริมงคล จึงเอาชื่อเขาดินมาเป็นชื่ออำเภอ

ต่อมาปรากฏว่าเขาดินไปอยู่ในเขตอำเภอบางปะกง จึงเปลี่ยนชื่ออำเภออีกครั้งหนึ่งจากเขาดินมาเป็น อำเภอบ้านโพธิ์ ตามชื่อของตำบลที่ตั้งอำเภอเมื่อปี พ.ศ. 2460 (ตามรายงานกิจการจังหวัดประจำปี 2401-2502) สมัยขุนเจนประจำกิจ (ชื้น) เป็นนายอำเภอ

อาคารที่ว่าการอำเภอหลังแรกหลังคามุงจาก หลังต่อมาปลูกสร้างเป็นอาคารไม้ 2 ชั้น หลังคามุงกระเบื้อง หันหน้าสู่แม่น้ำบางปะกง ปัจจุบันใช้เป็นสำนักงานเทศบาลตำบลบ้านโพธิ์ หลังที่ 3 ขยับเข้ามาสร้างริมถนนเป็นอาคารไม้ 2 ชั้น แบบสมัยใหม่ ปัจจุบันได้รื้อหลังเก่า และก่อสร้างหลังใหม่ในที่เดิม ซึ่งจะทำการเปิดที่ว่าการหลังใหม่ ในวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2547 พร้อมทั้งเฉลิมฉลองในวาระที่อำเภอมีอายุครบ 100 ปีด้วย

ตั้งแต่ตั้งอำเภอมา มีนายอำเภอปกครองรวม 41 คน โจรผู้ร้ายที่ว่าชุมชุมก็หมดไป ชาวอำเภอบ้านโพธิ์มีความเป็นอยู่สงบสุข เรียบง่าย แม้ในปัจจุบันการทำมาหากินเปลี่ยนไปจากเดิม สภาพสังคมเปลี่ยนไป แต่มีสิ่งที่ไม่เปลี่ยน คือ ความสำนึกรักบ้านเกิดและความกตัญญูต่อแผ่นดิน ซึ่งจะทำให้บ้านโพธิ์มีความยั่งยืนตลอดไป

 

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอบ้านโพธิ์  ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัด ตัวอำเภอห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 14 กิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้

ทิศเหนือ             ติดกับ  อำเภอเมือง  จังหวัดฉะเชิงเทรา

ทิศใต้                ติดกับ  อำเภอบางปะกง  จังหวัดฉะเชิงเทรา, อำเภอพานทอง และอำเภอ

พนัสนิคม จังหวัดชลบุรี

ทิศตะวันออก       ติดกับ  อำเภอบางคล้า และอำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา

ทิศตะวันตก         ติดกับ  อำเภอบางปะกง และอำเภอบางบ่อ  จังหวัดสมุทรปราการ

 

 

ลักษณะภูมิประเทศ

มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอบางปะกง แบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 12 ตำบล 107 หมู่บ้าน

 

ข้อมูลการปกครอง

1.ตำบลบ้านโพธิ์

ที่ตั้งและขนาด

ระยะทางจากตำบลบ้านโพธิ์ถึงอำเภอบ้านโพธิ์ ประมาณ 3 กิโลเมตร 

จำนวนพื้นที่ของตำบลบ้านโพธิ์ ประมาณ  6.17 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดกับ อำเภอบ้านโพธิ์

ทิศใต้ ติดกับ ตำบลหนองตีนนก

ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลสิบเอ็ดศอก

ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลคลองบ้านโพธิ์

ลักษณะภูมิประเทศ

ตำบลบ้านโพธิ์ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ

ประวัติความเป็นมา

ตำบลบ้านโพธิ์อยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำบางปะกง เป็นที่ตั้งที่ว่าการอำเภอบ้านโพธิ์ มูลเหตุที่ชื่อ “บ้านโพธิ์” นั้น สันนิษฐานว่าตั้งตามชื่อต้นไม้ในท้องถิ่น ผู้เฒ่าผู้แก่เคยเล่าว่า เดิมแถบนี้มีต้นโพธิ์ขึ้นอยู่ทั่วไป จึงนำมาเป็นชื่อ ตำบล โฉนดที่ดินที่ออกให้ราษฎร ใน รศ. 125 (พ.ศ. 2449) ก็ใช้ชื่อว่า “ตำบลบ้านโพธิ์” ส่วนอำเภอซึ่งตั้ง ใน พ.ศ. 2447 ชื่อว่า อำเภอสนามจันทร์ ตำบลบ้านโพธิ์นับว่าเป็นชุมชนเก่าแก่ ถ้านับจากปีที่จัดตั้งวัดสนาม จันทร์ พ.ศ. 2400 มีอายุมากกว่า 147 ปี ผู้คนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน ส่วนใหญ่เป็นคนไทย และคนจีน นับถือ ศาสนาพุทธ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคนจีน คือ ศาลเจ้าพ่อโหรา และโรงเจ ไม่มีศาสนาอื่นในตำบลนี้ ปัจจุบัน เป็นคนไทยสัญชาติไทยหมดแล้ว ประชาชนในชุมชนนี้มีอาชีพทำนา ทำการประมง เพราะดินดีเหมาะแก่การ เพาะปลูก ซึ่งทำนาได้เพียงปีละครั้ง ในฤดูแล้งน้ำในแม่น้ำบางปะกงเค็ม ทำให้น้ำอุปโภคบริโภคไม่เพียงพอ และยังเป็นปัญหาอยู่จนทุกวันนี้ ปัจจุบันประชาชนหันมาเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ แทนการทำนา บางส่วน ค้าขายเป็นตลาดชุมชนขนาดเล็กๆ เก่าแก่มีมานานแล้ว

 

 

  1. ตำบลคลองบ้านโพธิ์

ที่ตั้งและขนาด

ระยะทางจากตำบลคลองบ้านโพธิ์ถึงอำเภอบ้านโพธิ์ ประมาณ 3 กิโลเมตร

จำนวนพื้นที่ของตำบลคลองบ้านโพธิ์ ประมาณ 8.91 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลสนามจันทร์

ทิศใต้ ติดกับ ตำบลบางซ่อน

ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลบ้านโพธิ์

ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลแสนภูดาษ

ลักษณะภูมิประเทศ

ตำบลคลองบ้านโพธิ์ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ

ประวัติความเป็นมา 

ตำบลคลองบ้านโพธิ์ ตั้งอยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำบางปะกง พื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม มีคลองชลประทาน คือ คลองบ้านโพธิ์ และคลองต้นหมัน และยังมีคลองธรรมชาติอีกหลายคลอง มีเรื่องเล่าว่าคลองบ้านโพธิ์ เมื่อก่อนนี้มีต้น โพธิ์ใหญ่ขึ้นอยู่ที่ปากคลอง ชาวบ้านจึงเรียกคลองนี้ว่า “คลองบ้านโพธิ์” และใช้เป็นชื่อตำบลด้วย ตำบล คลองบ้านโพธิ์ เป็นชุมชนเก่ามากมีอายุถึง 226 ปี นับตั้งแต่ปีสร้างวัดบ้านโพธิ์ พ.ศ. 2323 ตรงกับสมัยกรุง ธนบุรีตอนปลาย สภาพภูมิศาสตร์คล้ายกับตำบลบ้านโพธิ์ ขาดน้ำจืดสำหรับอุปโภคบริโภคในฤดูแล้ง สมัยก่อนชาวบ้านมีความสามัคคีช่วยกันทำทดปิดกั้นน้ำเค็ม เก็บกักน้ำจืดไว้ใช้ตามลำคลอง ประมาณเดือน 7-8 น้ำจืดก็จะช่วยกันเปิดทดให้น้ำไหลเข้านา ยามใดมีข่าวลือว่าโจรจะมาปล้นบ้าน ก็จะตั้งเวรยามเฝ้าระวัง ภัย นับว่าเป็นชุมชนที่เข้มแข็งมากในอดีต ราษฎรมีอาชีพทำนา ปัจจุบันลดการทำนาหันไปประกอบอาชีพ เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา อาชีพอีกอย่างหนึ่งที่ควรอนุรักษ์ไว้ คือ การทำสวนจาก ริมแม่น้ำบางปะกง ซึ่งไม่ต้อง ลงทุนมากมีมีดพร้าเล่มเดียวก็ทำได้ จากมีประโยชน์มากใบจากใช้มุงหลังคา และใช้ห่อขนมเรียกว่าขนมจาก ลูกจากทำเป็นของหวานได้ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันตลิ่งพัง และเป็นที่อาศัยของสัตว์น้ำ เช่น ปู ปลาเล็ก ปลาน้อย เป็นการรักษาระบบนิเวศที่ดีอีกด้วย

 

  1. ตำบลบางซ่อน

ที่ตั้งและขนาด

ระยะทางจากตำบลบางซ่อนถึงอำเภอบ้านโพธิ์ ประมาณ 7 กิโลเมตร

จำนวนพื้นที่ของตำบลบางซ่อน ประมาณ 5.92 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลคลองบ้านโพธิ์

ทิศใต้ ติดกับ อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี

ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลหนองตีนนก

ทิศตะวันตก ติดกับ อำเภอบางปะกง

ลักษณะภูมิประเทศ

ตำบลบางซ่อน มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ

ประวัติความเป็นมา

ตำบลบางซ่อน ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของอำเภอบ้านโพธิ์ เป็นตำบลชายแดน คำว่า “บางซ่อน” ซึ่งเป็นชื่อของ ตำบล จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่พอสรุปที่มาได้ 2 ประเด็น ดังนี้ ประเด็นแรก เนื่องจากในสมัยก่อนคนในตำบลนี้ใช้ควายในการประกอบอาชีพกันทุกบ้าน เวลานำควายไปใช้ งาน ต้องเดินทางเป็นระยะไกลผ่านแนวต้นลำพูและป่าจากที่รกทึบและคดเคี้ยวมาก กล่าวกันว่าต้องใช้เวลา เดินทางนานนับชั่วโมง เดินไปเดินมานานเข้าจึงเกิดเป็นร่องน้ำลึกและคดเคี้ยว ประกอบต้นลำพูและต้นจาก ยังเป็นแนวทึบ ทำให้เสียงพูดคุยกันของเจ้าของควายฟังแล้วเหมือนอยู่ใกล้ ๆ แต่ความจริงแล้วต้องใช้เวลา เดินนานจึงจะไปถึงเจ้าของเสียง จึงเป็นที่มาของตำบล “บางซ่อน” ประเด็นที่สอง เนื่องจากตำบลบางซ่อนเป็นตำบลชายแดน มีภูมิประเทศเป็นป่ารกทึบ มีคลองคดเคี้ยวไปมา เหมาะแก่การซ่อนตัวของผู้ร้าย ซึ่งหลบหนีมาจากเขตอำเภอหรือจังหวัดใกล้เคียง จึงเรียกดินแดนนี้ว่า “บางซ่อน”

 

  1. ตำบลท่าพลับ

ที่ตั้งและขนาด

ระยะทางจากตำบลท่าพลับถึงอำเภอบ้านโพธิ์ ประมาณ 4 กิโลเมตร

จำนวนพื้นที่ของตำบลท่าพลับ ประมาณ 6.62 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลบางกรูด  

ทิศใต้ ติดกับ ตำบลสนามจันทร์

ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลหนองบัว

ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลคลองประเวศ

ลักษณะภูมิประเทศ

ตำบลท่าพลับ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ

ประวัติความเป็นมา

ตำบลท่าพลับ ตั้งอยู่ริมฝั่งซ้ายของแม่น้ำบางปะกง เป็นชุมชนเก่าแก่มากแห่งหนึ่ง หากนับอายุจากการตั้งวัดบางกรูด พ.ศ. 2304 ถึงปัจจุบันจะมีอายุ 243 ปี ตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เคยเป็นแหล่งอุตสาหกรรมทางการเกษตร มีโรงหีบอ้อย โรงสีไฟเครื่องจักรไอน้ำขนาดใหญ่ ชาวบ้าน เรียกกันว่า โรงสีกลางแห่งหนึ่ง และโรงสีล่างหรือโรงสีพระยาสมุทรอีกแห่งหนึ่ง ทั้งสองแห่งแปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสารส่งไปยังกรุงเทพฯ และต่างประเทศ โดยใช้เรือเดินสมุทรขนาดใหญ่จำนวนมาก ส่วนริมฝั่งขวาของแม่น้ำบางปะกง ที่ตำบลบางกรูด ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามก็มีโรงสีเครื่องจักรไอน้ำและมีโรงเลื่อยอีกด้วย ฉะนั้นริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง ทั้งสองฝั่งในบริเวณนี้ จึงเป็นแหล่งอุตสาหกรรมการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรที่ใหญ่มาก ปัจจุบันได้เลิกล้มไปหมดแล้ว คงเหลือแต่ร่องรอยที่เป็นอิฐหักของปล่องโรงสีและคำเล่าขานกันมาเท่านั้น ชื่อตำบลท่าพลับ สันนิษฐานว่า ตั้งตามชื่อของต้นไม้ ชนิดหนึ่งคล้ายต้นตะโก ผลรับประทานได้ บางคน เรียกว่า ต้นมะพลับ ผลดิบ เอายางมาย้อมสวิง แห อวน ได้ ประกอบกับผืนดินของตำบลนี้อยู่ริมฝั่งแม่น้ำ บางปะกง มีท่าเรือใช้ในการสัญจรไปมามาก จึงเรียกชื่อตำบลว่า “ตำบลท่าพลับ” ชื่อตำบลนี้มีปรากฏใน หน้าโฉนดที่ดินของวัดบางกรูด ซึ่งออกให้เมื่อ รศ. 125 ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2449 ในครั้งอำเภอบ้านโพธิ์ ชื่อว่า อำเภอสนามจันทร์

 

  1. ตำบลสิบเอ็ดศอก

ที่ตั้งและขนาด

ระยะทางจากตำบลสิบเอ็ดศอกถึงอำเภอบ้านโพธิ์ ประมาณ 15 กิโลเมตร

จำนวนพื้นที่ของตำบลสิบเอ็ดศอก ประมาณ 20.88 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลดอนทราย

ทิศใต้ ติดกับ อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี

ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลแหลมประดู่

ทิศตะวันตก ติดกับ อำเภอบ้านโพธิ์

ลักษณะภูมิประเทศ

ตำบลสิบเอ็ดศอก มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ

ประวัติความเป็นมา

ตำบลสิบเอ็ดศอก ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอำเภอบ้านโพธิ์ ความเป็นมาของชื่อตำบล มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า มีวังน้ำกว้างใหญ่แห่งหนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่า วังตายกรอบๆ วังน้ำเป็นป่าจาก คนจีนมีอาชีพตัดจากขาย ได้สร้างบ้านอยู่บริเวณชายฝั่งวันน้ำนี้ อยู่มาวันหนึ่ง หลังจากได้ตัดยอดจากเพียงพอแล้วก็เดินทางกลับบ้าน ขณะที่เดินทางเข้ามาใกล้บ้านพบจระเข้ตัวใหญ่ นอนอ้าปากขวางทางอยู่ ด้วยอาการตกใจ จึงเอายอดจากที่ตัดมาพุ่งเข้าไปในปากจระเข้ และตีซ้ำ จนจระเข้ตาย วัดความยาวของจระเข้ได้ 11 ศอก เป็นที่ เลื่องลือของคนทั่วไป และสถานที่แห่งนี้ได้ชื่อว่า “บ้านสิบเอ็ดศอก” บางคนเล่าว่าเคยเห็นศาล และมีซากหัวจระเข้วางอยู่ด้วย

 

  1. ตำบลคลองขุด

ที่ตั้งและขนาด

ระยะทางจากตำบลคลองขุดถึงอำเภอบ้านโพธิ์ ประมาณ 12 กิโลเมตร

จำนวนพื้นที่ของตำบลคลองขุด ประมาณ 15.04 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดกับ อำเภอบางคล2า

ทิศใต้ ติดกับ ตำบลแหลมประดู่

ทิศตะวันออก ติดกับ อำเภอแปลงยาว

ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลสิบเอ็ดศอก

ลักษณะภูมิประเทศ

ตำบลคลองขุด มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ

ประวัติความเป็นมา

ตำบลคลองขุด ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของอำเภอบ้านโพธิ์ การคมนาคมในสมัยโบราณถ้าเป็นระยะทางใกล้ก็ใช้ การเดินเท้าหากระยะไกลใช้ม้าเป็นพาหนะในฤดูน้ำหลากก็ใช้เรือพายเรือแจวสัญจรไปมาค้าขายซึ่งกันและกัน เมื่อความเจริญทางวัตถุมีมากขึ้นทุกอย่างก็เปลี่ยนไป มีถนนเชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้าน การเดินทางใช้รถ ซึ่งนับว่าสะดวกขึ้นกว่าเดิมมาก แต่เดิมชาวตำบลคลองขุดมีอาชีพทำนา มีทั้งนาหว่านและนาดำ แต่ตอนนี้หันมาประกอบอาชีพ เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา เลี้ยงสุกร เลี้ยงวัว อาชีพทำนายังคงมีอยู่บ้าง ความเป็นมาที่น่าสนใจเหตุที่ใช้ชื่อว่าตำบลคลองขุด เนื่องจากด้านทิศเหนือติดต่อกับลำคลองที่จ้างชาวจีนขุด และให้คนที่ ไม่เสียส่วยขุดคลองใช้แรงงานแทนเงิน จึงเรียกว่า คลองขุด และนำมาเป็นชื่อของตำบล

 

  1. ตำบลแหลมประดู่

ที่ตั้งและขนาด

ระยะทางจากตำบลแหลมประดู่ถึงอำเภอบ้านโพธิ์ ประมาณ 16 กิโลเมตร

จำนวนพื้นที่ของตำบลแหลมประดู่ ประมาณ 19.268 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลคลองขุด

ทิศใต้ ติดกับ อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี

ทิศตะวันออก ติดกับ อำเภอแปลงยาว

ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลสิบเอ็ดศอก

ลักษณะภูมิประเทศ

ตำบลแหลมประดู่ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ดอน และมีป่าไม้

ประวัติความเป็นมา

ตำบลแหลมประดู่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอำเภอบ้านโพธิ์ เมื่อประมาณ 100 ปี ล่วงมาแล้ว บริเวณนี้ ยังคงเป็นป่าทึบ มีต้นไม้มากมายหลายชนิดที่มีมากที่สุด คือ ต้นประดู่ จะขึ้นทึบและเหยียดยาวเป็นหลายแหลม ต่อมาถูกตัดโค่นลง ชาวบ้านออกไปไถนา พบตอประดู่เป็นจำนวนมาก ต้องขุดออก เดี๋ยวนี้ไม่เหลือให้ เห็นอีกแล้ว ด้วยเหตุผลดังกล่าวชาวบ้านจึงตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “แหลมประดู่” และตั้งชื่อตำบลว่า “แหลมประดู่” เช่นเดียวกัน ปัจจุบันตำบลแหลมประดู่ มีคลองชลประทานไหลผ่าน ส่งน้ำมาจากอ่างเก็บน้ำระบม และอ่างสียัด ทำให้พื้นดินอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ประชาชนได้รับประโยชน์ทั่วกัน

 

  1. ตำบลสนามจันทร์

ที่ตั้งและขนาด

ระยะทางจากตำบลสนามจันทร์ถึงอำเภอบ้านโพธิ์ ประมาณ 3 กิโลเมตร

จำนวนพื้นที่ของตำบลสนามจันทร์ ประมาณ 12.01 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลคลองประเวศ

ทิศใต้ ติดกับ ตำบลคลองบ้านโพธิ์

ทิศตะวันออก ติดกับ อำเภอบ้านโพธิ์

ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลลาดขวาง

ลักษณะภูมิประเทศ

ตำบลสนามจันทร์ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ

ประวัติความเป็นมา

ตำบลสนามจันทร์ ตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำบางปะกง อยู่ตรงข้ามกับที่ว่าการอำเภอบ้านโพธิ์ พื้นที่ โดยทั่วไปเป็นที่ราบ สมัยโบราณมีลักษณะเป็นป่าทึบ มีสัตว์ดุร้ายอาศัยอยู่จำนวนมากโดยเฉพาะเสือ มักออกไปลักเปิดไก่กินเป็นอาหาร บางครั้งก็กัดคนก่อความเดือดร้อน ให้กับประชาชนเป็นอันมาก ทางราชการได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปปราบเสื้อ โดยให้จั่นดักเสือหลายจั่น ชาวบ้านจึงเรียกชื่อบริเวณนี้ว่าเป็นบริเวณ “สนามจั่น” บางคนก็พูดว่า ทำจั่นไว้ “สามจั่น” ต่อมาทางราชการได้กำหนดการปกครองหัวเมืองแบ่งมณฑลออกเป็นเมือง อำเภอ ตำบลและหมู่บ้าน บริเวณที่ชาวบ้านเรียกว่า “สนามจั่น” หรือสามจั่นก็เพี้ยนเป็น “สนามจันทร์” และเป็นชื่อเรียกตำบลตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

 

  1. ตำบลแสนภูดาษ

ที่ตั้งและขนาด

ระยะทางจากตำบลแสนภูดาษถึงอำเภอบ้านโพธิ์ ประมาณ 10 กิโลเมตร

จำนวนพื้นที่ของตำบลแสนภูดาษ ประมาณ 11.42 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลลาดขวาง

ทิศใต้ ติดกับ ตำบลบางซอน

ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลคลองบ้านโพธิ์

ทิศตะวันตก ติดกับ อำเภอบางปะกง

 

ลักษณะภูมิประเทศ

ตำบลแสนภูดาษ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ

ประวัติความเป็นมา

ตำบลแสนภูดาษ ตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำบางปะกง ชื่อของตำบลนี้เนื่องจากตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง เป็นที่ราบลุ่มชายเลน มีต้นลำพูขึ้นอยู่มากมาย ที่บริเวณโคนต้นจะมีหนอลำพูแตกออกมาอยู่ใต้ดินและบนดินอย่างเนืองแน่น เวลาน้ำขึ้นในคืนเดือนหงาย พระจันทร์เต็มดวง จะมองเห็นหนอลำพูที่โผล่พ้นน้ำมีสี คอนข้างขาวดื่นดาษไปหมด นับเป็นแสนๆหนอ ชาวบ้านจึงหยิบยกเอาธรรมชาติที่เป็นจุดเด่นสวยงาม ไม่มี ที่ใดเหมือนตั้งชื่อเป็นตำบลว่า “ตำบลแสนภูดาษ” คำวา “ภู” นั้น ในสมัยโบราณการเขียนหนังสือไทยไม่ค่อยเข้มงวดกวดขันเท่าไรนัก มุ่งแต่เพียงให้อ่านออกก็พอแล้ว คำที่ถูกต้องต้องเขียนว่า “พู” เพราะมาจาก คำวา “ลำพู” หมายถึง ต้นไม้ชนิดหนึ่งขึ้นในที่น้ำกร่อย

 

  1. ตำบลลาดขวาง

ที่ตั้งและขนาด

ระยะทางจากตำบลลาดขวางถึงอำเภอบ้านโพธิ์ ประมาณ 8 กิโลเมตร

จำนวนพื้นที่ของตำบลลาดขวาง ประมาณ 9 ตารางกิโลเมตร 

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลคลองประเวศ

ทิศใต้ ติดกับ ตำบลแสนภูดาษ

ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลสนามจันทร์

ทิศตะวันตก ติดกับ อำเภอบางประกง

ลักษณะภูมิประเทศ

ตำบลลาดขวาง มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ

ประวัติความเป็นมา

ตำบลลาดขวาง ตั้งอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำบางปะกง ชาวตำบลลาดขวางเป็นชุมชนดั้งเดิมไม่มีการอพยพของประชากรมาจากที่อื่น นับถือศาสนาพุทธ ถ้านับจากปีที่ตั้งวัดพิพิธประสาทสุนทร พ.ศ. 2400 ชุมชนนี้มีอายุ มากกวา 147 ปี ประชากรสวนใหญ่ตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณริมคลองลาดขวางทั้งสองฝั่ง ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการทำนา ซึ่งเป็นอาชีพหลัก จากคำบอกเลาของพระพรหมคุณาภรณ์ (หลวงปู่เจียม กุลละวณิชย์) สรุปได้ว่า มูลเหตุที่ชื่อลาดขวาง เพราะมีทางลาดลงมาขวางลำคลองอยูตอนหนึ่งเป็นทางสำหรับกระบือเดิน ลงไปกินน้ำ ชาวบ้านจึงเรียกว่าบ้านลาดขวาง และนำมาเป็นชื่อของตำบล

  1. ตำบลคลองประเวศ

ที่ตั้งและขนาด

ระยะทางจากตำบลคลองประเวศถึงอำเภอบ้านโพธิ์ ประมาณ 10 กิโลเมตร

จำนวนพื้นที่ของตำบลคลองประเวศ ประมาณ 12.24 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดกับ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา

ทิศใต้ ติดกับ ตำบลลาดขวาง

ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลสนามจันทร์

ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลเทพราช

ลักษณะภูมิประเทศ

ตำบลคลองประเวศ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ

ประวัติความเป็นมา

ตำบลคลองประเวศ ตั้งอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำบางปะกง ตั้งชื่อตามชื่อคลองซึ่งขุดแยกจากคลองพระ โขนง ชาวบ้านเรียกวา คลองทาถั่ว แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามวา “คลองประเวศบุรีรมย์” จึงใช้ชื่อคลองเป็นชื่อหมู่บ้านและชื่อตำบล

 

  1. ตำบลหนองตีนนก

ที่ตั้งและขนาด

ระยะทางจากตำบลหนองตีนนกถึงอำเภอบ้านโพธิ์ ประมาณ 4 กิโลเมตร 

จำนวนพื้นที่ของตำบลหนองตีนนก ประมาณ 15.08 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดกับ อำเภอบ้านโพธิ์

ทิศใต้ ติดกับ อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี

ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลสิบเอ็ดศอก

ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลบ้านโพธิ์

ลักษณะภูมิประเทศ

ตำบลหนองตีนนก มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ

ประวัติความเป็นมา

ตำบลหนองตีนนก ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอำเภอบ้านโพธิ์ ชื่อตำบลหนองตีนนก สันนิษฐานว่า เดิม บริเวณนี้เป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมมีหนองน้ำใหญ่สัตว์น้ำชุกชุม พวกนกพากันมาหาอาหารกินเป็นจำนวนมาก ดังนั้นในฤดูแล้งจึงเห็นรอยตีนนกเต็มไปหมด ด้วยเหตุนี้ชาวบ้าน จึงเรียกว่า “หนองตีนนก” และใช้เป็นชื่อ ตำบล หนองน้ำนี้ยังมีร่องรอยให้เห็น อยู่ทางทิศเหนือของโรงเรียนลาดหนองตีนนก (ยุบเลิกไปแล้ว)

 

  1. ตำบลเทพราช

ที่ตั้งและขนาด

ระยะทางจากตำบลเทพราชถึงอำเภอบ้านโพธิ์ ประมาณ 15 กิโลเมตร

จำนวนพื้นที่ของตำบลเทพราช ประมาณ 16.87 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดกับ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา

ทิศใต้ ติดกับ อำเภอบางปะกง

ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลคลองประเวศ

ทิศตะวันตก ติดกับ อำเภอบางบอ จังหวัดสมุทรปราการ

ลักษณะภูมิประเทศ

ตำบลเทพราช มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ

ประวัติความเป็นมา

ตำบลเทพราช ตั้งอยู่สองฝั่งคลองประเวศบุรีรมย์ ตำบลเทพราชไมปรากฏวามีมาแต่สมัยใดทั้งสาเหตุที่ได้ชื่อว่า “เทพราช” คนชราเล่าสืบต่อกันมาว่าก่อนปี พ.ศ. 2420 พระยาประเวศบุรีรมย์ได้รับมอบหมายให้เป็น แม่กองคุมคนจีนขุดคลองเชื่อมแม่น้ำ สองสาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยาตรงพระโขนงกับแม่น้ำบางปะกงตรงท่าถั่ว เพื่อใช้เป็นเส้นทางคมนาคมทางเรือและการชลประทานช่วยในการเกษตร คลองที่ขุดมีขนาดกว้าง 4 วา ขุดตามวิถีกระสุนปืนใหญ่ที่ยิงไป สองฝั่งคลองมีประชากรอาศัยอยู่เบาบาง น้ำไหลเซาะดินริมฝั่งคลองพังทลาย หญ้าแขมขึ้นปกคลุมสร้างความเดือดร้อนกับผู้สัญจรไปมาในปี พ.ศ. 2420 พระยาราชโกษา เมื่อยังมีบรรดาศักดิ์เป็น “คุณพระ” ได้รับมอบหมายให้เป็นแม่กองคุมคนจีนขุดคลองสายนี้อีกครั้งหนึ่งและได้ชื่อ ต่อมาว่า “คลองประเวศบุรีรมย์” ตามบรรดาศักดิ์ของพระยาประเวศบุรีรมย์ เมื่อทางราชการขุดคลองประเวศบุรีรมย์เสร็จได้ 4 ปี แขวงกลั่น มีบรรดาศักดิ์เป็นหมื่นบุรีรักษา (ต้นสกุลกลั่นเจริญ) ซึ่งตั้งบ้านเรือน อยู่บ้านใหญ่บางปรง คลองบางพระ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา ย้ายครอบครัวมาอยู่ในนาของตนริมฝั่ง คลองประเวศบุรีรมย์ บริเวณปากคลองแขวงกลั่น (หมู่ 2 ปัจจุบัน) ขณะนั้นขุนเทพราช ซึ่งเป็นผู้ดูแลอยู่ใน เขตนี้ รวมกันชักชวนชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงสองฝั่งคลองสร้างวัดขึ้นใน ปี พ.ศ. 2424 เพื่อใช้เป็นที่บำเพ็ญ กุศลโดยตาวัน อุทิศถวายที่ดิน พื้นที่บริเวณที่สร้างวัดมีลักษณะเทลาด และผู้ดูแลท้องที่มีบรรดาศักดิ์เป็นขุน เทพราช เมื่อสร้างวัดเสร็จให้ชื่อวา “วัดเทพราช” แขวงกลั่นได2อาราธนาพระอาจารย์อนุเทศแหงวัดบางปรง มาเป็นเจ้าอาวาสองค์แรก ตอมาหมู่บ้านมากขึ้นขยายเป็นตำบลให้ชื่อวา “ตำบลเทพราช” ตามชื่อวัดที่ ปรากฏในปัจจุบัน

 

  1. ตำบลเกาะไร

ที่ตั้งและขนาด

ระยะทางจากตำบลเกาะไรถึงอำเภอบ้านโพธิ์ ประมาณ 17 กิโลเมตร

จำนวนพื้นที่ของตำบลเกาะไร ประมาณ 12.01 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดกับ อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ

ทิศใต้ ติดกับ ตำบลเทพราช และอำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ

ทิศตะวันออก ติดกับ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา

ทิศตะวันตก ติดกับ อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ

ลักษณะภูมิประเทศ

ตำบลเกาะไร่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ

ประวัติความเป็นมา

ตำบลเกาะไรตั้งอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำบางปะกง ล้อมรอบด้วยคลอง ได้แก่คลองแขวงกลั่น จระเข้น้อย แพร กนกเอี้ยง บางเรือน ประเวศบุรีรมย์ หลอดหวังปิ้ง และหลอดตาเกด พื้นที่เป็นที่ราบ น้ำท่า บริบูรณ์ ประชาชนมีอาชีพทำนาเป็นหลัก จึงมองดูเหมือนเกาะกลางน้ำ ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงตั้งชื่อว่า “เกาะไร”

 

  1. ตำบลหนองบัว

ที่ตั้งและขนาด

ระยะทางจากตำบลหนองบัวถึงอำเภอบ้านโพธิ์ ประมาณ 7 กิโลเมตร

จำนวนพื้นที่ของตำบลหนองบัว ประมาณ 6.81 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดกับ อำเภอบางคล้า

ทิศใต้ ติดกับ อำเภอบ้านโพธิ์

ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลดอนทราย

ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลท่าพลับ

ลักษณะภูมิประเทศ

ตำบลหนองบัว มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ

ประวัติความเป็นมา

ตำบลหนองบัว ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของอำเภอบ้านโพธิ์ เดิมประชากรมีอาชีพทำนาเป็นหลัก สมัยนั้นใช้ควายไถนา อุปกรณ์ทำนา เชน ไถ คาด ระหัด ชังโลง ลูกทุบ กังหัน เลื่อน ชาวบ้านทำขึ้นใช้เอง นอกจากทำนา แล้วยังเลี้ยงไก่เป็ด หมู ไว้เป็นอาหารและขาย ชาวหนองบัวไปซื้อขายกันที่ตลาดโรงสีล่าง ตำบลท่าพลับ โดยบรรทุกเรือพายไปตามคลองหนองบัว ต่อมาการคมนาคมเปลี่ยนไปเป็นใช้รถมีการทำถนนเชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงหันมาเลี้ยงกุ้งกุลาดำ เลี้ยงปลา แทนการทำนา อาชีพเดิมที่ยังเหลืออยู่ คือ สานตะข้อง รอบ สุ่ม ตุ้ม อีจู้ จำหน่าย ชื่อตำบลหนองบัว สันนิษฐานว่ามีมูลเหตุมาจากพื้นที่ราบลุ่มเป็นบึง หนอง และมีบัวต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะบัวสีแดง จึงตั้งชื่อตำบลว่า “หนองบัว” ชุมชุนหนองบัวมีอายุ 104 ปี นับจากสร้างวัดดอนสีนนท์ พ.ศ. 2442 เดิมวัดนี้ชื่อ “ดอนสีนวล” ตั้งตามนิมิตเห็นดินเป็นสีนวลของ ผู้สร้างวัด เรียกขานกันต่อมาเพี้ยนเป็น “ดอนสีนนท์” สมัยเจ้าอาวาสองค์ที่ 5 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดสีนันทาราม” แต่ไม่เป็นที่นิยมจึงเปลี่ยนกลับมาเป็นวัดดอนสีนนท์เหมือนเดิม  

 

  1. ตำบลดอนทราย

ที่ตั้งและขนาด

ระยะทางจากตำบลดอนทรายถึงอำเภอบ้านโพธิ์ ประมาณ 8 กิโลเมตร

จำนวนพื้นที่ของตำบลดอนทราย ประมาณ 11.76 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดกับ อำเภอบางคล2า

ทิศใต้ ติดกับ ตำบลสิบเอ็ดศอก

ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลคลองขุด

ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลหนองบัว

ลักษณะภูมิประเทศ

ตำบลดอนทราย มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ

ประวัติความเป็นมา

ตำบลดอนทราย เป็นชุมชนเก่าแก่แห่งหนึ่ง มีวัดดอนทรายเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2413 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นับถึงปัจจุบันอายุ 134 ปี เดิมประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา เลี้ยงสัตว์ เนื่องจากพื้นที่เป็นที่ราบ มีน้ำเพียงพอในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ปัจจุบัน ประชาชนลดการทำนาลง หันไปประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้ง ปลา สุกร ไก่และทำงานโรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้น อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ คำว่า “ดอนทราย” เป็นชื่อของหมู่บ้าน และตำบล สันนิษฐานว่า เป็นการตั้งชื่อจากธรรมชาติของพื้นที่ หมู่บ้านดอนทราย เป็นพื้นที่ดอน สูงกว่าหมู่บ้านอื่น และมีทรายสีขาวนวลอยู่ใต้ดิน เวลาทำบุญเทศกาลสงกรานต์ ชาวบ้านจะขุดดินบริเวณรอบวัด ลึกประมาณ 1 ฟุต แลtนำทรายไปก่อพระเจดีย์ทรายรอบโบสถ์ พร้อมทั้งประดับธงสีต่างๆ สวยงาม เป็นประเพณีที่ปฏิบัติติดต่อกันมา ชื่อตำบลดอนทราย มีมาช้านานตั้งแต่ตั้งชุมชนไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลักฐานที่ปรากฏ นอกจากชื่อวัดแล้ว ยังมีชื่อตำบลดอนทราย ปรากฏอยู่ในโฉนดที่ดินของประชาชนชาวดอนทราย เมื่อครั้งอำเภอบ้านโพธิ์ ชื่อ อำเภอสนามจันทร์ อีกด้วย

 

  1. ตำบลบางกรูด

ที่ตั้งและขนาด

ระยะทางจากตำบลบางกรูดถึงอำเภอบ้านโพธิ์ ประมาณ 6 กิโลเมตร

จำนวนพื้นที่ของตำบลบางกรูด ประมาณ 5.95 ตารางกิโลเมตร

 

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดกับ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา

ทิศใต้ ติดกับ ตำบลทาพลับ

ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลหนองบัว

ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลคลองประเวศ

ลักษณะภูมิประเทศ

ตำบลบางกรูด มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ

ประวัติความเป็นมา

ตำบลบางกรูด ตั้งอยู่ริมฝั่งขวาของแม่น้ำบางปะกง ประชาชนส่วนใหญ่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน ประกอบ อาชีพทำสวน เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงไก่ เลี้ยงสุกร และค้าขาย มีวัด 2 วัด ได้แก่ วัดผาณิตราม และวัดมงคลโสภิต ตำบลบางกรูด มีหลักฐานยืนยันได้ว่า สภาพเดิมเป็นป่า มีพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่ง คือ ต้นมะกรูดขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก ในอดีตมีอาณาเขตของตำบลครอบคลุมไปถึงหมู่บ้านที่เป็นที่ตั้งของวัดบางกรูด การตั้งชื่อตำบล สันนิษฐานว่า ตั้งตามชื่อต้นไม้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ในอดีต ตำบลบางกรูด โดยเฉพาะบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ มี โรงสีเครื่องจักรไอน้ำ โรงเลื่อยแปรรูปไม้ และโรงงานประกอบบ้านทรงไทยขายเป็นหลัง ปัจจุบันได้เลิกกิจการไปหมดแล้ว สวนโรงสียังคงมีปล่องสูงตระหง่านริมฝั่งแม่น้ำเหนือทิวจาก ให้ลูกหลานได้ภาคภูมิใจ ความเจริญของท้องถิ่นที่ผ่านมา

 

อำเภอพนมสารคาม

ประวัติความเป็นมา

อำเภอพนมสารคาม  จัดตั้งเมื่อปี  พ.ศ. 2437  เดิมเป็นหัวเมืองหนึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมเรียกว่า  เมืองพนมสารคาม  ซึ่งเป็นหัวเมืองร่วมยุคเดียวกับเมืองพนัสนิคมและเมืองสนามไชยเขตต์

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอพนมสารคาม ตั้งอยู่ทางตอนกลางของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอข้างเคียง ดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอบ้านสร้างและอำเภอศรีมโหสถ (จังหวัดปราจีนบุรี)

ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอศรีมหาโพธิ (จังหวัดปราจีนบุรี) และอำเภอสนามชัยเขต

ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอสนามชัยเขตและอำเภอแปลงยาว

ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอราชสาส์น

 

ลักษณะภูมิประเทศ

อำเภอพนมสารคาม  มีลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มสลับกับที่ราบสูงภูเขา  มีภูเขาที่สำคัญ  คือ  เขาดงยาง  อยู่ในตำบลหนองแหน  แม่น้ำ  มีคลองเพียงสายเดียวที่ไหลผ่านอำเภอ คือ คลองท่าลาด

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอพนมสารคาม  แบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 8 ตำบล 86 หมู่บ้าน

 

ข้อมูลการปกครอง

1.ตำบลบ้านซ่อง

ที่ตั้งและขนาด
– ระยะทางจากตำบลบ้านซ่อง ถึง อำเภอพนมสารคาม ประมาณ 14 กิโลเมตร
– จำนวนพื้นที่ของตำบลบ้านซ่อง ประมาณ 68.89 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
– ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลโคกดไทย อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี
– ทิศใต้ ติดกับ ตำบลท่าถ่าน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา
– ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา
– ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลหนองยาว อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลบ้านซ่อง มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มและที่ราบลูกฟูกเชิงเขา

ประวัติความเป็นมา
ตำบลบ้านซ่อง จัดตั้งเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2539 นามเดิม “บ้านซ่อง” นั้น คนรู้จักกันทุกถิ่นฐานเป็นช่องทางพ่อค้าโค กระบืองานจากอีสานสู่ พนัส-ชลบุรี และเป็นเกียรติแด่กำนันของบ้านซ่อง ชื่อ “ขุนซ่อง” คนแรกตำบลนี้ ประชาชนอยู่สุขสบายดีมี 14 หมู่ ดูน่าชมจึงใช้ชื่อตำบล “บ้านซ่อง” เป็นต้นมา

 


  1. ตำบลท่าถ่าน

ที่ตั้งและขนาด
– ระยะทางจากตำบลท่าถ่าน ถึง อำเภอพนมสารคาม ประมาณ 3 กิโลเมตร
– จำนวนพื้นที่ของตำบลท่าถ่าน ประมาณ 28.736 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
– ทิศเหนือ ติดกับ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านซ่อง และหนองยาว
– ทิศใต้ ติดกับ องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองเก่า, หนองแหน และเกาะขนุน
– ทิศตะวันออก ติดกับ องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะขนุน
– ทิศตะวันตก ติดกับ องค์การบริหารส่วนตำบลพนม, หนองยาว และเมืองเก่า

 ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลท่าถ่าน มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม 

 

  1. ตำบลเมืองเก่า

ที่ตั้งและขนาด
– ระยะทางจากตำบลเมืองเก่า ถึง อำเภอพนมสารคาม ประมาณ 1 กิโลเมตร
– จำนวนพื้นที่ของตำบลเมืองเก่า ประมาณ 28 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
– ทิศเหนือ ติดกับ บ้านเตาอิฐ ตำบลบางคา อำเภอราชสาส์น
– ทิศใต้ ติดกับ บ้านท่าลาดเหนือ หมู่ที่ 1 ตำบลท่าถ่าน อำเภอพนมสารคาม
– ทิศตะวันออก ติดกับ บ้านกระจับ หมู่ที่ 10 ตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม
– ทิศตะวันตก ติดกับ บ้านทุ่งรวงทอง ตำบลเมืองใหม่ อำเภอราชสาส์น

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลเมืองเก่า มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม

ประวัติความเป็นมา
ตำบลเมืองเก่า จัดตั้งเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2540 เมื่อประมาณ 100 กว่าปีก่อน ได้มีชาวไทยพรวนอพยพมาจากเวียงจันทร์ ประเทศลาว มาตั้งถิ่นฐานอยู่ โดยแต่ละชุมชนจะนำชื่อบ้านเมืองของตนที่เคยมีในประเทศลาวมาตั้งเป็นชื่อ “เมืองเก่า” ก็เช่นกัน ซึ่งเป็นชื่อหมู่บ้านเดิมจากเวียงจันทน์มาตั้งเป็นชื่อตำบล ยังมีการก่อสร้างวัดวาอารามให้มีรูปแบบทางศิลปกรรมเป็นแบบอย่างของทางลาว เป็นจำนวนมาก

 

  1. ตำบลหนองแหน

ที่ตั้งและขนาด
– ระยะทางจากตำบลหนองแหน ถึง อำเภอพนมสารคาม ประมาณ 8 กิโลเมตร
– จำนวนพื้นที่ของตำบลหนองแหน ประมาณ 73 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
– ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลเมืองเก่า, ตำบลท่าถ่าน อำเภอพนมสารคาม
– ทิศใต้ ติดกับ ตำบลเกาะขนุน อำเภอพนมสารคาม
– ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลหัวสำโรง อำเภอพนมสารคาม
– ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลเมืองเก่า อำเภอพนมสารคาม

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลหนองแหน มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง และบางส่วนเป็นที่ราบลุ่ม และภูเขา

ประวัติความเป็นมา
ตำบลหนองแหน แต่เดิมชื่อว่าตำบลหนองยาว เพราะมีต้นไม้ยาวเป็นจำนวนมาก ต่อมามีการเปลี่ยนเป็นหนองแหนในสมัยกำนันทัน โดยเรียกชื่อตามหนองน้ำใหญ่ที่มีอยู่

  1. ตำบลหนองยาว

ที่ตั้งและขนาด
– ระยะทางจากตำบลหนองยาว ถึง อำเภอพนมสารคาม ประมาณ 4 กิโลเมตร
– จำนวนพื้นที่ของตำบลหนองยาว ประมาณ 70 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
– ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลกระทุ่มแพร้ว อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี และตำบลดงน้อย อำเภอราชสาส์น
– ทิศใต้ ติดกับ ตำบลพนมสารคาม
– ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลบ้านซ่อง และตำบลท่าถ่าน
– ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลดงน้อย อำเภอราชสาส์น

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลหนองยาว มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบ

ประวัติความเป็นมา
ตำบลหนองยาว แต่เดิมมีหนองน้ำยาวไหลผ่านรอบหมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านใช้เป็นแหล่งอาหารและประกอบอาชีพได้ตลอดทั้งปี ดังคำกล่าวของลุงสนิทที่ว่า “แหล่งอาหารของเราอยู่รอบหมู่บ้าน” ชาวบ้านจึงเรียกขานกันมานานว่าบ้านหนองยาว แต่ปัจจุบันหนองน้ำได้ตื้นเขินลงหรือบางแห่งได้ถูกเปลี่ยนแปลงไป บริเวณพื้นที่นาถูกดัดแปลงเป็นที่อยู่อาศัยแทนการปลูกข้าว

  1. ตำบลพนมสารคาม

ที่ตั้งและขนาด
– ระยะทางจากตำบลพนมสารคาม ถึง อำเภอพนมสารคาม ประมาณ 2 กิโลเมตร
– จำนวนพื้นที่ของตำบลพนมสารคาม ประมาณ 10.98 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
– ทิศเหนือ ติดกับ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองยาว อำเภอพนมสารคาม
– ทิศใต้ ติดกับ องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองเก่า อำเภอพนมสารคาม
– ทิศตะวันออก ติดกับ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าถ่าน อำเภอพนมสารคาม
– ทิศตะวันตก ติดกับ องค์การบริหารส่วนตำบลพนมสารคาม อำเภอพนมสารคาม

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลพนมสารคาม มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม

  1. ตำบลเกาะขนุน

ที่ตั้งและขนาด
– ระยะทางจากตำบลเกาะขนุน ถึง อำเภอพนมสารคาม ประมาณ 2 กิโลเมตร
– จำนวนพื้นที่ของตำบลเกาะขนุน ประมาณ 97.9 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
– ทิศเหนือ ติดกับ องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะขนุน อำเภอพนมสารคาม
– ทิศใต้ ติดกับ องค์การบริหารส่วนตำบลหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว
– ทิศตะวันออก ติดกับ องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะขนุน อำเภอพนมสารคาม
– ทิศตะวันตก ติดกับ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลเกาะขนุน มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง และที่ราบลุ่ม


  1. ตำบลเขาหินซ้อน

ที่ตั้งและขนาด
– ระยะทางจากตำบลเขาหินซ้อน ถึง อำเภอพนมสารคาม ประมาณ
– จำนวนพื้นที่ของตำบลเขาหินซ้อน ประมาณ

อาณาเขต
– ทิศเหนือ ติดกับ
– ทิศใต้ ติดกับ
– ทิศตะวันออก ติดกับ
– ทิศตะวันตก ติดกับ

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลเขาหินซ้อน มีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาและที่ราบสูง

 

อำเภอสนามชัยเขต

ประวัติความเป็นมา

อำเภอสนามชัยเขต  มีฐานะเป็นกิ่งอำเภอ  เรียกว่า “กิ่งอำเภอสนามไชยเขตต์”  แต่เมื่อปี พ.ศ. 2474  ยุบฐานะลงเป็นตำบล  อยู่ในเขตการปกครองของอำเภอพนมสารคาม  หลังจากนั้นปี พ.ศ. 2509  ได้รับการยกฐานะเป็น “กิ่งอำเภอสนามชัยเขต” โดยประกาศกระทรวงมหาดไทย  แบ่งท้องที่การปกครองเป็นตำบลคู้ยายหมี  ตำบลท่ากระดาน  และตำบลท่าตะเกียบขึ้นกับอำเภอพนมสารคาม  ซึ่งเป็นท้องที่กิ่งอำเภอสนามไชยเขตต์ มาแต่เดิม  โดยตั้งที่ว่าการกิ่งอำเภอที่บ้านโพนงาม หมู่ที่ 4  ตำบลคู้ยายหมี  อยู่ห่างจากตำบลท่ากระดาน  ที่ตั้งตัวเมืองเดิมประมาณ  25  กิโลเมตร  ในปี พ.ศ. 2515  เปลี่ยนชื่อจาก “กิ่งอำเภอสนามไชยเขตต์” เป็น “กิ่งอำเภอสนามชัยเขต” โดยประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่  4  ธันวาคม พ.ศ. 2515  ในปี พ.ศ. 2516  ได้รับการยกฐานะเป็น “อำเภอสนามชัยเขต” โดยพระราชกฤษฎีกา  ลงวันที่  15  มิถุนายน พ.ศ. 2516

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอสนามชัยเขตมีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอข้างเคียง ดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอศรีมหาโพธิและอำเภอกบินทร์บุรี (จังหวัดปราจีนบุรี)

ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอกบินทร์บุรี (จังหวัดปราจีนบุรี) และอำเภอเขาฉกรรจ์ (จังหวัดสระแก้ว)

ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอท่าตะเกียบและอำเภอแปลงยาว

ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอแปลงยาวและอำเภอพนมสารคาม

 

ลักษณะภูมิประเทศ

อำเภอสนามชัยเขต  มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบสลับกับพื้นที่ลาดเนินมีที่ราบอยู่ระหว่างเนินเขา  พื้นที่ป่าเสื่อมโทรม พื้นที่ป่าไม้

การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอสนามชัยเขตประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 5 แห่ง ได้แก่

เทศบาลตำบลสนามชัยเขต ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลคู้ยายหมี

องค์การบริหารส่วนตำบลคู้ยายหมี ครอบคลุมพื้นที่ตำบลคู้ยายหมี (นอกเขตเทศบาลตำบลสนามชัยเขต)

องค์การบริหารส่วนตำบลท่ากระดาน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลท่ากระดานทั้งตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งพระยา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลทุ่งพระยาทั้งตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบลลาดกระทิง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลลาดกระทิงทั้งตำบล

แบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 4 ตำบล 70 หมู่บ้าน ได้แก่

ตำบลคู้ยายหมี

ตำบลท่ากระดาน

ตำบลทุ่งพระยา

ตำบลลาดกระทิง

 

 

 

ข้อมูลการปกครอง

1.ตำบลคู้ยายหมี

ที่ตั้งและขนาด

 ระยะทางจากตำบลคู้ยายหมีถึงอำเภอสนามชัยเขต ประมาณ 2 กิโลเมตร

 จำนวนพื้นที่ของตำบลคู้ยายหมี ประมาณ 159 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต 

ทิศเหนือติดกับ ตำบลเกาะขนุน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา

ทิศใต้ติดกับ ตำบลลาดกระทิง อำเภอสนามชัยเขต และตำบลท่าตะเกียบ อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัด ฉะเชิงเทรา

ทิศตะวันออกติดกับ ตำบลท่ากระดาน อำเภอสนามชัยเขต และตำบลท่าตะเกียบ อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัด ฉะเชิงเทรา

 ทิศตะวันตกติดกับ ตำบลลาดกระทิง อำเภอสนามชัยเขต

ลักษณะภูมิประเทศ

ตำบลคู้ยายหมี มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ลาดเนิน มีที่ราบอยู่ระหว่างเนินเขา สภาพพื้นที่เป็นดินปน ทราย  

 

  1. ตำบลท่ากระดาน

ที่ตั้งและขนาด

ระยะทางจากตำบลท่ากระดานถึงอำเภอสนามชัยเขต ประมาณ 20 กิโลเมตร

จำนวนพื้นที่ของตำบลท่ากระดาน ประมาณ 483 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

ทิศเหนือติดกับ ตำบลทุ่งพระยา อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา

ทิศใต้ติดกับ อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา

ทิศตะวันออกติดกับ อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก2ว

ทิศตะวันตกติดกับ ตำบลคู้ยายหมี อำเภอสนามชัยเขต อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา

ลักษณะภูมิประเทศ

ตำบลท่ากระดาน มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบสูงมีภูเขาและป่าไม้ มีลำคลองเป็นแนวกั้นเขตแดน

 

  1. ตำบลทุ่งพระยา

ที่ตั้งและขนาด

ระยะทางจากตำบลทุ่งพระยาถึงอำเภอสนามชัยเขต ประมาณ 36 กิโลเมตร

 จำนวนพื้นที่ของตำบลทุ่งพระยา ประมาณ 337 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

ทิศเหนือติดกับ ตำบลกรอกสมบูรณ์ อำเภอศรีมหาโพธิ์ จังหวัดปราจีนบุรี

ทิศใต้ติดกับ ตำบลท่ากระดาน อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา

ทิศตะวันออกติดกับ ตำบลลาดตะเคียน ตำบลวังท่าช้าง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี

ทิศตะวันตกติดกับ ตำบลหนองโพรง ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา

ลักษณะภูมิประเทศ

ตำบลทุ่งพระยา มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบสลับกับภูเขาและป่าสงวนเสื่อมโทรม

ประวัติความเป็นมา

ตำบลทุ่งพระยา จัดตั้งตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2517 ตั้งตำบลทุ่งพระยา โดยแบ่งท้องที่ของตำบลท่ากระดานตั้งเป็นอีก 1 ตำบล

 

  1. ตำบลลาดกระทิง

ที่ตั้งและขนาด

ระยะทางจากตำบลลาดกระทิงถึงอำเภอสนามชัยเขต ประมาณ 15 กิโลเมตร

จำนวนพื้นที่ของตำบลลาดกระทิง ประมาณ 196 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

ทิศเหนือติดกับ ตำบลคู้ยายหมี อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา

ทิศใต้ติดกับ ตำบลคลองตะเกรา อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา

ทิศตะวันออกติดกับ ตำบลท่าตะเกียบ อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา

ทิศตะวันตกติดกับ ตำบลวังเย็น อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา

ลักษณะภูมิประเทศ

ตำบลลาดกระทิง มีลักษณะภูมิประเทศพื้นที่ดอนเป็นลูกคลื่นสูงๆ ต่ำๆ และเป็นภูเขา 113

ประวัติความเป็นมา  

ตำบลลาดกระทิง จัดตั้งเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2522 โดยแบ่งท้องที่ของตำบลคู้ยายหมี ตั้งเป็นอีก 1 ตำบล

 

อำเภอแปลงยาว

ประวัติความเป็นมา

อำเภอแปลงยาว จัดตั้งเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2521 ได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทยให้แยกพื้นที่ตำบลแปลงยาว ตำบลหัวสำโรง ตำบลวังเย็น ของอำเภอบางคล้า จัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอแปลงยาว และต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกายกฐานะเป็นอำเภอ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2528

ที่ตั้งและขนาด

ระยะทางจากอำเภอแปลงยาว ถึง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ประมาณ 35 กิโลเมตร
- จำนวนพื้นที่ของอำเภอแปลงยาว ประมาณ 237.23 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดกับ อำเภอบางคล้า อำเภอพนมสารคาม อำเภอราชสาส์น
- ทิศใต้ ติดกับ อำเภอพนัสนิคม และกิ่งอำเภอเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี
- ทิศตะวันออก ติดกับ อำเภอพนมสารคาม อำเภอสนามชัยเขต อำเภอท่าตะเกียบ
- ทิศตะวันตก ติดกับ อำเภอบ้านโพธิ์

ลักษณะภูมิประเทศ

อำเภอแปลงยาว มีลักษณะภูมิประเทศทางทิศตะวันออกเป็นที่ราบสูง ลักษณะเป็นลอนลูกฟูก สูง ๆ ต่ำ ๆ ส่วนทางทิศตะวันตกและทางตอนล่างเป็นที่ราบลุ่ม

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอแปลงยาว แบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 4 ตำบล 48 หมู่บ้าน

 

ข้อมูลการปกครอง

ตำบลแปลงยาว

ที่ตั้งและขนาด
- ระยะทางจากตำบลแปลงยาว ถึง อำเภอแปลงยาว ประมาณ 7 กิโลเมตร
- จำนวนพื้นที่ของตำบลแปลงยาว ประมาณ 62.5 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
- ทิศเหนือ ติดกับ หมู่ที่ 6 ตำบลหัวสำโรง
- ทิศใต้ ติดกับ ตำบลวังเย็น อำเภอแปลงยาว
- ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลลาดกระทิง อำเภอสนามชัยเขต
- ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลเสม็ดใต้ อำเภอบางคล้า

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลแปลงยาว มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบลุ่ม

ประวัติความเป็นมา
เดิมอยู่ในเขตปกครองของอำเภอบางคล้าและไม้มีประกาศกระทรวงมหาดไทยให้แยก พื้นที่ตำบลแปลงยาวมาอยู่ในเขตการปกครองของกิ่งอำเภอแปลงยาว ปัจจุบันแบ่งการปกครองเป็น 13 หมู่บ้าน

 

ตำบลวังเย็น

ที่ตั้งและขนาด
- ระยะทางจากตำบลวังเย็น ถึง อำเภอแปลงยาว ประมาณ 1 กิโลเมตร
- จำนวนพื้นที่ของตำบลวังเย็น ประมาณ 57.3 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
- ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลแปลงยาว อำเภอแปลงยาว
- ทิศใต้ ติดกับ ตำบลหนองไม้แก่น อำเภอแปลงยาว
- ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลแปลงยาว และตำบลลาดกระทิง อำเภอสนามชัยเขต
- ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลแหลมประดู่ อำเภอบ้านโพธิ์ และตำบลสระสี่เหลี่ยม อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลวังเย็น มีลักษณะภูมิประเทศทางด้านทิศตะวันออกเป็นที่ราบสูง ส่วนทางทิศตะวันตกเป็นที่ราบลุ่ม

ประวัติความเป็นมา
เดิมอยู่ในเขตปกครองของอำเภอบางคล้าและได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทยให้แยก พื้นที่ตำบลวังเย็นมาอยู่ในเขตการปกครองของกิ่งอำเภอแปลงยาว ปัจจุบันแบ่งการปกครองเป็น 11 หมู่บ้าน

 


  1. ตำบลหัวสำโรง

ที่ตั้งและขนาด
- ระยะทางจากตำบลหัวสำโรง ถึง อำเภอแปลงยาว ประมาณ 6 กิโลเมตร
- จำนวนพื้นที่ของตำบลหัวสำโรง ประมาณ 66.7 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
- ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลท่าทองหลาง อำเภอบางคล้า และตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม
- ทิศใต้ ติดกับ ตำบลวังเย็นและตำบลแปลงยาว อำเภอแปลงยาว
- ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม
- ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลท่าทองหลาง อำเภอบางคล้า

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลหัวสำโรง มีลักษณะภูมิประเทศทางด้านทิศเหนือเป็นที่ราบลุ่ม ส่วนด้านทิศใต้เป็นที่ราบสูง

ประวัติความเป็นมา
เดิมอยู่ในเขตปกครองของอำเภอบางคล้าและได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทยให้แยก พื้นที่ตำบลหัวสำโรงมาอยู่ในเขตการปกครองของกิ่งอำเภอแปลงยาว ปัจจุบันแบ่งการปกครองเป็น 12 หมู่บ้าน


  1. ตำบลหนองไม้แก่น

ที่ตั้งและขนาด
- ระยะทางจากตำบลหนองไม้แก่น ถึง อำเภอแปลงยาว ประมาณ 14 กิโลเมตร
- จำนวนพื้นที่ของตำบลหนองไม้แก่น ประมาณ 94 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
- ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลวังเย็น อำเภอแปลงยาว
- ทิศใต้ ติดกับ ตำบลสระสี่เหลี่ยม อำเภอพนัสนิคม และตำบลเกาะจันทร์ กิ่งอำเภอเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี
- ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลลาดกระทิง อำเภอสนามชัยเขต และตำบลคลองตะเกรา อำเภอท่าตะเกียบ
- ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลแหลมประดู่ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา และตำบลหนองเหียง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลหนองไม้แก่น มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง ลักษณะเป็นลอนลูกฟูกสูง ๆ ต่ำ ๆ

ประวัติความเป็นมา
ได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทย ให้แยกพื้นที่ตำบลวังเย็น ม.8, 9, 11, 12, 13 จัดตั้งเป็นตำบลหนองไม้แก่น โดยมีเขตการปกครองรวม 5 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านหนองปลาไหล บ้านหนองสร้อยติ่ง บ้านไทรทอง บ้านปักนนทรี บ้านเขาสะท้อน ปัจจุบันแยกหมู่บ้านเป็น 12 หมู่บ้าน

อำเภอราชสาส์น

ประวัติความเป็นมา

ตามนิทานพื้นบ้านเรื่องพระรถเมรีเล่าว่า นางยักษ์แม่ของนางเมรีได้ฝากสารไปกับพระรถเสนไปให้นางเมรีโดยห้ามเปิดสารระหว่างทาง ใจความของสารนั้นคือ ถ้าถึงกลางวันให้กินตอนกลางวัน ถ้าถึงตอนกลางคืนให้กินตอนกลางคืน (ให้บริวารของพวกยักษ์กินพระรถเสนเมื่อไปถึง) เมื่อถึงตำแหน่งที่เป็นอำเภอราชสาส์นในปัจจุบัน พระรถเสนได้พักอยู่กับฤๅษีซึ่งเป็นอาจารย์ของตน พระฤๅษีก็แอบเปิดสารดูจึงแปลงสารจากคำว่า "กิน" เป็นคำว่า "รับ" บริเวณนั้นจึงได้ชื่อว่า "ราชสาส์น" ซึ่งแปลว่าจดหมายนั่นเอง

อำเภอราชสาส์นเดิมเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอพนมสารคาม ได้รับการจัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอราชสาส์น ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2520 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2520 และได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น อำเภอราชสาส์น ตามพระราชกฤษฎีกาเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2537 โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2537

 

อาณาเขต

อำเภอราชสาส์นตั้งอยู่ทางตอนกลางของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอข้างเคียง ดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอบ้านสร้าง (จังหวัดปราจีนบุรี)

ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอพนมสารคาม

ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอแปลงยาวและอำเภอบางคล้า

ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอบางคล้า

 

ลักษณะภูมิประเทศ

อำเภอราชสาส์น  มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม  มีคลองธรรมชาติสำคัญไหลผ่าน  คือ  คลองท่าลาด  คลองคูมอญ  และคลองน้ำเตียน

 

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอราชสาส์น  แบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 3 ตำบล 31 หมู่บ้าน

 

ข้อมูลการปกครอง

1.ตำบลบางคา

ที่ตั้งและขนาด
- จำนวนพื้นที่ของตำบลบางคา ประมาณ 36.6 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
- ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลดงน้อย อำเภอราชสาส์น จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศใต้ ติดกับ ตำบลเมืองใหม่ อำเภอราชสาส์น จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลพนมสารคาม อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลหัวไทร อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลบางคา มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มมีคลองธรรมชาติสำคัญไหลผ่าน คือ คลองท่าลาด

2.ตำบลเมืองใหม่

ที่ตั้งและขนาด
- ระยะทางจากตำบลเมืองใหม่ ถึง อำเภอราชสาส์น ประมาณ 7 กิโลเมตร
- จำนวนพื้นที่ของตำบลเมืองใหม่ ประมาณ 41.8 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
- ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลบางคา อำเภอราชสาส์น จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศใต้ ติดกับ ตำบลหนองแหน จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลเมืองเก่า อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลปากน้ำ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลเมืองใหม่ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มมีคลองธรรมชาติสำคัญไหลผ่าน คือ คลองท่าลาด

 

 

ตำบลดงน้อย

ที่ตั้งและขนาด
- ระยะทางจากตำบลดงน้อย ถึง อำเภอราชสาส์น ประมาณ7 กิโลเมตร
- จำนวนพื้นที่ของตำบลดงน้อย ประมาณ 56.5 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
- ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลกระทุ่มแพ้ว อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี
- ทิศใต้ ติดกับ ตำบลบางคา อำเภอราชสาส์น จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลหนองยาว อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลทางข้าม อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี และอำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลดงน้อย มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ดอนล้อมรอบด้วยที่ราบลุ่ม แบ่งแยกเป็นกลุ่มหมู่บ้าน่ชั้นในซึ่งเป็นพื้นที่ดอน ประกอบด้วย หมู่บ้านที่ 1-7, 13-16 และหมู่บ้านรอบนอก ซึ่งเป็นพื้นที่ราบลุ่ม มีบ้านเรือนตั้งเป็นกลุ่มกระจายโดยทั่วไปมีหมู่ที่ 8-12 ในช่วงน้ำหลากและมีน้ำท่วมไร่นาของเกษตรกรเป็นประจำ มีคลองธรรมชาติไหลผ่าน คือ คลองน้ำเตียน และคลองคูมอญ

อำเภอท่าตะเกียบ

ประวัติความเป็นมา

อำเภอท่าตะเกียบเดิมเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอสนามชัยเขต ได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอเมื่อปี พ.ศ. 2539 มีผลบังคับใช้ตั่งแต่วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2539 ผู้เฒ่าผู้แก่ในบ้านได้เล่าความเป็นมาของอำเภอท่าตะเกียบให้ฟังว่าคำว่า “ท่าตะเกียบ” มีความเป็นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทางกรุงเทพฯ ได้คิดทำการก่อสร้างเสาชิงช้าที่บริเวณหน้าวัดสุทัศน์เทพวราราม และได้บอกตามหัวเมืองต่างๆ ที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ให้หาไม้แดงเอาไปทำไม้ตะเกียบเสาชิงช้า วัดสุทัศน์เทพวราราม บ้านท่ากลอยและบ้านวังวุ้งขณะนั้นเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ จึงได้รายงานไปทางกรุงเทพฯ ทางการจึงได้ส่งทหารมาดูเห็นไม้แดงงามจำนวน 2 ต้น บริเวณป่าห่างจากบ้านท่ากลอยและบ้านวังวุ้งไปประมาณ 1 กิโลเมตร เมื่อเลือกได้ไม้แดงตามที่ต้องการแล้ว ได้ทำการล่องไปตามคลองสียัดออกคลองท่าลาดและนำเข้ากรุงเทพฯ แต่เนื่องจากไม้แดงมีขนาดใหญ่ บริเวณที่ลากไม้ลงคลองสียัดจึงราบเรียบเป็นท่าน้ำ ชาวบ้านจึงเรียกบริเวณนั้นว่า ท่าลงไม้ตะเกียบและเพี้ยนมาเป็น “ท่าตะเกียบ" จนถึงปัจจุบันนี้

 

อาณาเขต

อำเภอท่าตะเกียบเป็นหนึ่งในจำนวน 11 อำเภอ ของจังหวัดฉะเชิงเทราตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัดฉะเชิงเทราระยะทางห่างจากจังหวัดประมาณ 84 กิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียง ดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับ ตำบลคู้ยายหมี ตำบลท่ากระดาน อำเภอสนามชัยเขต อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา

ทิศตะวันออก ติดต่อกับ ตำบลหนองหว้า อำเภอเขาฉกรรจ์ ตำบลทุ่งมหาเจริญ อำเภอวังน้ำเย็น ตำบลวังทอง และตำบลวังใหม่ อำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว

ทิศใต้ ติดต่อกับ ตำบลพวา และตำบลขุนช่อง อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี

ทิศตะวันตก ติดต่อกับ อำเภอบ่อทอง อำเภอเกาะจันทร์ และ อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ตำบลหนองไม้แก่น อำเภอแปลงยาว ตำบลลาดกระทิง อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา

 

ข้อมูลการปกครอง

แบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 2 ตำบล 47 หมู่บ้าน

ตำบลท่าตะเกียบ

ตำบลคลองตะเกรา

 

อำเภอคลองเขื่อน

ประวัติความเป็นมา

อำเภอคลองเขื่อน เดิมเป็นพื้นที่การปกครองส่วนหนึ่งของอำเภอบางคล้า ต่อมาทางราชการมีความเห็นว่าอำเภอบางคล้า มีอาณาเขตกว้างขวาง และมีพลเมืองจำนวนมาก มีท้องที่หลายตำบล ซึ่งอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำ บางปะกงและอยู่ห่างไกลจากที่ว่าการอำเภอบางคล้า ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านฝั่งขวาของแม่น้ำบางปะกง ประกอบกับในขณะนั้นยังไม่มีสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง จึงทำให้ราษฎรได้รับความยากลำบากในการเดินทางไปติดต่อกับทางราชการ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ออกตรวจดูแลทุกข์สุขของราษฎรได้ไม่ทั่วถึง นอกจากนี้ สภาพท้องที่โดยทั่วไปของตำบลต่างๆ ที่อยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำบางปะกงมีแนวโน้มว่าต่อไปในภายภาคหน้าจะมีความ เจริญขึ้น
ต่อมาได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทยลงวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2536 เรื่องแบ่งเขตพื้นที่อำเภอ บางคล้า โดยกำหนดให้พื้นที่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำบางปะกง ตั้งเป็นกิ่งอำเภอคลองเขื่อน โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2536 และต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกายกฐานะ "กิ่งอำเภอคลองเขื่อน" เป็น "อำเภอคลองเขื่อน" เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2550 ตามโครงการอำเภอเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดกับ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศใต้ ติดกับ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศตะวันออก ติดกับ แม่น้ำบางปะกง อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา
- ทิศตะวันตก ติดกับ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา

 

ลักษณะภูมิประเทศ

กิ่งอำเภอคลองเขื่อน มีลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ ซึ่งเกิดจากการทับถมของตะกอนที่มากับน้ำ มีแม่น้ำบางปะกงไหลผ่าน

 

ข้อมูลการปกครอง

ตำบลก้อนแก้ว

ที่ตั้งและขนาด
- ระยะทางจากตำบลก้อนแก้ว ถึง กิ่งอำเภอคลองเขื่อน ประมาณ 8 กิโลเมตร
- จำนวนพื้นที่ของตำบลก้อนแก้ว ประมาณ 26.86 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
- ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลบางโรง
- ทิศใต้ ติดกับ ตำบลบางเล่า และตำบลบางตลาด
- ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลคลองเขื่อน
- ทิศตะวันตก ติดกับ อำเภอเมือง

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลก้อนแก้ว มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ ซึ่งเกิดจากการทับถมของตะกอนที่มากับน้ำ

ประวัติความเป็นมา
ตำบลก้อนแก้ว จัดตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2400 ความเป็นมาของคำว่า "ก้อนแก้ว" บริเวณอันเป็นที่ซึ่งชาวบ้าน เรียกว่า "ก้อนแก้ว" คือ บริเวณด้านทิศตะวันตกของวัดก้อนแก้วปัจจุบัน ในส่วนที่เป็นบ่อกุ้งของนายทวี จันทกลัด ซึ่งเป็นที่อ่างใหญ่ลักษณะกลมท้องกระทะเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เส้นกว่า ลึกประมาณ 3 เมตร แต่ในส่วนก้นกระทะตรงกลางลึกพิเศษลงไปเหมือนแก้ว กว้างประมาณ 3 เมตร ฤดูน้ำมีน้ำเต็มอ่าง มีปลาหมอ ปลาดุก ปลาช่อน ปลาชะโด ปลาแมงภู่ วัดก้อนแก้วเคยขอเป็นเขตอภัยทาน หน้าแล้งน้ำลดแต่ก็ไม่แห้ง เดือน 3 เดือน 4 ยังมีน้ำขังให้ควายลงไปอาบน้ำเล่นได้ เด็ก ๆ ชอบลงไปเล่นซ่อนแอบในก้นแก้วบางคนเรียกว่า วังก้นแก้วพิกุลทอง ด้วยเป็นวังใหญ่ที่ลึกที่สุดเหมือนก้นแก้ว
ประมาณปี พ.ศ. 2400 เศษ พระครูนันทศรีราจารย์ (หลวงพ่อเหลือ) ซึ่งเป็นเกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดฉะเชิงเทรา สมัยดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสสาวชะโงกแต่ด้วยพื้นเพของท่านเป็นคนก้อนแก้วด้วยเห็นว่าเป็นถิ่น กำเนิดกับตำบลใหม่ ท่านจึงชักชวนชาวบ้านใกล้วังก้นแก้ว (อำแดงขลิบ ยกที่ให้สร้างวัดปี พ.ศ. 2157 โดยได้รับอนุญาตให้ตั้งวัดปี พ.ศ. 2454) และเห็นว่าชื่อก้นแก้วฟังดูไม่เป็นมงคล จึงตั้งชื่อใหม่ว่า "วัดก้อนแก้ว" และเป็นชื่อของหมู่บ้านและตำบลในเวลาต่อมา

 

 

ตำบลบางโรง

ที่ตั้งและขนาด
- ระยะทางจากตำบลบางโรง ถึง กิ่งอำเภอคลองเขื่อน ประมาณ 7 กิโลเมตร
- จำนวนพื้นที่ของตำบลบางโรง ประมาณ 31.44 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
- ทิศเหนือ ติดกับ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว
- ทิศใต้ ติดกับ ตำบลคลองเขื่อน
- ทิศตะวันออก ติดกับ แม่น้ำบางปะกง และตำบลบางกระเจ็ด อำเภอบางคล้า
- ทิศตะวันตก ติดกับ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลบางโรง มีลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ ซึ่งเกิดจากการทับถมของตะกอนที่มากับน้ำ มีแม่น้ำบางปะกงไหลผ่าน

ประวัติความเป็นมา
ตำบลบางโรง จัดตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2350 สืบมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแตกในครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310 พระยาตากสินตีฝ่าวงล้อมพม่าออกจากรุงศรีอยุธยามาทิศตะวันออกได้รอนแรมผ่านมา และหยุดพักไพร่พล ณ ทีแห่งนี้ และได้ทำการปลูกสร้างโรงเรียนขึ้น (โรงม้า โรงครัว โรงเรือน) ที่ปากคลองน้ำ (คลองบางโรง) จากนั้นยกพลไปตั้งที่ปากโจ้โล้ พม่าจัดทัพตามมาที่โจ้โล้ แต่ต้องพ่ายแพ้ให้แก่พระยาตาก ในการนี้ได้ทิ้งโรงเรียนไว้เป็นอนุสรณ์ชาวบ้านจึงเรียกถิ่นนี้ว่า "บางโรง"
ในระยะต่อมา มีการสร้างวัดขึ้นที่นี่ พ.ศ. 2350 เรียกชื่อว่า "วัดท่าประทุม" ด้วยเป็นที่รวบรวมข้าวเปลือกของชาวบ้าน มีโรงเก็บข้าวอยู่หลายโรง และเป็นตลาดค้าขายของคนจีน มีโรงยาฝิ่น ร้านเหล้า อยู่ตามชายน้ำ 2 ฝั่ง บางคนจึงเข้าใจผิดคิดว่า บางโรง หมายถึง โรงฝิ่น โรงเหล้า หรือโรงนา ดังนี้หลักฐานชิ้นหนึ่งหมอวิเชียร จ้อยจิ๊ด แพทย์ประจำตำบลบางโรง นำมากล่าวถึงไว้ คือ หน้าโฉนดนายบุญ อำแดงรอด ได้รับโฉนดที่ดินเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม รศ.126 (พ.ศ. 2450) ก็เรียกว่า "ทุ่งบางโรง" และคนรุ่นเก่า ๆ เล่าให้หมอวิเชียรฟังว่า สถานที่นี้ได้เคยเป็นคอกม้าที่ถูกเกณฑ์มาเพื่อช่วยเป็นกำลังของพระยาตากสิน โดยมักพูดว่าไปโรงม้า อีกหลักฐานหนึ่งที่หมอวิเชียรพูดถึง คือ ได้อ่านสมุดบันทึกของขุนจำนง บำรุงสุข อดีตนายอำเภอบ้านโพธิ์ บันทึกไว้เมื่อ พ.ศ. 2466 ว่านางใบไปได้ผัวที่จำรัง ซึ่งไม่ห่างกับบ้านโรงม้า และว่าแม่น้ำบริเวณคุ้งน้ำหน้าวัดเคยเป็นตลาดน้ำ ตอนเช้ามืด (ประมาณ พ.ศ. 2478) ตามคำเรียกว่าขานชื่อวัดว่า "วัดท่าประชุม" (ฝั่งตรงข้ามมีสภาพเป็นแหลม)
ที่มีสภาพเหมือนท่าเรือ โดยจะมีเรือเขียวเรือแดง วิ่งรับส่งคนโดยสาร (จากท่าประชุมไปแปดริ้ว คนละหกสลึง สมัยนั้นใช้เงินครึ่งสตางค์) และรับซื้อข้าวไปส่งโรงสี ฟังชื่อเรือบางลำน่าจะมาจากสุพรรณบุรี เช่น เรือนขุนแผน เรือพลายงาม เรือทองประศรี เรือโมรา เรือไพฑูรย์ เป็นต้น
ประมาณปี พ.ศ. 2500 ผู้ใหญ่เสนาะ ทิมศรี ขณะบวชอยู่วัดบางกระเจ็ด เห็นว่าเรือเขียวเรือแดง ได้เลิกวิ่งไปก่อนหน้านี้แล้ว มีเรือหางยาว เรือเร็วมาวิ่งแทน ไปแปดริ้วออกเที่ยวเช้ากลับเที่ยง ออกเที่ยงกับเย็น ปัจจุบันมีวิ่งระยะใกล้ ๆ เฉพาะวัดเท่านั้น

ตำบลคลองเขื่อน

ที่ตั้งและขนาด
- ระยะทางจากตำบลคลองเขื่อน ถึง กิ่งอำเภอคลองเขื่อน ประมาณ - กิโลเมตร
- จำนวนพื้นที่ของตำบลคลองเขื่อน ประมาณ 32.74 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
- ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลบางโรง
- ทิศใต้ ติดกับ ตำบลตลาด
- ทิศตะวันออก ติดกับ แม่น้ำบางปะกง อำเภอบางคล้า
- ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลก้อนแก้ว

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลคลองเขื่อน มีลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ ซึ่งเกิดจากการทับถมของตะกอนที่มากับน้ำ มีแม่น้ำบางปะกงไหลผ่าน

ประวัติความเป็นมา
ตำบลคลองเขื่อน จัดตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2499 ตำบลคลองเขื่อนเป็นตำบลที่ตั้งของที่ว่าการกิ่งอำเภอคลองเขื่อน ความหมายของคำว่า "คลองเขื่อน" ฟังแล้วอาจเข้าใจว่าเป็นเพราะมีคลองอยู่มากและมีเขื่อนทดน้ำบางปะกง แต่ปรากฏว่า ชื่อนี้เรียกกันมานานแล้ว และเขื่อนทดน้ำบางปะกงก็พึ่งจะดำเนินการก่อสร้างขึ้นภายหลัง แต่เดิมท้องถิ่นนี้ เรียกว่า "คลองเขิน" เพราะมีคลองอยู่คลองหนึ่งมาจากแม่น้ำบางปะกง ตั้งอยู่ตรงข้ากับปากลัดบางหว้าเป็นคลองยาวประมาณ 3 เส้นเศษ แล้วปลายคลองตื้นเขินปัจจุบันขุดลึกเป็นคลองสวนไปแล้ว ต่อมาได้เรียกชื่อมาเป็นคลองเขื่อนเมื่อใดไม่ทราบแต่มีหลักฐานในโฉนดที่ดิน ของลุงผ่อง มงคล อดีตครูใหญ่วัดคลองเขื่อน มาตั้งแต่ รศ.125 (พ.ศ.2449) เข้าใจว่าคำว่าคลองเขิน คงฟังไม่เพราะ จึงเรียกใหม่ว่า "คลองเขื่อน"

 

ตำบลบางตลาด

ที่ตั้งและขนาด
- ระยะทางจากตำบลบางตลาด ถึง กิ่งอำเภอคลองเขื่อน ประมาณ 12 กิโลเมตร
- จำนวนพื้นที่ของตำบลบางตลาด ประมาณ 16.87 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
- ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลคลองเขื่อน
- ทิศใต้ ติดกับ ตำบลบางเล่า
- ทิศตะวันออก ติดกับ แม่น้ำบางปะกง, ตำบลปากน้ำ, ตำบลบางคล้า, ตำบลบางสวน, ตำบลสาวชะโงก
- ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลบางเล่า, ตำบลก้อนแก้ว

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลบางตลาด มีลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ ซึ่งเกิดจากการทับถมของตะกอนที่มากับน้ำ มีแม่น้ำบางปะกงไหลผ่าน

ประวัติความเป็นมา
ตำบลบางตลาดนั้นเดิมเรียกว่า "ย่านตลาด" คงเนื่องมาแต่ในอดีต ที่ดินแถบนี้มีชนหลายเชื้อชาติเข้ามาตั้งหลักแหล่ง ได้แก่ เขมร มอญ ลาว และชาวจีน ผลัดกันมีอำนาจ เช่น ชื่อฉะเชิงเทรา มีเรียกเป็นภาษาเขมรว่า "สตรึงเตรง" หรือ "ทรึงเทรา" แปลว่า "คลองลึก" หรือ "คลองใหญ่" อันหมายถึง แม่น้ำบางปะกงนั่นเอง
มีศิลปะชาวลาว เกี่ยวกับรูปลักษณ์การสร้างพระพุทธรูปในเมืองฉะเชิงเทรา การมีเตาเผาอิฐของชาวมอญตามชายฝั่งบางปะกง การขุดคลองบางขนากของชาวมุสลิม และการที่ชาวจีนเข้ามาแสวงหาโชคค้าขาย มีท่าเรือ ศาลเจ้า โรงเจ และมีคำว่า "ก๋ง" ซึ่งลูกหลานเป็นชาวแปดริ้วไปแล้วนั้น ทำให้เข้าใจได้ว่าย่านตลาดน่าจะเป็นแหล่งชุมชนค้าขายชุมชนหนึ่งตามริมแม่น้ำ บางปะกง
ในสมัยก่อน บริเวณหมู่ที่ 4, 5, และ 6 ของบางตลาด จะมีชาวมอญอพยพมาตั้งเตาเผาอิฐอยู่ตามคุ้งน้ำที่มีดินแดง มีการเกณฑ์อิฐเพื่อสร้างกำแพงเมือง ทำการค้าขาย ทำโรงหีบอ้อยของคนจีน ขนาดก้อนอิฐกว้างคืบ ยาวฟุต ปัจจุบันน้ำเซาะเตาเผาพังหมดแล้ว จะมีเหลือให้เห็นก็แต่ว่าน้ำวนตามเตาเผาใหญ่ ๆ "ผ่านตลาด" และต่อมาใช้ว่า "บางตลาด" เพราะการเรียกชื่อบ้านหรือท้องถิ่นแถบนี้ใช้คำว่า "บาง" และเป็นชื่อของตำบลในที่สุด
ในสมัยรัชกาลที่ 3 ทรงโปรดฯ ให้เจ้าพระยายมราช และเจ้าพระยามหาโยธา ออกมาเตรียมการตั้งเมืองฉะเชิงเทราใหม่ โดยเตรียมอิฐ เพื่อใช้ก่อสร้างป้อมและกำแพงเมืองและจากหลักฐานจดหมายเหตุพบว่าในปี พ.ศ. 2378 มีการเกณฑ์ไม้เสาและอิฐจำนวนมาก และเกณฑ์แรงงานไพร่มาปรับพื้นที่ด้วยเพื่อสร้างเมืองใหม่ 

ตำบลบางเล่า

ที่ตั้งและขนาด
- ระยะทางจากตำบลบางเล่า ถึง กิ่งอำเภอคลองเขื่อน ประมาณ 15 กิโลเมตร
- จำนวนพื้นที่ของตำบลบางเล่า ประมาณ 19.49 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต
- ทิศเหนือ ติดกับ ตำบลก้อนแก้ว
- ทิศใต้ ติดกับ แม่น้ำบางปะกง ตำบลสาวชะโงก
- ทิศตะวันออก ติดกับ ตำบลบางตลาด
- ทิศตะวันตก ติดกับ ตำบลบางแก้ว

ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลบางเล่า มีลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ ซึ่งเกิดจากการทับถมของตะกอนที่มากับน้ำ มีแม่น้ำบางปะกงไหลผ่าน

ประวัติความเป็นมา
ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) คนจีนจากเมืองจีนเข้ามาแสวงหาโชค ในระยะแรก ตั้งหลักแหล่งอยู่ในเขตเมืองฉะเชิงเทรา และเมืองปราจีนบุรีบ้างก็เข้ามาเป็นกรรมกรในไร่อ้อย โรงหีบอ้อยมีการค้าขายมากขึ้นในปี พ.ศ. 2350 การก่อตัวของอุตสาหกรรมน้ำตาลทราย ทำให้อ้อยกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของเมืองฉะเชิงเทรา ปรากฏหลักฐานจากบันทึกเล่าเรื่องกรุงสยาม ของมงเซเฌอร์วปาลเลกัวซ์ กล่าวไว้ว่า "ทั้งจังหวัดเป็นที่ใหญ่ อุดมไปด้วยนาข้าว สวนผลไม้ และไร่อ้อย มีโรงหีบอ้อยไม่ต่ำกว่า 20 โรง ซึ่งเจ้าของเป็นคนจีน" และหลักฐานร่างสารตรา กล่าวว่า "พวกจีนก็ตั้งบ้านเรือนทำสวนใหญ่ไร่อ้อยชุกชุม"
ในปี พ.ศ. 2380 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าเมืองฉะเชิงเทรา รับผิดชอบในการทำไร่อ้อยในพื้นที่ 223 ไร่ เพื่อส่งเข้าโรงงานน้ำตาลของหลวง และในปี พ.ศ. 2393 มีเอกสารระบุว่าเมืองฉะเชิงเทรา มีพื้นที่ปลูกอ้อยอยู่ 10,830 ไร่ จากหลักฐานสำเนาคำให้การจีนโป๊ว่าด้วยเรื่องอั้งยี่เมืองฉะเชิงเทรากำเริบ จะเห็นว่าคนจีนเป็นทั้งลูกจ้างในไร่อ้อย และเป็นเจ้าของโรงหีบอ้อย เป็นเจ้าของไร่อ้อย แต่การที่ได้เป็นเจ้าของไร่อ้อยนั้น คงเนื่องมาจากคนจีนได้ภรรยาคนไทย แล้วทำไร่อ้อย ทำให้หญิงไทยที่เป็นภรรยาชาวจีนนั้นมีฐานะร่ำรวยขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คือ การขุดคลองทดน้ำเข้าสวนอ้อย การรับจ้างตีเหล็ก เครื่องมือทำสวน และที่สำคัญ คือ มีทั้งคนลาวและคนเขมรเข้ามาอยู่เมืองไทยแล้ว
สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ได้ทรงร่วมมือกับ ทัต บุญนาค ส่งสำเภาไปขายสินค้ายังต่างประเทศจนเมื่อใดที่พระราชบิดารังส่งหา "เจ้าสัว" ย่อมหมายถึง กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์นั่นเอง
3 เมษายน พ.ศ. 2391 เป็นอีกวันหนึ่งที่เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นในเมืองแปดริ้ว มีอั้งยี่อยู่ก๊กหนึ่ง ชื่อ "ก๊กเสงทง" ในวันเกิดเหตุมีการแสดงงิ้วที่ศาลเจ้า ชาวจีนเหล่านี้ได้พากันไปดูงิ้วโดยอาศัยข้ามคลองจุกเฌอที่เช่าสะพานแห่งนั้น มีบ้านคนไทยซึ่งมีสุนัขดุ สุนัขได้ออกมาไล่กัดจนชาวจีนต้องพากันไล่ตีทำให้เจ้าของสุนัขโกรธ จึงเอาเลื่อยไปเลื่อยสะพานข้ามคลอง ครั้นขากลับจากดูงิ้วชาวจีนเดินข้ามสะพานปรากฏว่าสะพานหักเกิดเป็นปากเสียง ถึงขั้นต่อยตีกัน เหตุการณ์ได้ทวีความรุนแรงลุกลามเป็นจลาจล เพียงหลักจากนั้นไม่นานชาวจีนคนหนึ่งตั้งตนเป็น "ตั้วเหี่ย" (หัวหน้าอั้งยี่) เข้าปล้นโรงหีบอ้อย ซึ่งเป็นชาวจีนด้วยกันครันพระยาวิเศษฤาไชย (บัว) เจ้าเมืองฉะเชิงเทรา ได้ออกไปจับกุมก็เกิดการสู้รบกันขึ้น จนพระยาวิเศษฤาไชยสิ้นชีวิตในที่รบ ไม่กี่วันต่อมาตั้วเหี่ยก็ก่อกบฏนำคณะอั้งยี่ยึดเมืองฉะเชิงเทรา เผาเมืองและตั้งกำลังมั่นในกำแพงป้อมปราการ ร้อนถึงกรุงเทพฯ ต้องส่งกองทัพหลวงออกมาปราบปรามอย่างเด็ดขาด มีพระยาพระคลัง และเจ้าพระยาบดินทร์เดชาเป็นแม่ทัพจึงเอาชนะพวกอั้งยี่ได้ ในการรบครั้งนี้เกิดการฆ่าฟันกันตายนับพัน จนมีผู้กล่าวกันว่าศพได้ลอยไปตามแม่น้ำบางปะกงจนน้ำในแม่น้ำแดงเป็นสีโลหิต นับเป็นเหตุการณ์นองเลือดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ข้างต้น จะเห็นว่าชาวจีนตั้งรกรากอยู่ตามริมแม่น้ำทั้งสองฝั่งยึดอาชีพปลูกอ้อย (มีโรงหีบอ้อยอยู่เหนือวัดสามร่มไปเล็กน้อย) และมามีส่วนเกี่ยวข้องกับตำบลบางเล่า คือ พวกอั้งยี่ ได้แผ่อิทธิพลเข้ามาถึงแถบนี้อยู่กันเป็นกลุ่มใหญ่ ใครไม่ยอมขึ้นด้วยก็ฆ่าทิ้งเสีย จนเมื่อมามีการปราบปรามอย่างจริงจัง ทำให้ต้องหนีแตกกระเจิงเอาตัวรอด แต่มีชาวจีนอยู่บ้านหนึ่งไม่มีปัญหากับบ้านเมืองชื่อ เอ่ง แซ่เจ็ง เป็นคนรูปร่างผอมบางแต่มีพักพวกอยู่มาก
ทางการเห็นว่า เป็นผู้ที่พอไว้ใจได้และมีอิทธิพล สามารถปกครองพวกเดียวกันได้ จึงแต่งตั้งให้เป็นผู้นำมีบรรดาศักดิ์ "เป็นขุนบางเล่า" ซึ่งเป็นชื่อเรียกตำบล และหมู่บ้านเป็นเวลาต่อมา

 

 

 

Read 579 times Last modified on 08/06/2018

Leave a comment

Make sure you enter all the required information, indicated by an asterisk (*). HTML code is not allowed.