จังหวัดสุราษฎร์ธานี

จังหวัดสุราษฎร์ธานี (11)

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางทะเลที่เป็นเกาะ

  • เกาะสมุย เกาะที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติอยู่บริเวณอ่าวไทย พื้นที่1 ใน 3 ของเกาะ เป็นที่ราย ล้อมรอบภูเขา เกาะมีหาดทรายสวยทรายขาว ชายหาดที่่ทอดยาวขนานไปกับทะเล มีต้นมะพร้าวริมชายหาดและ น้ำทะเลใสสวย
  • เกาะพะงัน เป็นเกาะที่ค่อนข้างสงบ มีความร่มรื่นของทิวไม้ริมชายหาด มีหาดทรายขาว และน้ำทะเลที่่ใส จึงเป็นเสน่ห์ของเกาะพะงัน โดยบนเกาะพะงันมีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง เช่น น้ำตกธารเสด็จ เป็นน้ำตกที่รัชกาลที่5 ได้พระราชทานนามไว้และเสด็จประพาสถึง 14 ครั้ง น้ำตกแพง เป็นน้ำตกที่สวยงามมีหลายชั้น เช่น แพงน้อย ธารน้ำรัก ธารกล้วยไม้มีน้ำตลอดทั้งปีแสดงถึงความสมบูรณ์ของผืนป่า มีทางเดินป่าไปยังโดมศิลาซึ่งเป็น จุดชมวิวและชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม
  • เกาะเต่า เป็นเกาะที่มีธรรมชาติและความสมบูรณ์ของชีวิตใต้ทะเล สวยงามด้วยแนวปะการังทั้งน้ำตื้นและ น้ำลึก หาดทรายขาวสวย
  • เกาะนางยวน เป็นเกาะที่มีเกาะเล็ก 3 เกาะเชื่อมกันเวลาที่น้ำลง เป็นเกาะที่มีหาดทรายเนื้อละเอียดขาว น้ำทะเลใส มีปะการังน้ำตื้นและน้ำลึกที่ยังสมบูรณ์และสวยงาม
  • หมู่เกาะอ่างทอง เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลแห่งที่สอง ประกอบด้วยเกาะต่างๆ 42 เกาะ ส่วนมากเป็น เกาะหินปูน หมู่เกาะนี้ เดิมเป็นเขตหวงห้ามของทหารเรือ แต่ก็ได้มีราษฎรอพยพไปตั้งบ้านเรือน โดยประกอบ อาชีพทําสวนมะพร้าว จับปลา และเก็บรังนก
  • เกาะแตน เป็นเกาะที่งดงามด้วยธรรมชาติอันเงียบสงบ มีชายหาดที่ยาว ประกอบด้วยแนวปะการังและ ชายฝั่งที่ค่อนข้างสมบูรณ์
  • ทะเลใน ทะเลสาบกลางภูเขา อยู่บนเกาะแม่เกาะ เป็นปรากฏการทางธรณีวิทยา โดยเกิดจากแอ่งหินปูนที่ยุบตัว ทะเลในมีลักษณะเป็นวงรี มีทิวทัศน์สวยงาม

 

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางศาสนา วัฒนธรรมและโบราณสถาน

  • สวนโมกขพลาราม อยู่บริเวณเขาพุทธทอง เดิมชื่อวัดธารน้ำไหล มีท่านพุทธทาสภิกขุเป็นผู้ริเริ่มสร้างขึ้น เพื่อเป็นสถานที่แสวงหาความสงบและศึกษาธรรม พื้นที่่โดยรอบร่มรื่นเหมาะสําหรับเป็นที่ฝึกอบรมจิตใจและศึกษา พุทธศาสนา
  • พระพุทธบาทจําลอง (วัดมะเดื่อหวาน) ตั้งอยู่บนเกาะพะงัน บนยอดเขามีมณฑปพระพุทธบาทจําลอง และ จากเชิงเขาจะมีบันไดให้ขึ้นไปนมัสการพระพุทธบาท
  • วัดเขาสุวรรณประดิษฐ์ ตั้งอยู่อําเภอดอนสัก พระครูสุวรรณประดิษฐ์การ หรือหลวงพ่อจ้อย เกจิอาจารย์ ชื่อดังแห่งภาคใต้เป็นผู้บุกเบิกสร้างขึ้น และมรณภาพเมื่อปีพ.ศ. 2536 แต่ยังคงอยู่ในโลงแก้วภายในอุโบสถบนยอดเขายังเป็นที่่ประดิษฐานพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
  • วัดเขาถ้ำ (สวนสุวรรณโชติการาม ) ตั้งอยู่บนยอดเขาข้าวแห้ง เป็นสํานักสงฆ์ที่มีผู้นิยมมานั่งวิปัสสนาทั้งชาว ไทยและชาวต่างประเทศ
  • วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร ตั้งอยู่ตําบลเวียง โดยองค์พระเจดีย์เป็นโบราณสถานที่ สร้างขึ้นตาม แบบลัทธิมหายาน ตั้งแต่ครั้งอาณาจักรศรีวิชัยรุ่งเรือง รอบองค์พระธาตุมีเจดีย์เล็กๆ 4 ทิศ ล้อมรอบด้วยวิหารคด ซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่ขนาดต่างๆ ทั้ง 4 ด้าน
  • วัดรัตนาราม หรือวัดแก้ว ตั้งอยู่ที่ตําบลเลม็ด อําเภอไชยา เป็นวัดเก่าแก่ มีโบราณสถานที่สําคัญเรียกว่า เจดีย์วัดแก้วเป็นโบราณสถานสถาปัตยกรรมศรีวิชัยลักษณะของเจดีย์เป็นสถาปัตยกรรมแบบก่ออิฐไม่ถือปูนฐานล่างเป็น รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีมุข 4 ด้าน ระหว่างมุขทําเป็นย่อมุมไม้สิบสอง ซุ้มด้านทิศตะวันออก มีทางเดินไปห้องกลางของ องค์เจดีย์ภายในซุ้มมีพระพุทธรูปปางมารวิชัยประดิษฐานอยู่ทุกซุ้ม
  • พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติไชยา ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามวัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร อาคารหลังแรกด้านหน้า จัดแสดงประติมากรรมศิลาและสําริดที่ค้นพบในเมืองไชยาเก่า ได้แก่ เทวรูปพระนารายณ์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ส่วนอาคารที่สอง เป็นที่จัดแสดงหลักฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยทวาราวดีศรีวิชัย ลพบุรีสุโขทัย อยุธยา นอกจากนี้ยังจัดแสดงงานประณีตศิลป์ต่างๆ อีกมากมาย

 

อุทยานแห่งชาติ แหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ

  • อุทยานแห่งชาติเขาสก ครอบคลุมพื้นที่อําเภอบ้านตาขุน อําเภอพนม และอําเภอคีรีรัฐนิคม สภาพ โดยทั่วไปเป็นภูเขาดิน และภูเขาหินปูนสูงสลับซับซ้อน มีแนวหน้าผาสูงชัน ด้านทิศเหนือเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เกิด จากการก่อสร้างเขื่อนรัชชประภา มีป่าไม้และสัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์พันธุ์ไม้หายากที่่พบในเขตอุทยานฯ ได้แก่ ปาล์มหลังขาว และบัวผุด
  • อุทยานแห่งชาติคลองพนม เป็นภูเขาหินปูนเรียงสลับซับซ้อน และมีป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีลําธารใหญ่น้อย จํานวนมากซึ่งลําธารนี้ไหลรวมกับคลองสกและคลองสกไหลไปรวมกับคลองแสง เป็นต้นกําเนิดของคลองพุมดวงซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของแม่น้ำตาปี
  • อุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น ครอบคลุมพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติปากคลองน้ํ าเฒ่าอําเภอบ้านนาสารอําเภอกาญจนดิษฐ์ และอําเภอเวียงสระ
  • เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองทุ่งทองตั้งอยู่ตําบลเขาตอกสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่มสลับกับหนองน้ำ
  • อุทยานแห่งชาติธารเสด็จ – เกาะพะงัน (เตรียมการ) มีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์มีพืชหลากหลายชนิดและมี กล้วยไม้ที่ลําต้นใหญ่ที่สุดในโลก
  • อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง เป็นหมู่เกาะในอ่าวไทยท้องที่ตําบลอ่างทองอําเภอเกาะสมุยจังหวัดสุราษฎร์ธานี อยู่ห่างจากเกาะสมุยและเกาะพะงันไปทางทิศตะวันตกประมาณ 20 กิโลเมตร ประกอบด้วยหมู่เกาะต่างๆ 42 เกาะ มีเกาะที่สําคัญ ได้แก่ เกาะพะลวยเกาะวัวจิ๋ว เกาะวัวตาหลับ เกาะแม่เกาะเกาะสามเส้า เกาะไผ่ลวกเกาะคา เกาะหินดับ เกาะผีเกาะวัวกันตัง เกาะแปยัดเกาะวัวเตะเกาะนายพุดเกาะช้างโทรม เกาะหนุมาน เกาะท้ายเพลา เกาะหัวกล้องและ เกาะโคนบาน เป็นต้น สภาพของเกาะส่วนมากเป็นเขาหินปูนเกือบทั้งหมดมีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 10 เมตร จนถึง 400 เมตร ลักษณะของเกาะที่่เป็นโครงสร้างของหินปูนจะมีการเปลี่ยนแปลงทางเคมีอย่างรุนแรง รวมทั้งการ กร่อนทางกายภาพและดินฟ้าอากาศ ทําให้เกิดถ้ำและหน้าผา ทําให้รูปร่างของเกาะมีลักษณะแปลกๆ เกิดขึ้น เช่น บางแห่งคล้ายกับปราสาทหินพิมายหรือนครวัดอันเก่าแก่ตามเกาะต่างๆ จะมีหาดทรายอยู่เกือบทุกเกาะ บางเกาะหาดทรายมีสีขาวสะอาดบริสุทธิ์ บางเกาะมีปะการังตามชายทะเลหลายชนิด สีสวยงามหลากสีอยู่ท่ามกลางความ เงียบสงบ
  • อุทยานแห่งชาติแก่งกรุง ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีครอบคลุมพื้นที่อําเภอท่าชนะ อําเภอไชยา อําเภอท่าฉาง และอําเภอวิภาวดีเป็นอุทยานที่มีสภาพป่าเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน มีสถานที่น่ารื่นรมย์สําหรับ พักผ่อนหย่อนใจ เช่น น้ำตก ลําน้ำ บ่อน้ำร้อน ภูเขา ซึ่งมีทัศนียภาพที่สวยงาม เป็นป่าต้นน้ำลําธารที่หล่อเล ี้ ยงชาว จังหวัดสุราษฎร์ธานีและจังหวัดชุมพร มีเนื้อที่่ประมาณ 338,125 ไร่ หรือ 541 ตารางกิโลเมตร แก่งกรุงเป็นชื่อแก่ง ขนาดใหญ่ในลําน้ำคลองยัน ในอดีตการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยดําเนินการสํารวจเพื่อก่อสร้างเขื่อนอเนกประสงค์ปัจจุบันได้ชะลอโครงการดังกล่าวไว้

 

แหล่งท่องเที่ยวชุมชน

  • หมู่บ้านพุมเรียง อยู่ที่ตําบลพุมเรียง อําเภอไชยา เป็นชุมชนชาวมุสลิม ส่วนใหญ่มีอาชีพทอผ้าไหม ผ้าไหม พุมเรียงเป็นผ้าทอยกดิ้นเงิน หรือดิ้นทองสวยงาม คุณภาพดี มีลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวพุมเรียง ได้แก่ ลายราชวัตร ดอกโคม ลายดอกพิกุล ลายนพเก้า และลายยกเบ็ด
  • แหลมโพธิ์มีทะเลที่น่าท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของตําบลพุมเรียง มีอาหารทะเลขึ้นชื่อโดยเฉพาะ “หอยขาว”
  • คลองร้อยสาย เป็นพื้นที่ชุมชนที่อยู่ใกล้ตัวเมืองสุราษฎร์ธานี ในบริเวณแม่น้ำตาปีซึ่งมีวิถีชีวิตที่ยังคงใช้ เรือเป็นพาหนะท้องถื่นในการเดินทางสัญจร และยังกิจกรรมต่างๆ ของชาวบ้าน เช่น การทําสวนเกษตร การทํา ประมงพื้นบ้าน ล่องเรือ ชมหิ่งห้อย ชมป่าชายเลน ชมบ้านโบราณ ชมการสาธิตการทําหัตถกรรมกะลามะพร้าว นมัสการหลวงพ่อข้าวสุก ณ วัดบางใบไม้
  • เขื่อนรัชชประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) ตั้งอยู่อําเภอบ้านตาขุน เป็นเขื่อนหินทิ้งแกนดินเหนียว อเนกประสงค์สูง 95 เมตรยาว 700 เมตร บริเวณเขื่อนและอ่างเก็บน้ำร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่และสวนสวยงาม ภูเขา หินปูนที่อยู่ในเขื่ อนมีรูปร่างต่าง ๆ แปลกตาสวยงามตามธรรมชาติ
  • น้ำตกวิภาวดี มีต้นน้ำกําเนิดจากเทือกเขาแดน และไหลลงมาตามลําน้ำคลองพาย น้ำตกมีจํานวน 9 ชั้น แต่ละชั้นมีความสูงและสวยงามมาก บริเวณน้ำตกเป็นเขตป่าสงวนอุดมไปด้วยไม้ใหญ่หลายชนิดให้ความชุ่มชื่นควรแก่ การพักผ่อน

 

 ขนบธรรมเนียมและประเพณีท้องถิ่น

ประเพณีชักพระ ทอดผ้าป่า และแข่งขันเรือยาว มีอีกชื่อ คืองานเดือนสิบเอ็ด ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับเทศกาล ออกพรรษา กิจกรรมที่สําคัญได้แก่การประกวดเรือพระ ซึ่งจะมีทั้งรถพนมพระ และเรือพนมพระ ซึ่งรถและเรือพนมพระ อาจจะตกแต่งประดับประดาด้วยการแกะสลัก หรือฉลุไม้ ตกแต่งจําลอง เสมือนฉาก ที่พระพุทธเจ้ากลับมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในงานพิธีจะใช้คนลาก เชื่อว่าผู้ที่ได้ร่วมลากจูงรถหรือเรือพนมพระจะได้ อานิสงค์หลายประการ การจัดพุ่มผ้าป่าเป็นการจําลองพุทธประวัติของพระพุทธเจ้าแสดงออกเป็นตอนๆ ด้วยการนําต้นไม้หรือกิ่งไม้ ประดับกับหลอดไฟสีต่างๆ บ้างก็จะจัดอุปกรณ์อื่นร่วมประกอบฉาก ทั้งการเขียนภาพ ปั้นรูปดินเหนียว อุปกรณ์ ประกอบฉากจะไม่นิยมนําสิ่งมีชีวิตมาจัดประกอบฉาก เพราะเชื่อว่าเป็นการทรมานสัตว์และจะไม่ได้รับอานิสงค์ และตกแต่งด้วยเครื่องอัฐบริขาร เพื่อในเช้าวันรุ่งของวันออกพรรษาจะได้นิมนต์พระมาทําพิธีทอดผ้าป่า

  1. ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม

ทรัพยากรป่าไม้

ทรัพยากรป่าไม้ของจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีแนวโน้มขยายเพิ่มขึ้นจากข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี (พ.ศ.2557 - 2559) รายละเอียดตามตารางที่ปรากฏ

 

ปัญหา

สภาพปัญหาการบุกรุกทําลายทรัพยากรป่าไม้ของจังหวัดสุราษฎร์ธานีส่วนใหญ่เป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อ ยึดถือครอบครองปลูกพืชผล จําพวก ยางพารา และปาล์มน้ำมัน เนื่องจากราคาผลผลิตทั้งปาล์มน้ำมัน และ ยางพาราบางช่วงมีราคาสูง ความต้องการที่ดินของราษฎรจึงเพิ่มมากขึ้น การอพยพถื่นที่อยู่อาศัยของราษฎร การบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มมากขึ้นส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อให้เกิดสภาวะโลกร้อน เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างรุนแรง

 

ทรัพยากรดินและการใช้ที่ดิน

จากการสํารวจทรัพยากรดิน ขอใช้ข้อมูลจาก ภูมิสารสนเทศดินและการใช้ประโยชน์จากที่ดิน กรมพัฒนา ที่ดิน (กรกฎาคม 2558) พบว่า จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีทรัพยากรดินหลากหลายประเภท แต่ลักษณะของดินส่วน ใหญ่ในจังหวัดเป็นกลุ่มชุดดินที่62 ซึ่งมีลักษณะดินดังกล่าวครอบคลุ่มพื้นที่ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ถึง 2,833,838.75 ไร่ คิดเป็นร้อยละของพื้นที่จังหวัด ร้อยละ 33 ของพื้นที่จังหวัด โดยลักษณะของดินที่พบ ประกอบไปด้วยพื้นที่ภูเขา ซึ่งมีความลาดชันมากกว่า 35% ดินที่่พบในบริเวณดังกล่าว มีทั้งดินลึกและดินตื้น ลักษณะของเนื้อดินและความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิดของดินต้นกําเนิดในบริเวณนั้น มักมีเศษหิน ก้อนหิน หรือหินพื้นโผล่กระจัดกระจายท ั่วไป ส่วนใหญ่ยังปกคลุมด้วยป่าไม้ประเภทต่างๆเช่น ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง หรือป่าดิบชื้น หลายแห่งมีการทําไร่เลื่อนลอย โดยปราศจากมาตรการในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ซึ่งเป็นผล ทําให้เกิดการชะล้างพังทลายของดิน จนบางแห่งเหลือแต่หินพื้นโผล่ ได้แก่ชุดดินลาดชันเชิงซ้อน (Sc) กลุ่มชุดดินนี้ ไม่ควรนํามาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร เนื่องจากมีปัญหาหลายประการที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ควรสงวนไว้ เป็นป่าตามธรรมชาติเพื่อรักษาแหล่งต้นน้ำลําธาร ซึ่งปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินของลักษณะดินประเภทนี้คือ มีการกัดกร่อนของดินได้ง่าย ทําให้ไม่เหมาะสมที่จะนํามาใช้ในการเพาะปลูกพืชเนื่องจากเป็นดินตื้น มีหินโผล่ที่ผิวดินและพื้นที่่เป็นภูเขาสูงชัน มีความลาดเทเฉลี่ยเกิน 35% ง่ายต่อการชะล้างพังทลายของดิน จึงเหมาะสมที่จะ รักษาไว้เป็นพื้นที่ป่าไม้ธรรมชาติเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมและเป็นพื้นที่ต้นน้ำลําธาร

การใช้ประโยชน์ที่ดินในจังหวัดสุราษฎร์ธานีส่วนใหญ่เป็นการใช้ประโยชน์ในรูปแบบของพื้นที่การทํา การเกษตร ปัจจุบัน ปี 2559 มีการใช้พื้นที่ถึง 5,058,699 ไร่คิดเป็นร้อยละ 61.63 ของพื้นที่จังหวัด โดยพื้นที่การ ทําการเกษตรส่วนใหญ่ เป็นพื้นที่่ในการปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัดสุราษฎร์ธานี นอกจากนี้ยังมีพื้นที่่ในการปลูกพืชผลไม้เช่น มังคุด เงาะ ทุกเรียน ฯลฯ

ปัญหา

  • ดินที่มีปัญหาด้านการเกษตร

จากรายงานของกรมพัฒนาที่ดิน พบว่า จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีพื้นที่ที่มีปัญหาทรัพยากรดินรวม 3,309,121 ไร่ ประกอบด้วย ปัญหาดินตื้น 2,764 ไร่ ดินทราย 7,378 ไร่ ดินอินทรีย์ 1,472 ไร่ ดินเปรี้ยวจัดในระดับลึกปาน กลาง 17,652 ไร่ ดินเปรี้ยวจัดในระดับลึกปานกลางที่มีศักยภาพก่อให้เกิดเป็นดินเปรี้ยวจัด 136,476 ไร่ ดินเลน เค็มชายทะเลที่มีศักยภาพก่อให้เกิดเป็นดินกรดกํามะถัน 155,629 ไร่ และพื้นที่ลาดชันเชิงซ้อน 2,878,029 ไร่ ผลกระทบที่เกิดขึ้นผลกระทบของปัญหา ทําให้พืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหายหรือพื้นที่่ไม่สามารถใช้ ประโยชน์ด้านการเกษตรได้

  • ดินเสี่ยงต่อการชะล้างพังทลายของดิน

บริเวณพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการชะล้างพังทลายของดิน ได้แก่ พื้นที่บริเวณที่มีความลาดชันมากกว่า 35 องศา ซึ่ง เป็นผลมาจากชะล้างพังทลายของน้ำฝน อันเป็นผลมาจากการขาดพืชปกคลุมดิน เนื่องมาจากปัญหาการลักลอบตัด ไม้ทําลายป่า การแผ้ว ถาง ทําลายป่า การบุกรุกที่ดินเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เป็นต้น ผลกระทบที่เกิดขึ้น แร่ธาตุและ ธาตุอาหารในดินถูกชะล้างการสูญเสียดิน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิประเทศ

  • การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นเขตชุมชนเมืองเพิ่มขึ้น

จากข้อมูลการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่่เป็นชุมชนเมือง เพื่อใช้เป็นที่อยู่ อาศัย และเพิ่มพื้นที่การเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่่ในเขตเมือง ทําให้เกิดผลกระทบในเรื่องของอุทกภัย ดินเสื่อม คุณภาพ เป็นต้น

 

ทรัพยากรแร่ธาตุ

          จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีทรัพยากรแร่ ที่สําคัญหลายชนิด พบกระจายตัวทั่วบริเวณตอนกลางลงมาทาง ทิศใต้ของจังหวัด และบริเวณเกาะต่างๆ ของจังหวัด แหล่งแร่ที่สําคัญของจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้แก่ หินปูน (หินปูน เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง หินปูนเพื่ออุตสาหกรรมซีเมนต์และหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมอื่นๆ) ดีบุก ยิปซัม แบไรต์ ฟลูออไรต์โดโลไมต์และถ่านหิน

จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีการผลิตแร่ยิปซัมเป็นหลัก และมีการผลิตทรัพยากรแร่ที่สําคัญอื่นๆ ได้แก่ หินปูนเพื่อ อุตสาหกรรมก่อสร้างและโดโลไมต์ทรัพยากรแร่ดังกล่าวสามารถจําแนกตามลักษณะการใช้ประโยชน์ได้ 4 กลุ่ม คือ

  1. กลุ่มแร่เพื่อการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานและโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ใช้เป็นวัตถุดิบสําหรับงาน ก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ เช่น ถนน เขื่อนชลประทาน ฝายกั้นน้ำ เป็นต้น
  2. กลุ่มแร่เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมใช้เป็นวัตถุดิบขั้นพื้นฐานของกระบวนการผลิตต่างๆ สําหรับอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายสาขา เช่น อุตสาหกรรมอาหาร ยา อุตสาหกรรมกระดาษอุตสาหกรรมสี พลาสติก อุตสาหกรรมหล่อโลหะ ดินสอสียาง แป้งนวลและใช้ทําชอล์ก
  3. กลุ่มแร่เพื่อการเกษตร ใช้เป็นวัตถุดิบสําหรับผลิตปุ๋ย ปรับปรุงคุณภาพดิน แร่กลุ่มนี้คือโดโลไมต์
  4. กลุ่มแร่พลังงาน ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าและเป็นวัตถุดิบเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมที่่ใช้ พลังงานความร้อนไม่สูงนัก แร่กลุ่มนี้คือ ถ่านหิน

โครงสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดโดยพิจารณามูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ณ ราคาตลาด ในปีพ.ศ. 2558 พบว่าขึ้นกับสาขาเกษตรกรรม (47,146 ล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 24.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม จังหวัด รองลงมาได้แก่สาขาโรงแรมและภัตตาคาร (34,655 ล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 18.1 สาขาอุตสาหกรรม (26,679 ล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 14.0 และสาขาการขายส่งขายปลีก (22,303 ล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 11.7

ด้านการเกษตร

(สาขาเกษตรกรรม การล่าสัตว์และการป่าไม้และการประมง) มีมูลค่า 50,198 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 26.3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด การเกษตรสําคัญประกอบด้วย

  • สาขาเกษตรกรรม การล่าสัตว์และการป่าไม้มีมูลค่า 47,146 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 24.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด และร้อยละ 93.9 ของผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตร
  • การประมง มีมูลค่า 3,052 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด และร้อยละ 6.1 ของผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตร

การโรงแรมและภัตตาคาร

  • มีมูลค่า 34,655 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 18.1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด

ด้านอุตสาหกรรม

  • มีมูลค่า 26,679 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 14.0 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด

ด้านการขายส่งขายปลีก

  • มีมูลค่า 22,303 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 11.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด

บริการและอื่นๆ

  • มีมูลค่า 57,343 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 30 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด

 

สถานศึกษา

จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีสถานศึกษาทั้งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน-อุดมศึกษาเป็นจํานวนมาก ส่งผลให้ นักเรียน นักศึกษาเข้ามาศึกษาในจังหวัดเพิ่มขึ้นในทุกๆปีจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีสถานศึกษาทั้งสิ้น 663 แห่ง มีครู/ อาจารย์ 10,672 คน มีนักเรียน/นักศึกษา 225,672 คน อัตราส่วนครู/อาจารย์ต่อนักเรียน/นักศึกษา เป็น 1 : 19.82 โดยสามารถแยกตามประเภทได้ดังนี้

แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

 

วิสัยทัศน์ “ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”

 

เศรษฐกิจและสังคมไทยมการพ ี ัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยสถาบันหลักของชาติดํารงอยู่อย่างมั่งคงเป็นจุด ยึดเหนี่ยวของสังคม มีความสามัคคีของคนในชาติมีความสงบและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในทุกพื้นที่และมีระดับ รายได้ในกลุ่มประเทศรายได้สูง มีความเป็นธรรมในสังคม และความเหลื่อมล้ำลดลงในทุกมิติประเทศไทยมีบทบาทสําคัญในภูมิภาคและโลก

 

ระบบเศรษฐกิจมีความเป็นชาติการค้าบนฐานการขยายตัวของการค้าส่งค้าปลีกและเศรษฐกิจดิจิทัลที่เข้มข้นขึ้น มีการเติบโตอย่างมีคุณภาพ กระจายฐานการผลิตและบริการไปในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างทั่วถึง มีเสถียรภาพ แข่งขันบนฐานการพัฒนานวัตกรรม และมีฐานการผลิต บริการ และลงทุนที่เชื่อมโยงในอาเซียน เพื่อให้ประเทศ ไทยเข้าสู่การมีรายได้สูงภายในปี 2579 และเข้าสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว

 

ปัจจัยความสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติ

  1. สาระของยุทธศาสตร์ชาติ

กําหนดวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ชัดเจน มีการกําหนดเป้าหมายและภาพในอนาคตของประเทศที่ชัดเจนและเป็นที่เข้าใจ รับรู้และยอมรับเป็นเจ้าของร่วมกัน สามารถถ่ายทอดเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติสู่เป้าหมายเฉพาะด้านต่างๆ ตามระยะเวลาเป็นช่วงๆ ของหน่วยงานปฏิบัติได้และมีการกําหนดตัวชี้วัดที่สามารถวัดผลสัมฤทธ ิ์ได้

  1. ระบบและกฎหมาย

มีกฎหมายรองรับ มีกลไกเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและแผนในระดับต่าง ๆ เพื่อให้ส่วนราชการนํายุทธศาสตร์ชาติไปปฏิบัติรวมทั้งกรอบกฎหมายด้านการจัดสรรงบประมาณ ให้สามารถระดม ทรัพยากรเพื่อผลักดันขับเคลื่อนการดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติอย่างมีบูรณาการ และกรอบกฎหมายที่จะกําหนดให้การดําเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติมีความต่อเนื่อง รวมทั้งมีระบบการติดตามและประเมินผลอย่างเป็นระบบในทุกระดับ

  1. กลไกสู่การปฎิบัติ

มีกลไกที่ สอดรับ/สอดคล้องตั้งแต่ระดับการจัดทํายุทธศาสตร์การนําไปสู่การปฏิบัติและการติดตาม ประเมินผล รวมทั้งมีกลไกในการกํากับดูแล บริหารจัดการและการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติสู่การปฏิบัติอย่างมี ประสิทธิภาพและหน่วยงานปฏิบัติจะต้องมีความเข้าใจ สามารถกําหนดแผนงาน โครงการให้สอดคล้องกับ เป้าหมายที่กําหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ

  1. การยอมรับของสังคม

มีการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชน มีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกกลุ่ม สร้างการมีส่วนร่วม และความเป็นเจ้าของร่วมกัน เพื่อให้ได้การยอมรับจากทุกภาคส่วนในสังคม

  

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564)

 

          ด้วยในเดือน ก.ย. 2559 จะสื้นสุดระยะเวลาในการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่11 (พ.ศ. 2555 – 2559) สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบหลักปัจจุบันอยู่ในช่วงการจัดทําแผนพัฒนาฯฉบับที่12 สําหรับขับเคลื่อนประเทศ ระหว่างปีพ.ศ. 2560 – 2564 ซึ่งกระบวนการทั้งหมดทั้งการรับฟังความคิดเห็น การปรับปรุงร่าง และการนําเข้าสู่ กระบวนการทางกฎหมายคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน พ.ศ. 2559 ทั้งนี้ลักษณะเด่นสําคัญของ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่12 คือ จะเป็นแผนที่เชื่อมโยงแผนยุทธศาสตร์ชาติทั้งจากสมาชิกสภาปฏิรูป (สปช.) และแผน ยุทธศาสตร์ประเทศไทยในระยะ 20 ปีของรัฐบาลมาอยู่ในแผนด้วย โดยแผนพัฒนาฯจะทําหน้าที่่เป็นแผนเชิง ปฏิบัติการ (Operating plan) ของยุทธศาสตร์ชาติช่วยเสริมให้ประเทศพัฒนาไปทีละขั้นตอนสู่เป้าหมายตามที่ยุทธศาสตร์กําหนดไว้

          นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ (เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) ได้ให้ข้อมูล เพิ่มเติมผ่านทางหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจถึงเป้าหมายของการพัฒนาประเทศไทยตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่12 ว่า “ในแผนพัฒนาฉบับที่12 มีการวางเป้าหมายไว้หลายด้าน ทางด้านเศรษฐกิจระบุว่าเมื่อสื้นสุดแผนพัฒนาฯ ในปี 2564 มีเป้าหมายในการผลักดันให้ประเทศพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางการเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมใน ประเทศต่อประชากร (GDP Per Capita) เพิ่มขึ้นเป็น 317,051 บาท และรายได้ประชาชาติต่อหัว (GNP Per Capita) เพิ่มขึ้นเป็น 301,199 บาทต่อคนต่อปีภายใต้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัวได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 5% ผลิตภาพการผลิตของประเทศเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 2.5% ต่อปีการลงทุนรวมโดย เฉลี่ยขยายตัวไม่ต่ำกว่า 8% และการส่งออกขยายตัวเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 4% ต่อปี”

นอกจากนั้น นางสาวลดาวัลย์คําภา (รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) ได้สรุปประเด็นการพัฒนาที่สําคัญในช่วงแผนฯ 12 ภายใต้หัวข้อ “การขับเคลื่อนประเทศไปสู่ ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน: นโยบายรัฐบาล ทิศทางแผนฯ 12 และยุทธศาสตร์การพัฒนาภาค” ดังนี้